เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ที่ อาคารอิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ เมืองทองธานี จ.นนทบุรี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข กล่าวในการเป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาระบบบริการคลินิกพิเศษเฉพาะทางนอกเวลาราชการ และคลินิกรูปแบบพิเศษ ปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ว่า กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) มีนโยบายพัฒนาระบบบริการสุขภาพ โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ให้สามารถเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และทันเวลา
มุ่งเน้นการยกระดับระบบบริการให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้มากขึ้น โดยเฉพาะการลดความแออัดในโรงพยาบาล ลดระยะเวลารอคอย และเพิ่มช่องทางการเข้าถึงบริการเฉพาะทาง สอดคล้องกับนโยบายหลักที่ว่า “หมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ”
รพ.สธ.เปิดพรีเมียมคลินิกแล้ว 33 แห่ง
ผ่านระบบบริการสุขภาพในรูปแบบคลินิกพิเศษเฉพาะทางนอกเวลาราชการ (SMC) และคลินิกรูปแบบพิเศษ (PMC) ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชนได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว และมีคุณภาพ อีกทั้ง ยังเป็นการใช้ทรัพยากรบุคคล และศักยภาพของหน่วยบริการให้เกิดประโยชน์สูงสุด ช่วยสร้างรายได้ให้โรงพยาบาลนำไปใช้เป็นค่าตอบแทนบุคลากร และพัฒนาศักยภาพการบริการให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันรพ.สธ.มีการเปิดพรีเมียมคลินิก 33 แห่ง
และคลินิกพิเศษเฉพาะทางนอกเวลา 205 แห่ง กระจายอยู่ในโรงพยาบาลทั้งในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค และกรมสุขภาพจิต ส่วน ในปี 2569 มีแผนที่จะขยายการบริการให้ครอบคลุมเพิ่มมากขึ้น เพื่อดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง โดยมุ่งเน้นใน รพ.ที่มีความพร้อม
เป้ารายได้ รพ.เพิ่ม 10 %
นายพัฒนา กล่าวด้วยว่า การขยายบริการ"พรีเมียมคลินิก" และคลินิกพิเศษเฉพาะทางนอกเวลา ไม่เพียงแต่ช่วยตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน และภาคธุรกิจอย่างประกันสุขภาพเอกชนเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ประชาชนมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่ลดลง เมื่อเทียบกับการไปใช้บริการใน รพ.เอกชน ขณะเดียวกัน รพ.รัฐยังสามารถจัดสรรบริการที่มีคุณภาพ สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างคุ้มค่า และมีรายรับในระดับที่เหมาะสมเพิ่มขึ้นจากทรัพยากรที่มีอยู่ เพื่อนำมาจุนเจือ และพัฒนาบริการส่วนรวมต่อไป ซึ่งจะส่งผลดีต่อบุคลากรทางการแพทย์ให้ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม และเป็นธรรมมากขึ้นด้วย
“จากการดำเนินการของ รพ.ที่เปิดพรีเมียมคลินิกช่วงปี 2568 พบว่า ได้รับความสนใจในการเข้ารับบริการ โดยมีความพึงพอใจของประชาชนอยู่ในระดับที่สูงกว่า 80 % สะท้อนถึงการตอบรับที่ดี แต่ยังคงต้องพัฒนาต่อยอดเพื่อให้ความพึงพอใจพุ่งสูงขึ้นไปอีก ส่วนทางการเงินตั้งเป้าหมายเพิ่มรายรับของ รพ.ประมาณ 10 % ซึ่งรายได้ส่วนนี้จะกลายเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับ รพ.รัฐ ที่จะไม่เพียงรอรับงบประมาณเท่านั้น แต่จะต้องสร้างรายได้ด้วย” นายพัฒนา กล่าว
ไม่กระทบบริการปกติ
ถามว่าการให้บริการพรีเมียมคลินิกจะไปกระทบกับการให้บริการของ รพ.แบบปกติ นายพัฒนา กล่าวเชื่อมั่นว่า สามารถจัดการบริการต้องเอาความพร้อมของแต่ละ รพ.เป็นหลัก โดย ผอ.รพ. นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด(นพ.สสจ.) และผู้ตรวจราชการเขตสุขภาพมีความเห็นว่า รพ.สามารถจัดบริการได้ โดยไม่กระทบต่อการให้บริการเชิงปกติของประชาชน
มีการจัดตั้งคณะกรรมการธรรมาภิบาล เพื่อดูแลระบบการทำงานอย่างเข้มงวด มีการกำหนดหลักเกณฑ์ว่าบุคลากรทางการแพทย์ต้องปฏิบัติหน้าที่ในเวลาราชการให้ครบถ้วนตามเกณฑ์ที่กำหนดก่อน จึงจะสามารถมาปฏิบัติหน้าที่ในคลินิกพิเศษเหล่านี้ได้ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการบริการในภาคปกติจะไม่ได้รับผลกระทบหรือมีคุณภาพที่ลดลง
ถามย้ำว่าจะไม่เป็นการเพิ่มความเหลื่อมล้ำในการรับบริการรักษาพยาบาล นายพัฒนา ยืนยันว่า รพ.ที่จะเปิดพรีเมียมคลินิกในเวลาราชการ หรือคลินิกพิเศษเฉพาะทางนอกเวลาราชการนั้นจะต้องสามารถรักษาระดับการให้บริการกับประชาชนในภาคปกติได้โดยไม่ขาดตกบกพร่อง โดยมีเกณฑ์พิจารณาด้วยความรอบคอบ ทั้งนี้ มิติในด้านอื่นๆ นอกจากเรื่องความเท่าเทียมกัน จะต้องนำมาพิจารณาด้วย เช่น มิติความยั่งยืนในการให้บริการ ,เซกเมนต์ (Segment) ของประชาชนกลุ่มที่ต้องการรับบริการ บางคนอาจจะมีการทำงานช่วงเหลื่อมเวลา ไม่ได้ทำงานช่วงเวลา 08.00 - 17.00 น. ฉะนั้น ต้องจัดบริการให้ประชาชนกลุ่มเหล่านี้เข้าถึงบริการของภาครัฐได้ โดยไม่ต้องถูกผลักภาระไปรับบริการที่มีราคาสูงกว่า
รวมถึง มิติการดูแลบุคลากรทางการแพทย์ ที่ไหลไปสู่ภาคเอกชนทั้งจากปัจจัยค่าตอบแทนหรือความยืดหยุ่นในการทำงาน ก็ต้องเป็นส่วนที่นำมาพิจารณาด้วย และสถานะความมั่นคงทางการเงินของ รพ. ซึ่ง สธ.ไม่ได้มุ่งเน้นให้ รพ.รัฐเป็นเพียงหน่วยงานที่รับงบประมาณเพียงอย่างเดียว จะต้องสามารถให้บริการ และมีรายได้มาจุนเจือมาช่วยบรรเทาภาระของรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณด้วย
“แง่มุมของมิติต่างๆ เหล่านี้ ในฐานะผู้บริหารก็จะต้องหยิบมาประกอบ ส่วนความเป็นห่วงเรื่องการให้บริการที่เท่าเทียมกัน เป็นโจทย์ที่ทีมทำงานมุ่งเน้นอยู่แล้วว่าจะต้องไม่ทำให้การบริการด้านความเท่าเทียมลดลง” นายพัฒนา กล่าว
มุ่งเน้น 3 กลุ่มเป้าหมายหลัก
ด้าน ดร.นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า ระบบสาธารณสุขกำลังเผชิญความท้าทายจากภาระงานที่เพิ่มขึ้น และความเหลื่อมล้ำของอัตราส่วนแพทย์ต่อประชากรในแต่ละพื้นที่ รวมถึง 2-3 ปีที่ผ่านมา สภาพคล่องทางการเงินของ รพ.สธ 905 แห่ง ประสบภาวะเงินบำรุงลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเกือบ 5 หมื่นล้านบาท เหลือเพียงประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท ลดลงมากกว่า 30-40 % แนวโน้มเช่นนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อการให้บริการผู้ป่วยได้ และกระทบต่อการจ่ายค่าตอบแทนบุคลากร
การพัฒนาคลินิกพิเศษเฉพาะทางนอกเวลาราชการ (SMC) และคลินิกรูปแบบพิเศษ หรือพรีเมียมคลินิก(PMC) จึงเป็นหนึ่งในทางออกสำคัญในการดึงทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยมุ่งเน้น
- กลุ่มผู้มีรายได้ที่ต้องการทางเลือกในการรับบริการ
- กลุ่มผู้มีสิทธิประกันชีวิต และประกันสุขภาพ
- และชาวต่างชาติ
สธ.ได้ออกระเบียบ และประกาศที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้หน่วยบริการในสังกัดสามารถจัดระบบบริการรูปแบบดังกล่าว และจัดเก็บรายได้เข้าเงินบำรุงเพื่อนำไปใช้จ่ายในโรงพยาบาล อาทิ การพัฒนาระบบบริการส่วนที่ขาดแคลน การเพิ่มศักยภาพรองรับความต้องการที่หลากหลาย รวมถึง จ่ายเป็นค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ได้อย่างถูกต้องตามประกาศหลักเกณฑ์ที่กำหนด
รูปแบบการให้บริการ PMC จะเป็นการจัดบริการเกรดพรีเมียมในเวลาราชการภายใต้ข้อกำหนดที่ชัดเจน ส่วน SMC คือ คลินิกบริการทางการแพทย์พิเศษเฉพาะทางนอกเวลาราชการ โดยมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายไปที่การเพิ่มทางเลือกให้แก่ประชาชนกลุ่มที่มีกำลังซื้อ ซึ่งเดิมอาจใช้บริการรพ.เอกชน แต่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ และค่าน้ำมันที่สูงขึ้น จนเริ่มหันกลับมาใช้บริการในระบบของรัฐมากขึ้น
“การจัดบริการรูปแบบนี้จะช่วยลดความแออัดในระบบปกติ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยทั่วไป ดึงบุคลากรไว้ในระบบภาครัฐโดยจะมีระเบียบค่าตอบแทนออกมาบังคับใช้ โดยจ่ายตามรายการหัตถการจริง สร้างแรงจูงใจให้กับบุคลากร และยังช่วยให้ รพ.สามารถบริหารจัดการทรัพยากร เช่น ห้องผ่าตัด หรือเครื่องมือแพทย์ให้คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น” ดร.นพ.โสภณ กล่าว
ปี 69 รพศ.ทุกแห่งเปิดพรีเมียมคลินิก
นพ.โสภณ กล่าวด้วยว่า ในปี 2569 สธ.ได้วางแผนขยายเป้าหมายการให้บริการพรีเมียมคลินิก จากเดิมนำร่อง 28 แห่ง เป็นโรงพยาบาลศูนย์(รพศ.) ทุกแห่งต้องมีบริการอย่างน้อย 1 คลินิก และคลินิกพิเศษเฉพาะทางนอกเวลาราชการ ให้ครอบคลุมทุก รพ.ทุกจังหวัดที่เป็นเป้าหมาย ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจความต้องการ และความพร้อมในการให้บริการ
ทั้งนี้ มีการวางโมเดลการจัดตั้งสถานที่ไว้ 4 รูปแบบ เพื่อป้องกันการกระทบต่อบริการปกติ ได้แก่
1.การแยกชั้นหรือโซนบริการให้ชัดเจน
2.การใช้พื้นที่ในอาคารใหม่
3.การเช่าพื้นที่พาณิชย์ภายนอก เช่น ห้างสรรพสินค้า
4.การใช้พื้นที่ในหน่วยงานราชการอื่นๆ
นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงระเบียบการเบิกจ่ายค่าตอบแทนให้มีความโปร่งใส เป็นธรรม และสร้างแรงจูงใจให้แก่บุคลากรผู้ปฏิบัติงาน ในด้านความยั่งยืนระบบบริการพิเศษนี้จะทำงานคู่ขนานและเกื้อกูลระบบปกติ โดยกำไรที่ได้จากการดำเนินงานจะถูกนำกลับมาหมุนเวียน เพื่อพัฒนาคุณภาพการรักษา และดูแลผู้ป่วยในสิทธิสวัสดิการอื่นๆ เช่น สิทธิบัตรทอง ซึ่งมักมีต้นทุนการรักษาที่สูงกว่ารายรับ เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงิน และคงมาตรฐานการดูแลสุขภาพของประชาชนไทยในภาพรวมได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง
อนึ่ง ข้อมูล ณ วันที่ 10 เมษายน 2569 รพ.สธ. 33 แห่งที่มีการเปิดให้บริการพรีเมียมคลินิกแล้ว ประกอบด้วย
1.โรงพยาบาลลำปาง
2.โรงพยาบาลนครพิงค์ เชียงใหม่
3.โรงพยาบาลนครปฐม
4.โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา กาญจนบุรี
5.โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต
6.โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา
7.โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า นนทบุรี
8. โรงพยาบาลบุรีรัมย์
9.โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ นครสวรรค์
10. โรงพยาบาลพุทธโสธร ฉะเชิงเทรา
11 โรงพยาบาลราชบุรี
12. โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก
13. โรงพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี
14.โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตาก
15.โรงพยาบาลแม่สอด ตาก
16.โรงพยาบาลพิจิตร
17.โรงพยาบาลระนอง
18. โรงพยาบาลศูนย์บริการการแพทย์นนทบุรี
สังกัดกรมการแพทย์
19.รพ.เมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ชิง) นครปฐม
20. สถาบันสุขภาพเด็กฯ กรุงเทพมหานคร
21 สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร
22.โรงพยาบาลเลิดสิน กรุงเทพมหานคร
23.สถาบันทันตกรรม นนทบุรี
24.โรงพยาบาลราชวิถี กรุงเทพมหานคร
25.โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี
26. โรงพยาบาลมะเร็งชลบุรี
27. สถาบันโรคทรวงอก นนทบุรี
28. โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรุงเทพมหานคร
29. โรงพยาบาลธัญญารักษ์ขอนแก่น
30. สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูฯ นนทบุรี
31. โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่
32. สถาบันโรคผิวหนัง กรุงเทพมหานคร
33. โรงพยาบาลราชวิถี 2 (รังสิต)
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


