นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางการขับเคลื่อนกัญชาทางการแพทย์ของไทยว่า ประเทศไทยมุ่งเน้น กัญชาทางการแพทย์ เพื่อนำไปสู่เศรษฐกิจสุขภาพ โดยมีการเตรียมปรับปรุงกฎหมายต่างๆ ให้สอดคล้องกับเงื่อนไขของเวทีโลก ซึ่งจะครอบคลุมทั้งการปลูก การจำหน่าย การแปรรูป และการใช้
โดยกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ได้วางกรอบการทำงานไว้แล้ว และจะเริ่มผลักดันอย่างเต็มที่หลังจากนี้ที่มีการตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้นแล้ว เพื่อยกระดับสารสกัดกัญชาให้มีคุณภาพและส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจให้มากที่สุด
ลุยกัญชาทางการแพทย์สู่เศรษฐกิจสุขภาพ
นายพัฒนา กล่าวอีกว่า ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการพูดคุยและเตรียมนำเสนอข้อมูล โดยกฎกระทรวงที่ผ่านการพิจารณาจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กำลังมีผลใช้บังคับ หลังจากนั้นจะมีการอัปเดตรูปแบบการจัดการเชิงเศรษฐกิจให้เป็นระบบต่อไป
สิ่งสำคัญ คือ ต้องทำให้ต่างชาติยอมรับ และบริหารจัดการไม่ให้ผลิตภัณฑ์ไปผิดกฎหมายของประเทศปลายทาง ส่วนพรรคภูมิใจไทย(ภท.)จะผลักดัน พ.ร.บ.กัญชากัญชงต่อหรือไม่ ในการประชุมพรรคล่าสุดไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องนี้
ถามว่าจุดแข็งเรื่องกัญชาไทยที่จะเป็นศักยภาพการแข่งขันกับต่างประเทศ โดยเฉพาะอเมริกา นายพัฒนา กล่าวว่า กัญชาไทยมีจุดเด่นในเรื่องของ "สายพันธุ์ที่ดี" ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบในตลาดโลก
เปิดช่องใช้สารสกัดที่จัดเป็นยาเสพติด
ทั้งนี้ สถานะของกัญชาในประเทศไทยนั้น ได้มีการปลดล็อกจากการเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตั้งแต่ 9 มิ.ย. 2565 โดยทุกส่วนของกัญชาไม่เป็นยาเสพติด ยกเว้นสารสกัดที่มีสาร THC เกิน 0.2 %โดยน้ำหนัก ยังเป็นยาเสพติด และมีการประกาศให้ช่อดอกจัดเป็นสมุนไพรควบคุม
ล่าสุด เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 กฎกระทรวง การอนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะสารสกัดจากพืชกัญชาหรือกัญชง พ.ศ.2569 ลงนามโดยนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษ และมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 30 วันนับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เท่ากับมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 26 เม.ย.2569
กฎกระทรวงฉบับใหม่นี้เป็นการกำหนดเกี่ยวกับการอนุญาตให้นำ “สารสกัดกัญชากัญชงที่มีสารTHC เกิน 0.2 %โดยน้ำหนัก ซึ่งยังจัดเป็นยาเสพติดไปใช้ประโยชน์” โดยออกมาใช้แทนกฎกระทรวงฉบับเดิมเมื่อปี 2564 ที่กำหนดให้ใช้กัญชาทางการแพทย์เท่านั้น
สาระสำคัญในฉบับใหม่ คือ
1.การอนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครอง ให้ทำได้เฉพาะตามวัตถุประสงค์
- เพื่อประโยชน์ของทางราชการในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
- เพื่อประโยชน์ในทางการแพทย์
- เพื่อการวิเคราะห์ การศึกษา หรือการศึกษาวิจัยทางการแพทย์หรือวิทยาศาสตร์
- และเพื่อประโยชน์ในทางอุตสาหกรรม
อุตสาหกรรม ต้องเป็นนิติบุคคลไม่ใช่ต่างด้าว
2. ผู้ขออนุญาตผลิตเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ต้องเป็นนิติบุคคลที่ไม่เป็นคนต่างด้าวตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ,หน่วยงานของรัฐหรือสภากาชาดไทย และต้องได้รับใบอนุญาตผลิตยาแผนปัจจุบันหรือใบอนุญาตผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพร หรือเป็นผู้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องได้รับใบอนุญาตดังกล่าว
3.ผู้ขออนุญาตนำเข้าหรือส่งออก เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ หรือเพื่อประโยชน์ในทางอุตสาหกรรม ต้องเป็นนิติบุคคลที่ไม่เป็นคนต่างด้าวฯ ,หน่วยงานของรัฐหรือสภากาชาดไทย
4.ผู้ขออนุญาตจำหน่าย ต้องเป็นผู้รับอนุญาตผลิตหรือนำเข้า
5.ผู้ขออนุญาตมีไว้ในครอบครอง เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ หรือเพื่อประโยชน์ในทางอุตสาหกรรม ต้องเป็นผู้มีหน้าที่หรือดำเนินการเพื่อวัตถุประสงค์ในทางการแพทย์หรืออุตสาหกรรม
6.ผู้ขออนุญาตผลิตเพื่อประโยชน์ในทางอุตสาหกรรม ต้องเป็นนิติบุคคลที่ไม่เป็นคนต่างด้าวฯ ,หน่วยงานของรัฐหรือสภากาชาดไทย
7.การนำเข้าหรือส่งออกในแต่ละครั้ง ผู้รับอนุญาตนำเข้าหรือส่งออกที่จะนำเข้าหรือส่งออกในแต่ละครั้ง ต้องได้รับอนุญาตเฉพาะคราวทุกครั้งที่นำเข้าหรือส่งออก
8.ผู้รับอนุญาตผลิต เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ หรือเพื่อประโยชน์ในทางอุตสาหกรรม
- ต้องจัดให้มีการวิเคราะห์สารสกัดที่ผลิตขึ้นก่อนนำออกจากสถานที่ผลิต และในกรณีที่ผลการวิเคราะห์ไม่ได้มาตรฐาน ต้องทำลายหรือแก้ไขให้สารสกัดผ่านมาตรฐานตามที่ได้รับอนุญาต
- จัดให้มีการวิเคราะห์หาปริมาณสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล หรือทีเอชซี(THC)ทุกครั้งที่ผลิต
- จัดให้มีป้ายแสดงว่าเป็นสถานที่ผลิตสารสกัดจากพืชกัญชาหรือกัญชง
- จัดให้มีฉลากที่ภาชนะหรือหีบห่อบรรจุสารสกัด ต้องมีชื่อผู้ผลิตและสถานที่ตั้งของสถานที่ผลิต
- เสนอรายงานการดำเนินการตามที่ได้รับอนุญาตต่อผู้อนุญาตเป็นรายเดือนภายในระยะเวลา 1 เดือนนับแต่วันสิ้นเดือน เป็นต้น
9.ผู้รับอนุญาตนำเข้า เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ หรือเพื่อประโยชน์ในทางอุตสาหกรรม
- ต้องจัดให้มีป้ายแสดงสถานที่นำเข้า
- จัดให้มีฉลากที่ภาชนะหรือหีบห่อบรรจุ ต้องมีชื่อผู้นำเข้า สถานที่ประกอบการผู้นำเข้า ชื่อผู้ผลิตหรือเจ้าของผลิตภัณฑ์ในต่างประเทศ
- เสนอรายงานการดำเนินการตามที่ได้รับอนุญาตต่อผู้อนุญาตเป็นรายเดือนภายในระยะเวลา 1 เดือนนับแต่วันสิ้นเดือน เป็นต้น
ส่งออก ฉลากต้องระบุ Thailand
10.ผู้รับอนุญาตส่งออก เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ หรือเพื่อประโยชน์ในทางอุตสาหกรรม
- ต้องจัดให้มีป้ายแสดงสถานที่ส่งออก
- จัดให้มีฉลากที่ภาชนะหรือหีบห่อบรรจุ โดยระบุชื่อผู้ส่งออกและสถานที่ประกอบการส่งออก ชื่อผู้ผลิตและสถานที่ตั้งของสถานที่ผลิต และคำว่า Thailand
- เสนอรายงานการดำเนินการตามที่ได้รับอนุญาตต่อผู้อนุญาตเป็นรายเดือนภายในระยะเวลา 1 เดือนนับแต่วันสิ้นเดือน เป็นต้น
11.ผู้รับอนุญาตจำหน่าย เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ หรือเพื่อประโยชน์ในทางอุตสาหกรรม ต้องจัดให้มีป้ายแสดงสถานที่จำหน่าย และให้จำหน่ายให้แก่ผู้รับอนุญาตตามกฎกระทรวงนี้เท่านั้น ,เสนอรายงานการดำเนินการตามที่ได้รับอนุญาตต่อผู้อนุญาตเป็นรายเดือนภายในระยะเวลา 1 เดือนนับแต่วันสิ้นเดือน เป็นต้น
12. ผู้รับอนุญาตมีไว้ในครอบครอง เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ หรือเพื่อประโยชน์ในทางอุตสาหกรรม ต้องเสนอรายงานการดำเนินการตามที่ได้รับอนุญาตต่อผู้อนุญาตเป็นรายเดือนภายในระยะเวลา 1 เดือนนับแต่วันสิ้นเดือน เป็นต้น
13.กรณีผู้รับอนุญาตไม่สามารถดำเนินการผลิต นำเข้า หรือส่งออกตามหมวดการควบคุมไม่ได้ ให้แจ้งขอแก้ไขแผนต่อผู้อนุญาตเพื่อพิจารณาภายใน 30 วันนับแต่วันที่ปรากฎว่าไม่สามารถดำเนินการได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)กำหนด
ใบอนุญาตเดิมใช้ได้ถึง 31 ธ.ค.69
14.ใบอนุญาตที่ออกตามกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตผลิตนำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชง(Hemp) พ.ศ.2563 และกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตผลิตนำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชา พ.ศ.2564 ตั้งแต่วันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับจนถึงวันก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้ได้ต่อไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569
สำหรับ ”กัญชาที่ไม่จัดเป็นยาเสพติด”แต่เป็น “สมุนไพรควบคุม” นั้น อยู่ระหว่างเสนอกฎกระทรวงโดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เพื่อมุ่งใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ยกระดับตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ


