เหตุการระบาดของ "ไวรัสฮันตา" มีผู้ป่วย และเสียชีวิต บนเรือสำราญที่ลอยลำอยู่กลางทะเล ตามงานขององค์การอนามัยโลก หรือฮู (WHO) เมื่อวันที่ 4 พ.ค.2569 สร้างความหวั่นวิตกให้ประชาชนทั่วโลกว่าจะกลายเป็นโรคระบาดใหญ่ ซ้ำรอยโรคโควิด-19
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันองค์การอนามัยโลก ประเมินว่าความเสี่ยงต่อประชากรโลกจากเหตุการณ์นี้อยู่ในระดับต่ำ และจะติดตามสถานการณ์ทางระบาดวิทยาอย่างต่อเนื่อง และปรับปรุงการประเมินความเสี่ยงเมื่อมีข้อมูลเพิ่มเติม
สถานการณ์ไวรัสฮันตาทั่วโลก
จากรายงานขององค์การอนามัยโลก การติดเชื้อไวรัสฮันตาค่อนข้างพบได้ไม่บ่อยนักทั่วโลก ในปี 2025 (ณ สัปดาห์ระบาดวิทยาที่ 47) ในภูมิภาคอเมริกา มี 8 ประเทศรายงานผู้ป่วย 229 ราย และเสียชีวิต 59 ราย โดยมีอัตราการเสียชีวิต 25.7%
ในภูมิภาคยุโรป มีรายงานการติดเชื้อไวรัสฮันตา 1,885 รายในปี 2023 (0.4 ต่อ 100,000 คน) ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดที่พบระหว่างปี 2019 ถึง 2023
ในเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะจีน และสาธารณรัฐเกาหลี ไข้เลือดออกฮันตาไวรัสที่มีภาวะไตวาย (HFRS) ยังคงมีผู้ป่วยหลายพันรายต่อปี แม้ว่าอุบัติการณ์จะลดลงในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา
การติดเชื้อไวรัสฮันตาไวรัสมีความเกี่ยวข้องกับอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่า 1-15% ในเอเชีย และยุโรป และสูงถึง 50% ในทวีปอเมริกา
แม้ว่าจะไม่มีการรักษาหรือวัคซีนเฉพาะสำหรับการติดเชื้อไวรัสฮันตาไวรัส แต่การดูแลประคับประคองในระยะเริ่มต้น และการส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลที่มีห้องไอซียูครบครันโดยทันทีสามารถช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้
2 กลุ่มอาการของติดเชื้อไวรัสฮันตา
โรคติดเชื้อไวรัสฮานตา (HANTAVIRAL DISEASES) ทำให้เกิดอาการ 2 กลุ่ม คือ
กลุ่มอาการ HFRS และกลุ่มอาการ HPS
ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ม.มหิดล ให้ข้อมูลว่า ไวรัสฮันตาสายพันธุ์ที่พบในทวีปยุโรป และเอเชีย มักก่อให้เกิด “กลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับไตวาย (Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome - HFRS)” ไวรัสกลุ่มนี้เปรียบเสมือนผู้บุกรุกที่มุ่งทำลายระบบกรองน้ำของเมือง นั่นคือ "ไต" อัตราการเสียชีวิตมักอยู่ระหว่าง 1-15% และที่สำคัญคือ ไม่เคยมีบันทึกว่าไวรัสสายพันธุ์ยุโรปสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้
กลับกัน กลุ่มอาการปอดอักเสบรุนแรงของผู้ป่วยบนเรือ ชี้ชัดไปยังฝั่งอเมริกา ไวรัสกลุ่มนี้ก่อให้เกิดกลุ่มอาการทางปอด (Hantavirus Pulmonary Syndrome - HPS)” เช่น สายพันธุ์ Sin Nombre ที่เคยระบาดหนักในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1993 หรือสายพันธุ์ Andes ในอเมริกาใต้ ไวรัสกลุ่มนี้ทำงานเสมือนผู้ก่อการร้ายที่มุ่งทำลายระบบระบายอากาศส่วนกลาง ทำให้อัตราการเสียชีวิตพุ่งทะยานสูงถึง 38%
และสิ่งที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์กังวลมากที่สุด คือ สายพันธุ์แอนดีส (Andes) จากอเมริกาใต้ เป็นไวรัสฮันตาเพียงสายพันธุ์เดียวที่บันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์การแพทย์ว่า "สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้" ผ่านการสัมผัสใกล้ชิด
“หากไวรัสบนเรือสำราญลำนี้คือ สายพันธุ์แอนดีส การกักตัวผู้โดยสารให้อยู่แต่ในห้องพักจึงไม่ใช่แค่การป้องกันล่วงหน้า แต่เป็นมาตรการชี้เป็นชี้ตาย อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้กระบวนการตรวจยืนยันสายพันธุ์ของไวรัสในห้องปฏิบัติการยังคงดำเนินอยู่อย่างเข้มข้น เพื่อระบุตัวตนของมฤตยูเงียบตัวนี้ให้แน่ชัดในระดับพันธุกรรม”
ไวรัสฮันตาในไทย
สำหรับสถานการณ์ไวรัสฮันตาในประเทศไทย พบการหมุนเวียนของฮันตาไวรัส โดยเฉพาะ Thailand virus (THAIV) ในปี 2006 ในสัตว์ฟันแทะ พบในหนู Bandicota ซึ่งเป็นแหล่งรังโรคสําคัญ มีอัตราการตรวจพบเชื้อประมาณ 1.7% จากที่ศึกษา และมีรายงานผู้ป่วยอย่างน้อย 1 รายที่มีอาการสอดคล้องกับโรคไข้เลือดออกที่มีภาวะไต(HFRS) แสดงถึงการติดต่อจากสัตว์สู่คน
ขณะที่ สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ระบุว่า กลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับกลุ่มอาการทางไต หรือ HFRS ในไทยใน พ.ศ.2528 เคยมีรายงานการพบแอนติบอดีต่อ Hanta - like virus ใน ผู้ป่วย ที่จังหวัดกาญจนบุรี และกรุงเทพฯ
และต่อมาในพ.ศ.2541 มีการศึกษาในผู้ป่วยมีไข้ ไม่ทราบสาเหตุ ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล พบผู้ป่วย 1 ราย ในกรุงเทพฯ มีผลยืนยันการวินิจฉัยว่า ติดเชื้อ Hanta - like virus และ ปีต่อๆ มาพบแอนติบอดี ชนิด IgG ในผู้ป่วยกลุ่มอาการนี้อีกหลายราย
นอกจากนั้น ข้อมูลการศึกษาของศูนย์วิจัยโรคติดเชื้อไวรัสชนิดระบาดใหม่ (โครงการความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดล) ก็แสดงให้เห็นว่า มีไวรัสนี้ทั้งในคน และในสัตว์ฟันแทะ ชี้ให้เห็นว่า มีเชื้อไวรัสฮันตาแพร่กระจายอยู่ในประเทศไทย
ส่วนกลุ่มอาการระบบทางเดินหายใจจากการติดเชื้อไวรัสฮันตา หรือ HPS ยังไม่พบรายงานในไทย
ไทยยังไม่พบผู้ป่วย
นพ.วิชาญ บุญกิติกร ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ให้สัมภาษณ์ว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อหรือผู้ป่วยในประเทศ สำหรับการดำเนินงานเชิงรุกเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ทางหน่วยงานสาธารณสุขได้ร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรมปศุสัตว์ในการจัดทำระบบเฝ้าระวังในสัตว์อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาวิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากสัตว์สู่คน
ในด้านมาตรการป้องกัน เนื่องจากปัจจุบันไม่มีโรคนี้ระบาดภายในประเทศไทย ความเสี่ยงหลักจึงเป็นเรื่องของการนำเข้าเชื้อจากต่างประเทศ ดังนั้น มาตรการการเฝ้าระวัง ณ ช่องทางเข้า-ออกระหว่างประเทศ หรือด่านตรวจต่างๆ จึงถือเป็นหัวใจสำคัญและเป็นปราการด่านแรกที่ทางการให้ความสำคัญอย่างมากเพื่อคัดกรองผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยง
ส่วนข้อกังวลเรื่องการติดต่อระหว่างคนสู่คนนั้น จากข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน พบว่า โอกาสการแพร่กระจายเชื้อจากคนสู่คนในลักษณะทั่วไปยังมีค่อนข้างน้อย อย่างไรก็ตาม ในบางสถานการณ์หรือบางสภาพแวดล้อมที่มีคนอยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิดเป็นเวลานาน อาจมีความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เช่น กรณีที่มีรายงานข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์บนเรือในต่างประเทศ
“ระบบการเฝ้าระวังของไทยยังคงทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และยังไม่พบสัญญาณของผู้ป่วยภายในประเทศในขณะนี้”นพ.วิชาญ กล่าว
สำหรับการป้องกันการติดเชื้อ กรมควบคุมโรคแนะนำให้ 1.ทำความสะอาดบริเวณที่อาจเป็นที่อยู่ของสัตว์พาหะ 2.ควรสวมถุงมือยาง และผ้าปิดจมูกขณะทำความสะอาด 3.ราดพื้นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ไม่กวาดพื้น หรือทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจาย 4.ใช้กับดักหรือเหยื่อหนูในบริเวณบ้าน และ5.เก็บอาหารสัตว์ ในภาชนะที่ปิดมิดชิด
อ้างอิง : องค์การอนามัยโลก , กรมควบคุมโรค ,กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ,
ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ม.มหิดล ,สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

