“เศรษฐกิจสุขภาพ” หนึ่งใน 7 เสาหลักนโยบาย “MOPH PLUS+” ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จะขับเคลื่อนการดำเนินงานในปี 2569-2573 โดยมุ่งหวังสร้างรายได้ผ่านการเร่งผลักดัน “อุตสาหกรรมการแพทย์” ทุกแขนง รวมถึงผลิตภัณฑ์สมุนไพรและบริการด้านสุขภาพของไทยต่อยอดเชิงพาณิชย์แข่งขันในตลาดโลก
โดยปลดล็อกกฎหมายที่เป็นอุปสรรค ดึงดูดการลงทุนใหม่จากทุกมุมโลก เร่งรัดกระบวนการอนุมัติผลิตภัณฑ์สุขภาพสู่ตลาดสากล ชูเอกลักษณ์และภูมิปัญญาไทยเป็นจุดขาย เพื่อปักหมุดประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทาง Medical & Wellness Hub อันดับหนึ่งของโลก
ทั้งนี้ รายงานผลการขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ไตรมาส 1 ปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) มียอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 1.01 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4 เท่า เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Digital, AI และพลังงานสะอาด
แต่อุตสาหกรรมการแพทย์ยังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จำนวนโครงการมีสัดส่วนสม่ำเสมอตามเป้าหมาย New S-Curve ของรัฐบาล โดยปี 2568 อุตสาหกรรมการแพทย์ (ผลิตอุปกรณ์การแพทย์และบริการทางการแพทย์) มียอดขอรับการส่งเสริม 28,883 ล้านบาท 101 โครงการ
พร้อมปลดล็อกข้อจำกัดดึงดูดลงทุน
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า ปัญหาหลักในการลงทุนของอุตสาหกรรมการแพทย์ อาจไม่ใช่ติดข้อตัวกฎหมาย แต่เป็นกระบวนการที่ต้องทำให้รวดเร็ว เกิดประสิทธิภาพและเอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น ขณะนี้กำลังมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่ง (Repositioning) จากเดิมที่เป็นเพียงผู้ซื้อและผู้ขาย
ไปสู่การเป็นพันธมิตรระยะยาว (long term partnership) เพื่อดึงดูดต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นในด้านการทดสอบทางคลินิก (clinical trial) การวิจัยทางคลินิก หรือแม้กระทั่งการผลิต (manufacturing) ที่เป็นเป้าหมายในการดึงต่างชาติคือ ยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์การแพทย์ AI และเทคโนโลยี
เปรียบเทียบเหมือนอุตสาหกรรมรถยนต์ที่เมื่อดึงต่างชาติเข้ามาเป็นผู้ผลิตระดับแรก (First Tier) แล้ว ในอนาคตจะมีการใส่เนื้อหาในท้องถิ่น (local content) การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Part) หรือการดึงนักวิจัยไทยเข้าไปร่วมเพื่อให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ (Local Know-how) และพัฒนาคนของเราให้ก้าวขึ้นไปสู่ระดับ First Tier ได้ในที่สุด
การขอให้สิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดการลงทุน อยู่ในขั้นตอนวางแนวคิด โดยได้รับฟังข้อเสนอจากบริษัทต่างๆ เช่น การเร่งรัดขั้นตอน (Speed up) การนำยาเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ หรือการพิจารณาจัดซื้อเพิ่มขึ้นภายใต้เงื่อนไขว่าราคาต่อหน่วยต้องลดลง มีการหารือเรื่องการทดสอบสารตั้งต้นใหม่ ๆ
เช่น สารตั้งต้นที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตยา (API : Active Pharmaceutical Ingredient) หรือยาชีววัตถุคล้ายคลึง (Biosimilars) ซึ่งต้องเตรียมพื้นที่และเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาทำงาน
ผลักดันนิคมอุตสาหกรรมการแพทย์
นายพัฒนา กล่าวอีกว่า จะเดินหน้าขับเคลื่อนนิคมอุตสาหกรรมการแพทย์ หากบริษัทที่เกี่ยวกับอุตฯ การแพทย์เข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นก็อาจมีการจัดเตรียมพื้นที่ให้ เช่น นิคมอุตสาหกรรมเฉพาะทางด้านการแพทย์ ครอบคลุมหลากหลายประเภท เช่น การสกัดสารสำคัญ หรือแม้แต่บริษัทขายยามะเร็งก็อาจหันมาลงทุนด้านอื่น ๆ
เช่น ขาเทียม หรืออวัยวะเทียมได้เป็นต้น แต่ต้องค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งการตั้งนิคมฯ ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะมีหลักเกณฑ์ของอุตสาหกรรมเป้าหมายและการสนับสนุนอยู่แล้ว แต่กำลังพิจารณาว่าจะใช้พื้นที่ในนิคมเดิมที่มีอยู่หลายจุดหรือจะใช้พื้นที่ใหม่
“การลงทุนต้องเกิดขึ้นภายใน 4 ปีแน่นอน ส่วนจะอยู่ในนิคมเดิม นิคมใหม่ หรือพื้นที่อุตสาหกรรมใดนั้น สามารถเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้หากนักลงทุนต้องการสิทธิประโยชน์พิเศษ เช่น ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กระทรวงก็พร้อมผลักดันให้ทันที”
รพ.รัฐ ฐานวิจัย AI ทางการแพทย์
สำหรับการใช้ฐานข้อมูลของโรงพยาบาลสังกัด สธ. เพื่อวิจัยพัฒนา AI ทางการแพทย์ ได้เปิดกว้างให้เข้ามาวิจัย แต่กระทรวงต้องได้รับความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยและความรัดกุมของข้อมูลผู้ป่วยเป็นอันดับแรก โดยย้ำหลักการว่า "ห้ามดังแล้วแยกวง” คือไม่ใช่มาใช้ข้อมูลของกระทรวงเพื่อพิสูจน์เทคโนโลยี (Proof of Concept) จนสำเร็จแล้วกลับมาขายยาหรือเทคโนโลยีให้กระทรวงในราคาแพง
โดยตนได้สั่งการให้หน่วยงานและโรงพยาบาลต่างๆ ระมัดระวังในเรื่องนี้ ต้องมีข้อตกลง (agreement) ที่ชัดเจนเพื่อไม่ให้ใครมาใช้ข้อมูลไปพัฒนาตนเองแล้วกลับมาเรียกเก็บเงินราคาแพงกับทางกระทรวงในภายหลัง
"การที่กระทรวงหมอต้องพูดเรื่องเศรษฐกิจและการลงทุนเพราะต้องหาเงินมารักษาคน และต้องการนำงบประมาณมาใช้ตรวจคัดกรองให้ได้มากที่สุด เพราะหากคัดกรองได้มากจะป้องกันโรคได้จะช่วยลดต้นทุนค่ารักษาพยาบาลระยะยาว และนำงบประมาณที่ประหยัดได้ไปจัดสรรเพื่อการลงทุนด้านอื่น”
ปัดฝุ่นฐานผลิต API อาเซียน
นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงามสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ส.อ.ท.คือ ยาแผนปัจจุบัน ซึ่งไทยต้องนำเข้าสาร API (Active Pharmaceutical Ingredient) หรือสารตั้งต้นที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตยาจากต่างประเทศ
หากเน้นราคาถูกจะนำเข้าจากจีน ส่วนอินเดียถือเป็นมาตรฐานหลักเพราะผลิตยาป้อนคนจำนวนมากราคาถูก แต่ถ้าต้องการคุณภาพสูงจะนำเข้าจากเยอรมนี ยุโรป สหรัฐหรือญี่ปุ่น
“10 กว่าปีก่อน เคยผลักดันการผลิต API ในไทย แต่ต้องชะลอลงและพ่ายแพ้ให้ประเทศอื่นอย่างอินโดนีเซีย รวมถึงเจ้าตลาดอย่างอินเดียและจีน”
สาเหตุหลักมาจาก 1.จำนวนประชากรไทยไม่มากพอที่จะทำให้การผลิตเกิดความคุ้มทุน 2.ความสามารถในการส่งออกที่ยังไม่ดีพอในขณะนั้น
ทั้งนี้ มุมมองของสภาอุตสาหกรรม หากไทยต้องการเป็นผู้นำด้านการแพทย์ จำเป็นต้องนำเรื่องการผลิต API กลับมาปัดฝุ่นใหม่ซึ่งสภาฯ อุตฯ พร้อมที่จะนำกลุ่มอุตสาหกรรมยาเข้าหารือกับ สธ.
“ไทยมีชื่อเสียงด้านบริการ เช่น โรงพยาบาลและสปาที่ต่างชาติยอมรับ แต่ด้านผลิตภัณฑ์ ยังต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศ โจทย์สำคัญจะทำอย่างไรให้เราผลิต API ได้เองในปริมาณมากพอจนทำราคาให้แข่งขันได้ โดยอาจต้องโปรโมตพ่วงไปกับงานบริการเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ ซึ่งขณะนี้ผลิตภัณฑ์สุขภาพ Made in Thailand เริ่มได้รับการยอมรับว่ามีคุณภาพมากกว่าสินค้าจากบางประเทศ”
เสนอแนวทางนำร่องผลิต 1-5 ตัว
นายนาคาญ์ กล่าวว่า ไทยควรเน้นการผลิต API ของยาชื่อสามัญ (Generic Drugs) เพราะยาต้นแบบ (Innovative Drugs) ต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก ข้อเสนอคือควรเลือกผลิต API ที่ไทยจำเป็นต้องใช้ในปริมาณมากนำร่อง 1-5 ตัว แล้วตัวอื่นจะตามมา โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างกลุ่มบริษัทผลิตยาราว 10 แห่ง กับผู้ผลิต API 1 แห่งที่เป็นทุนภายในหรือต่างประเทศเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าผลิตออกมาแล้วจะมีคนซื้อแน่นอน
“แม้อดีตนักลงทุนต่างชาติจะเลือกไปลงทุนการผลิต API ที่อินโดนีเซียหรือฟิลิปปินส์เพราะมีประชากรมากกว่า แต่เชื่อว่าหากรัฐบาลส่งสัญญาณชัดเจนว่าพร้อมสนับสนุนการลงทุน API ทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติน่าจะให้ความสนใจ ไทยยังมีโอกาสกลับมาเป็นฐานผลิต API ในอาเซียนได้ เพราะมีความได้เปรียบด้านคุณภาพ”
เปลี่ยนใช้ “Natural Product"
สภาอุตสาหกรรมฯ กำลังเสนอให้มีการเปลี่ยนชื่อเรียกภาษาอังกฤษจาก Herbal Product ที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นยาสมุนไพร แต่จริงๆ แล้วตรงกับที่สหรัฐ เรียกว่า Natural Product คือผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ช่วยสร้างความเข้าใจเมื่อต้องส่งออกได้มากขึ้น พร้อมหารือกับ อย.เพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้สามารถเคลมได้ หมายความว่าหากตัวนี้ใช้มาแต่โบราณกินแล้วผิวสวย ลดปวดท้อง เพิ่มภูมิคุ้มกัน ก็สามารถระบุที่ฉลากบรรจุภัณฑ์ได้ จากเดิมที่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือเครื่องสำอางจะเคลมเรื่องเหล่านี้ไม่ได้
“จะเป็นตัววัตถุดิบที่ทำร่วมกับเอกชน แต่อันนี้ไม่ใช่ API แต่เป็นตัวที่ใช้เกี่ยวกับกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอางว่า สามารถเคลมได้ชัดเจนที่ด้านข้างบรรจุภัณฑ์เพียงแต่จะต้องมีการวิจัยอย่างยาวนาน มีการพัฒนาโดยโรงงานที่ดี มีการทดสอบการใช้จริงๆ ก็จะอนุญาตให้เขียนได้ คิดว่าจะจับมือทำตรงนี้กับอย.”


