วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม 2569

Login
Login

'ระบบสุขภาพ' กำลังเผชิญ 2 แรงกดดัน ผลพวงกระทบจาก 6 วิกฤติมหภาค

'ระบบสุขภาพ' กำลังเผชิญ 2 แรงกดดัน  ผลพวงกระทบจาก 6 วิกฤติมหภาค

เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569 ที่โรงแรมเดอะ สุโกศล ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “โลกใหม่ กระบวนทัศน์ใหม่ในอุตสาหกรรมสุขภาพ(New World : New Paradigm in Healthcare Industry)” ในการเป็นประธานเปิดการอบรมหลักสูตร Medical Hub Executive Program 2026”ว่า ทุกวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอในโลกยุคปัจจุบัน การจะแก้ปัญหาแบบเดิมด้วยแนวคิดเดิมย่อมไม่ประสบความสำเร็จ อุตสาหกรรมสุขภาพจึงต้องปรับกระบวนทัศน์ใหม่ เพื่อให้ก้าวทันสถานการณ์โลกที่กำลังเผชิญ 6 วิกฤติและปัจจัยมหภาคที่ส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพ

6 วิกฤติมหภาคกระทบต่อระบบสุขภาพ

1.วิกฤติสิ่งแวดล้อม  อย่างมลพิษทางอากาศ หรือ PM 2.5 ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นศัตรูที่บ่อนทำลายเศรษฐกิจ ข้อมูลจากธนาคารโลกชี้ว่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากมลพิษทางอากาศมีมูลค่าสูงถึง 8.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 6.1 %ของ GDP โลก  สำหรับประเทศไทยผลกระทบระยะสั้น เห็นได้ชัดจากการที่การท่องเที่ยวลดลงและค่าเสียโอกาสด้านสุขภาพ ซึ่งอาจสูงถึง 1,000 ล้านบาทต่อเดือนในช่วงวิกฤติ

ส่วนในระยะยาว ประชาชนต้องเผชิญกับโรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจ และมะเร็งปอด นำมาซึ่งค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นและการสูญเสียผลผลิตจากแรงงาน นอกจากนี้ PM 2.5 ยังทำลายประสิทธิภาพทางการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร เนื่องจากปัญหาเรื่องโอโซนและแสงแดดที่ส่องลงมาไม่ถึงพื้นผิวโลก การลงทุนเพื่อแก้ปัญหานี้จึงมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าการตามรักษาในภายหลัง
'ระบบสุขภาพ' กำลังเผชิญ 2 แรงกดดัน  ผลพวงกระทบจาก 6 วิกฤติมหภาค

2.วิกฤติกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (โรค NCDs) เปรียบเสมือน "เพชฌฆาตเงียบ" เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของโลก สถานการณ์ในประเทศไทยถือว่ารุนแรงกว่าค่าเฉลี่ยโลก โดยมีสัดส่วนการเสียชีวิตจาก NCDs สูงถึง 78% ปีละ 300,000 คน หรือคิดเป็น 37 คนต่อหนึ่งชั่วโมง ในขณะที่ค่าเฉลี่ยโลกอยู่ที่ 74% หรือ 41 ล้านคนต่อปี

3.วิกฤติโครงสร้างประชากร ภายในปี 2030  ประเทศไทยเข้าสู่ "สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด" จะมีประชากรอายุมากกว่า 65 ปี ถึง 20-25% ของทั้งหมด แต่คนไทย "แก่ก่อนรวย"  ต่างจากประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้และสวัสดิการพร้อมก่อนจะเป็นสังคมผู้สูงอายุ

สิ่งที่จะตามมาคือการขาดแคลนแรงงานและภาระงบประมาณการรักษาพยาบาลที่มหาศาลของรัฐ ซึ่งปัจจุบันพบว่าคนไทยมีช่วงระยะเวลาที่มีสุขภาพดี (Health Span) สั้นกว่าอายุขัยจริง (Life Span) ถึง 9 ปี ซึ่งเป็นภาระที่ต้องเร่งแก้ไขด้วยการทำให้ผู้สูงอายุเป็นผู้ที่มีบทบาทและทำประโยชน์ให้สังคมได้

4. เทคโนโลยี  และ AI ในระบบสุขภาพ จะเข้ามาพลิกโฉมวงการแพทย์  5.ภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งระหว่างขั้วอำนาจทำให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก เช่น การขาดแคลนพลาสติกและค่าขนส่งที่พุ่งสูงขึ้น 15-30% ซึ่งกระทบต่อราคาอุปกรณ์ทางการแพทย์และยาโดยตรง และ6.วิกฤติพลังงาน ความผันผวนของราคาพลังงานโลก กดดันให้สถานพยาบาลต่อเร่งปรับตัวสาระบบ Green Hospital อย่างยั่งยืน

2 แรงกดดันสำคัญ

จากปัจจัยมหภาคดังกล่าวทำให้เกิดความท้าทายและแรงกดดันระบบสุขภาพ  2 เรื่องใหญ่ คือ

1.ดีมานด์ช็อค( Demand Shock) สังคมผู้สูงอายุผนวกกับวิกฤติโรค NCDs ส่งผลให้ความต้องการบริการทางการแพทย์และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อทรัพยากรทางการแพทย์ และบุคลากร และยังเป็นกลไกสำคัญที่เร่งการเติบโตของเศรษฐกิจสูงวัย

2.ต้นทุนและซัพพลาย (Cost & Supply Pressure)  โดยวิกฤติพลังงานและสงครามภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ต้นทุนเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ผันผวน 15-20% เกิดความท้าทายด้านงบประมาฯ ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพทั่วโลกพุ่ง แตะระดับ 9.8  ล้านล้านเหรียญสหรัฐ สวนทางกับงบประมาณภาครัฐ่ที่มีจำกัด บังคับให้ระบบต้องปรับตัวสู่ความคุ้มค่าอย่างเร่งด่วน

5 กระบวนทัศน์ใหม่ระบบสุขภาพ

ประเทศไทยจึงต้องปรับกระบวนทัศน์ระบบสุขภาพใหม่  5 มิติที่จะเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมสุขภาพหรือเฮลท์แคร์   ได้แก่ 1. การดูแลรักษาสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Healthcare) เปลี่ยนจากรักษาเมื่อป่วย( Sick Care) เป็น การเน้นป้องกันมากกว่าการรักษา ( Health Care)  มีคาดการณ์ว่าจะเติบโตพุ่งแตะ 4.24 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2030  2. การแพทย์แม่นยำ (Personalized Healthcare) ที่ปรับตามพันธุกรรมของแต่ละคน แบบเจาะจงรายบุคคล คาดว่าจะเติบโตมหาศาล ตลาดโลกจะพุ่งแตะ 5.37 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2035

 3. การนำ Digital Healthcare มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ คาดว่าตลาดDigital Health ทั่วโลก จะเติบโตสู่ 1,171.24 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2035 4. การเปลี่ยนให้สุขภาพเป็นเรื่องของเจ้าตัว (Participatory Healthcare) เปลี่ยนสู่การที่ประชาชนมีส่วนร่วมจัดการสุขภาพตนเอง ผ่านเทคโนโลยี เช่น  การใช้ Gadget หรืออุปกรณ์ต่างๆ ในการติดตามข้อมูลสุขภาพตัวเอง และ 5. การมุ่งเน้นผลลัพธ์การรักษาที่คุ้มค่า (Value-Based Healthcare)

กลยุทธ์การขับเคลื่อนของไทย

ในเชิงนโยบาย  ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า การแถลงนโยบายของรัฐบาลเมื่อเม.ย.2569  โดยพัฒนาความสามารถของผู้บริการไทยในสาขาสุขภาพให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้และพัฒนาให้ไทยเป็นจุดหมายในการเดินทาง 365 วัน (Destination Thailand)

โดยเริ่มต้นจากการต่อยอดกับธุรกิจและบริการ ในสาขาที่ประเทศมีความได้เปรียบ อาทิ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เป็นต้น รัฐบาลมุ่งเป้าให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง (High-Value Medical Hub) เพื่อดึงดูดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและสร้างรายได้เข้าประเทศ  

'ระบบสุขภาพ' กำลังเผชิญ 2 แรงกดดัน  ผลพวงกระทบจาก 6 วิกฤติมหภาค

ทั้งนี้ ในเรื่องนวัตกรรมการแพทย์ขั้นสูงที่สำคัญ คือ  ผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูงอย่าง ATMPs (Advanced Therapy Medicinal Products) ซึ่งใช้เซลล์และยีนในการรักษาโรคที่ยากๆ เช่น มะเร็ง แม้ปัจจุบันจะมีราคาสูงถึงหลักล้านบาทต่อคน แต่หากพัฒนาอย่างต่อเนื่องจะช่วยลดต้นทุนและสร้างความแข็งแกร่งในระดับภูมิภาคได้ โดยคาดการณ์มูลค่าตลาด ATMPs เติบโตแตะ 9.98 พันล้าน เหรียญสหรัฐ ภายในปี 2030

และ Genomic Thailand ที่ถอดรหัสพันธุกรรมคนไทยไปแล้ว 50,000 ราย ใน 5 กลุ่มโรคสำคัญ ได้แก่ มะเร็ง โรคหายาก NCDs โรคติดเชื้อ และกลุ่มแพ้ ข้อมูลเหล่านี้ได้นำมาใช้จริงแล้วในระบบบัตรทอง เช่น การตรวจยีนมะเร็งเต้านมฟรี หรือการตรวจยีนแพ้ยาก่อนการให้ยาโรคเก๊าท์ เพื่อประเมินความคุ้มค่าและป้องกันการเสียชีวิตจากการแพ้ยารุนแรง และกำลังจะเสนอครม.เดินหน้าต่ออีก 2 แสนราย เพื่อยกระดับสู่ Genomic Center แห่งอาเซียนเพื่อชิงตลาดPrecision Medicine โลกมูลค่ามหาศาลกว่า 5.37 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

กุญแจสู่ความสำเร็จในอนาคต คือ การสร้าง "Public-Private Synergy" ซึ่งเป็นการผนึกกำลังที่เสริมพลังกันมากกว่าแค่การเป็นพันธมิตรแบบเดิม โดยที่รัฐต้องปรับบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวกและปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันสมัย เพื่อให้ภาคเอกชนที่มีความรวดเร็วเป็นหลักในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม

  • Health Security ความมั่นคงทางสุขภาพ ระบบต้องยืดหยุ่นมุ่งเน้นการพึ่งพาตนเองด้านยาและเวชภัณฑ์ในประเทศ เพื่อรับมือวิกฤติและความผันผวนของโลก
  • และ Value & Equity สร้างสมดุลแห่งการเติบโต ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการแพทย์ เพื่อสร้างรายได้เข้า ประเทศควบคู่ไปกับการยกระดับให้คนไทยเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียม

หลักสูตร MEP 2026 มุ่ง 4 มิติ

ขณะที่ นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) กล่าวว่า การพัฒนาเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศไทย จำเป็นต้องอาศัยผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ มีความเข้าใจทั้งในมิติของนโยบาย เทคโนโลยี และธุรกิจสุขภาพ หลักสูตร MEP  2026 จึงถูกออกแบบขึ้น เพื่อเป็นเวทีในการหลอมรวมองค์ความรู้จากทุกภาคส่วน

และพัฒนาศักยภาพผู้บริหารให้สามารถขับเคลื่อนระบบบริการสุขภาพของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยผู้เข้ารับการอบรมจะได้ร่วมกันจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายด้าน Health & Wellness Industry ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดสู่การกำหนดนโยบายสาธารณะ และการพัฒนาอุตสาหกรรมสุขภาพของประเทศในระยะยาว

หลักสูตร MEP 2026 ได้รับการออกแบบอย่างเป็นระบบครอบคลุม 4 มิติสำคัญ (I for DHSS) ได้แก่ 1.Deep Tech and Data  เทคโนโลยีและข้อมูลสุขภาพ  2.High-Value Health Hub  การยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางสุขภาพมูลค่าสูง 3.Smart Standard and Safety การพัฒนามาตรฐานและกฎหมายที่เอื้อต่อการเติบโต 4.Strategic and Sustainability ยุทธศาสตร์ความยั่งยืนในระดับสากล