สธ.พร้อมปลดล็อกกฎหมายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ผุดแนวคิดให้นักท่องเที่ยวต้องซื้อประกันสุขภาพแบบบังคับ สร้างความมั่นคงปลอดภัย ปิดช่องโหว่ชักดาบค่ารักษา พร้อมขยายศูนย์ดูแลผู้สูงอายุเปิดให้เอกชนร่วมทุน
เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังการมอบนโยบาย พ.ศ.2569 – 2573 ถึงเรื่องการปลดล็อกกฎหมายเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ว่า ปัจจุบันปัญหาหลักไม่ใช่ติดข้อตัวกฎหมาย แต่เป็นกระบวนการที่ต้องทำให้รวดเร็ว เกิดประสิทธิภาพและเอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น โดยเน้นความมั่นคงทางยา ความมั่นคงอุปกรณ์ทางการแพทย์ และเทคโนโลยีในอนาคตเป็นหลัก
ในส่วนของระบบประกันสุขภาพสำหรับประชากรข้ามชาติ ทั้งแรงงานและนักท่องเที่ยว นายพัฒนา กล่าวว่า ชาวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทย ไม่ว่าจะเข้ามาท่องเที่ยวหรือเข้ามาทำงาน หรือมาแบบไปเช้าเย็นกลับ หากคนกลุ่มนี้ไม่มีความสามารถในการจ่ายค่ารักษาจะกลายเป็นภาระทางเศรษฐกิจของไทยอย่างมาก ซึ่งกระบวนการของประกันสุขภาพ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะสามารถเข้ามาชดเชยหรือปิดช่องโหว่ตรงนี้ได้
ขณะที่นักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ มีเงินก็สามารถซื้อประกันสุขภาพได้ ทางสธ.จึงมีแนวคิดที่จะผลักดันให้นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ต้องซื้อประกันแบบบังคับ (Mandatory) ซึ่งอัตราเบี้ยประกันกำลังพิจารณาความเหมาะสม แต่จะไม่สูงจนเป็นภาระเกินไปของนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามา แต่จะคุ้มค่าและสร้างความปลอดภัยในการดูแลสุขภาพหากเจ็บป่วยในประเทศไทย
กรณีปัญหารพ.ชายแดน นายพัฒนา กล่าวว่า ผู้ที่รอพิสูจน์สถานะ ต้องรอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเรื่องสิทธิและสัญชาติให้ชัดเจน เพื่อให้คนกลุ่มนี้เข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพได้ พร้อมทั้งกำชับให้ สปสช. จัดสรรงบประมาณให้พื้นที่ชายแดนอย่างเพียงพอ รวมถึงดูแลสิทธิ ท.99
ถามถึงกรณีที่เป็นประชากรต่างชาติเข้ามารักษาในไทยแล้วไม่ชำระค่าบริการนั้น นายพัฒนา กล่าวว่า มีนโยบายที่ตนและปลัดสธ.มีการหารือร่วมกัน คือ ประเทศไทยมีระบบการให้บริการสาธารณสุขที่ดีมากกว่าหลายประเทศที่เป็นเพื่อนบ้าน มีความโปร่งใสและมีความพร้อมในการดูแล จึงจะนำเสนอความมีมาตรฐานหรือระบบบริการสาธารณสุขที่ดีของไทยต่อนานาประเทศ
"ว่าหากการดูแลสาธารณสุขชายแดน การดูแลประชาชนที่อาจจะขาดโอกาสโดยไม่คำนึงถึงสัญชาติ ประเทศไทยพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหา ทั้งการสนับสนุนภายในประเทศ หรือรับเงินสนับสนุนภายใต้หน่วยงาน องค์การระหว่างประเทศใดๆ เพราะไทยสามารถให้บริการที่เกิดประสิทธิภาพกับงบประมาณที่ให้มา ซึ่งในเวทีเจนีวาที่ตนจะเดินทางไปร่วมประชุมในเร็วๆนี้ ก็มีหลายประเทศนัดหารือร่วมกับประเทศไทย"นายพัฒนากล่าว
ประเด็นการผลักดัน พ.ร.บ.อสม. และพ.ร.บ.แยกสธ.จาก ก.พ. นายพัฒนา กล่าวว่า ตั้งใจจะนำเสนอต่อ ครม. ต่อไป โดยหวังว่าจะเห็นความสำเร็จในรัฐบาลสมัยนี้ ส่วนนโยบายพยาบาลอาสาที่พรรคภูมิใจไทยได้มีการหาเสียงไว้ อยู่ในส่วนของ Action Plan เพื่อดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งเริ่มดำเนินการได้ทันทีในบางส่วนและจะค่อย ๆ เพิ่มจำนวนอาสาตามลำดับ ส่วนการขยายศูนย์ดูแลผู้สูงอายุโดยให้เอกชนร่วมลงทุนนั้น กำลังอยู่ในขั้นตอนการหารูปแบบที่เหมาะสม


