เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2569 ที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ( สบส.) กล่าวว่า ตามที่กรม สบส. ได้รับเบาะแสจากประชาชนว่า มีชาวต่างชาติ โฆษณาผ่านสื่อโซเชียล เชิญชวนให้ประชาชนเข้ารับบริการตรวจบริเวณใบหน้าเพื่อเตรียมไปรับบริการศัลยกรรมเสริมความงามต่อที่ประเทศเกาหลีใต้ โดยเปิดให้บริการในระหว่างวันที่ 25-26 เมษายน 2569 ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ย่านคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ จึงได้สั่งการให้พนักงานเจ้าหน้าที่กองกฎหมาย และกองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรม สบส.ร่วมกับเแพทยสภา กรมการจัดหางาน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับกับการตรวจคนเข้าเมือง 1 ตรวจสอบข้อเท็จจริง
รวบกูรูเกาหลีแอบบริการเช็คหน้า
จากการส่งสายเข้าติดต่อขอรับบริการ เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2569 ที่ผ่านมาพบชายสัญชาติเกาหลีใต้ ทราบชื่อภายหลังว่านายโก (นามสมมุติ) อายุ 40 ปี กำลังให้บริการตรวจบริเวณใบหน้าและแนะนำให้สายไปทำศัลยกรรมที่ประเทศเกาหลีใต้ พนักงานเจ้าหน้าที่ฯ จึงแสดงตัวพร้อมขอตรวจสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม โดยนายโก ให้ข้อมูลว่าตนไม่มีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม พนักงานเจ้าหน้าที่ฯ จึงได้แจ้งข้อหาการกระทำผิดในเบื้องต้น 2 กระทง ได้แก่
1) ประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ขึ้นทะเบียนและรับอนุญาต มีความผิดตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
2) เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน มีความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 5,000 - 50,000 บาท
พร้อมส่งตัวผู้กระทำผิดให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลลุมพินี ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งศาลได้มีคำสั่งลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 20,000 โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา 1 ปี อย่างไรก็ตาม กรม สบส.จะดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม หากพบว่ามีการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จะแจ้งข้อกล่าวหาฐานประกอบกิจการและดำเนินการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาตต่อไป
พ.ต.ท.ทวีทรัพย์ ชัยภูมิ สารวัตรกองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่า แพทย์ชาวเกาหลีใต้รายนี้ถือวีซ่าประเภทท่องเที่ยว ซึ่งอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ 90 วัน และไม่ใช่วีซ่าสำหรับการทำงาน อีกทั้งยังพบประวัติการเดินทางเข้า–ออกประเทศไทยรวมประมาณ 18 ครั้ง โดยแต่ละครั้งพำนักเพียง 2 วัน สันนิษฐานว่าอาจมีพฤติการณ์ในลักษณะดังกล่าวต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567
“ภายหลังศาลมีคำสั่งแล้ว เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวส่งให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อดำเนินการตามขั้นตอน และเตรียมผลักดันออกนอกราชอาณาจักรต่อไป พร้อมยืนยันความพร้อมในการบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากได้รับการประสาน”พ.ต.ท.ทวีทรัพย์กล่าว
แพทย์ต่างชาติต้องมีใบอนุญาตไทย
ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรม สบส. กล่าวเพิ่มเติมว่า ธุรกิจด้านศัลยกรรมเสริมความงามในประเทศไทยเป็นธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยม จึงต้องมีการแข่งขันทั้งเรื่องความรู้ ความชำนาญของแพทย์ และเทคโนโลยี อย่างการนำแพทย์หรือบุคลากรจากต่างประเทศมาดึงดูดให้เข้ารับบริการกับสถานพยาบาลของตน แต่การเปิดคอร์สให้คำปรึกษาทางการแพทย์ หรือวินิจฉัยโรคในไทย แม้จะให้บริการโดยแพทย์ที่มีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากต่างประเทศ แต่หากแพทย์รายนั้นไม่มีการยื่นเรื่องให้คณะกรรมการแพทยสภาอนุมัติให้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในประเทศไทยก็จะถือว่าเป็นหมอเถื่อนอยู่ดี ที่ผ่านมามีการจับกุมแล้ว 7-8 คดี
ผู้ดำเนินการ-เอเจนซี่ รู้เห็นมีความผิด
อีกทั้ง หากการให้คำปรึกษา หรือบริการจัดขึ้นในสถานพยาบาลใด ผู้ดำเนินการสถานพยาบาลก็จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ในฐานปล่อยปละละเลยให้บุคคลอื่นที่มิใช่ผู้ประกอบวิชาชีพทำการประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาล ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งนอกจากการดำเนินคดีตามกฎหมายในข้างต้นแล้ว กรม สบส. จะมีการขยายผลตรวจสอบไปยังสื่อโฆษณาของสถานพยาบาลว่ามีการขออนุมัติโฆษณา หรือมีเนื้อหาที่เป็นเท็จโอ้อวดเกินจริงหรือไม่ หากตรวจพบว่ามีการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องก็จะมีการเอาผิดต่อไป
กรณีเป็นเอเจนซี่นำพาแพทย์หรือกูรูบิวตี้ต่างชาติเข้ามาให้คำปรึกษา เพื่อให้คนไทยไปรับบริการศัลยกรรมในต่างประเทศ โดยจะได้รับเปอร์เซ็นต์จากคลินิกต่างประเทศนั้น จะเข้าข่ายเป็นผู้สนับสนุน จะต้องรับโทษ 2 ใน 3
ส่วนกรณีเจ้าหน้าที่คลินิกหรือเอเจนซี่ต้องพิจารณาที่พฤติกรรม หากเป็นการให้คำปรึกษาเบื้องต้นทั่วไปแก่ผู้รับบริการ ประชาสัมพันธ์เชิญชวนยังไม่เข้าข่ายความผิด แต่หากมีการเตรียมการและให้ข้อเสนอว่าต้องทำ นำไปสู่การตัดสินใจรักษาของผู้รับบริการก็อาจเข้าข่ายความผิด
คลินิกเสริมความงามโตพุ่งกระฉูด
ทพ.อาคม กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีคลินิกเวชกรรมที่ได้รับอนุญาตทั่วประเทศราว 20,000 แห่ง ในจำนวนนี้เป็นคลินิกเสริมความงาม 9,500 แห่ง หรือเกือบ 50 % ในส่วนคลินิกที่ยื่นขออนุญาตเปิดบริการใหม่ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครนั้น 80 % เป็นการขอเปิดคลินิกเสริมความงาม นับว่ามีอัตราการเติบโตที่สูง แต่ในต่างจังหวัดส่วนใหญ่ยังเป็นการขอเปิดคลินิกเวชกรรมทั่วไป
กรม สบส. ขอเน้นย้ำให้ประชาชนเลือกรับบริการจากสถานพยาบาลที่ถูกตั้องตามกฎหมายเท่านั้น โดยสามารถสังเกตได้จากหลักฐานเหล่านี้ ได้แก่
1)มีการแสดงป้ายชื่อ และในอนุญาต 11 หลัก
2)มีการแสดงใบอนุญาตให้ประกอบกิจการและใบอนุญาตดำเนินการสถานพยาบาล ณ จุดบริการ
3)มีการแสดงป้ายชื่อ สกุล รูปถ่ายของแพทย์ผู้ให้บริการ พร้อมใบอนุญาต
4)มีการแสดงอัตราค่าบริการ และมีจุดสอบถามค่าบริการให้เห็นชัดเจน
5)มีหลักฐานการชำระค่าธรรมเนียมประจำปี
6)มีการแสดงสิทธิของผู้ป่วย ณ จุดบริการอย่างชัดเจน และหากพบเห็นการกระทำผิดในลักษณะหมอเถื่อน คลินิกเถื่อน อย่านิ่งดูดายให้รีบแจ้งเบาะแสมาที่กรม สบส.
เตือนรักษาตปท.เกิดปัญหา ตามเอาผิดยาก
ด้านพลอากาศเอก นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา และ รศ.นพ.ต่อพล วัฒนา ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า ตามมาตรา 4 พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 กำหนด วิชาชีพที่กระทำต่อมนุษย์เกี่ยวกับการตรวจโรค การวินิจฉัยโรค ดังนั้น หากผู้ใดไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมแล้วมาดำเนินการดังกล่าว ถือเป็นผู้กระทำผิด แม้ว่าบุคคลนั้นจะมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพในต่างประเทศ แต่หากจะเข้ามาดำเนินการในประเทศไทยต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมไทย
“ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าแพทย์ไทยมีมาตรฐานและเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก อีกทั้ง สามารถติดตามความรับผิดชอบได้ ส่วนการที่บินไปผ่าตัดศัลยกรรมในต่างประเทศนั้น เมื่อเกิดปัญหาหรือความเสียหายขึ้น จะติดตามตัวได้ยาก ที่ผ่านมามีการขอให้แพทยสภาตามตัวแพทย์ที่ไปรับบริการ แต่ก็ตามตัวไม่ได้ กฎหมายไทยตามไปเอาผิดไม่ได้ แพทยสภาก็ตามไม่ได้ “พลอากาศเอก นพ.อิทธพร กล่าว
ต่างด้าวต้องได้รับใบอนุญาตทำงาน
ด้านนายจำนงค์ ทรงเคารพ ผู้ตรวจราชการกรมการจัดหางาน กล่าวว่า กรมการจัดหางานมีภารกิจในการควบคุมและจัดระเบียบการทำงานของคนต่างด้าวให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อป้องกันการทำงานผิดกฎหมายและการแย่งอาชีพของคนไทย โดยมุ่งตรวจสอบสถานประกอบการที่จ้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย รวมถึงกลุ่มอาชีพต้องห้าม เช่น การขับขี่ยานยนต์และการเร่ขายสินค้า ตลอดจนเฝ้าระวังแรงงานกลุ่มเสี่ยงเพื่อป้องกันการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงาน ทั้งนี้ กรมการจัดหางานจะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันความเสียหายต่อประชาชนและผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข รวมถึงไม่ให้กระทบต่อการจ้างงานแรงงานไทย
“คนต่างด้าวที่ประสงค์จะทำงานในประเทศไทยต้องได้รับใบอนุญาตทำงานอย่างถูกต้อง หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม นอกจากนี้ หากประชาชนพบการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่กรมการจัดหางาน หรือสำนักงานจัดหางานในพื้นที่ รวมถึงสายด่วน 1506 กด 2 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป”นายจำนงค์กล่าว


