วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน 2569

Login
Login

คดีทางการแพทย์ EP 4 ขาหัก ถูกตัดขา แต่พยาน หลักฐานกลับมี 'พิรุธ'

คดีทางการแพทย์ EP 4 ขาหัก ถูกตัดขา แต่พยาน หลักฐานกลับมี 'พิรุธ'

ย้อนกลับไปในวันเกิดเหตุ 15 มีนาคม 2552 ในจังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ เด็กหญิงรายหนึ่งประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนขาซ้ายหัก เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลประจำอำเภอ ก่อนถูกส่งตัวต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลทั่วไปแห่งหนึ่งในภาคเหนือ เพื่อรับการรักษาจากแพทย์เชี่ยวชาญ
และมีกำหนดการผ่าตัดเบื้องต้นในเวลา 15.00 น. ของวันเดียวกัน โดยเด็กหญิงได้อดอาหารและน้ำตามระเบียบการเตรียมผ่าตัดแต่แผนการรักษาถูกเลื่อนออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า โดยมีการแจ้งว่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญติดธุระ ไม่สามารถมาดำเนินการได้ตามนัด

จนกระทั่งล่วงเข้าสู่เช้าวันรุ่งขึ้น 16 มีนาคม 2552 แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ เจ้าของไข้มาตรวจดูอาการของเด็กในครั้งแรก แจ้งว่าขาข้างซ้ายที่หักจะทำการผ่าตัดเมื่อใดก็ได้ แต่ต้องรอให้อาการบวมยุบก่อน จากนั้นพยาบาลนำเครื่องดึงกระดูกแบบถ่วงน้ำหนักด้วยถุงทรายมาติดแล้วดึงขาข้างซ้ายที่หัก แพทย์ไม่ได้อยู่ดูเลย

ต่อมา 17 มีนาคม 2552 มีการส่งต่อเด็กไปรักษาต่อที่โรงพยาบาล ม.  โดยนายแพทย์ ก. แพทย์ประจำรพ. ม. ได้รับแจ้งจากรพ.ทั่วไปที่ส่งตัวมาด้วยว่า มีเหตุสงสัยบริเวณจุดที่กระดูกหักน่าจะได้รับบาดเจ็บ จึงทำการผ่าตัดบริเวณที่กระดูกหักเข้าไปกดทับเส้นเลือด พบเส้นเลือดบริเวณหน้าแข้งซ้ายมีลักษณะฟกช้ำมีลิ่มเลือดอุดตันเส้นเลือด กล้ามเนื้อบริเวณขามีสีคล้ำ ไม่มีการขยับแสดงว่ากล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวขาดเลือดมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง

เมื่อทำการผ่าตัดต่อเส้นเลือดเพื่อทดลองว่ากล้ามเนื้อสามารถกลับมาทำงานได้หรือไม่ แต่เมื่อต่อเส้นเลือดแล้วกล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวไม่ทำงานและยังคลำชีพจรบริเวณหลังเท้าซ้ายไม่ได้ จึงททำการตัดขาข้างซ้ายของเด็กบริเวณเหนือหัวเข่า

แม่ของเด็กและญาติไม่พอใจมากเพราะเห็นว่า นายแพทย์ที่รพ.ทั่วไปละเลยไม่เอาใจใส่ดูแลเด็กเป็นเหตุให้ต้องถูกตัดขาจึงฟ้องศาลเรียกค่าเสียหายกว่า 8.4 ล้านบาท  

ในการต่อสู้ทางคดี ศาลได้พิจารณาพยานหลักฐานและพบพิรุธในบันทึกการพยาบาลที่ถูกจัดทำขึ้นภายหลัง เพื่ออ้างว่าได้เฝ้าระวัง “ภาวะคอมพาทเมนท์ซินโดรม”  ขณะที่แม่เด็กและญาติยืนยันว่า ไม่มีการตรวจและเฝ้าระวังหรือคลำชีพจรใด ๆ เลย เอกสารดังกล่าวมีการทำขึ้นหลังจากเกิดเหตุและถูกฟ้องแล้ว และเป็นเท็จ

ทั้งนี้ เมื่อศาลมีคำสั่งเรียกเวชระเบียน โดยมีบันทึกการพยาบาลและแบบเฝ้าระวังภาวะคอมพาทเมนท์ซินโดรมมาด้วย แต่ ในบันทึกการพยาบาลกับแบบเฝ้าระวังก็ขัดแย้งกัน เช่น พยาน(พยาบาลเวร) ยืนยันว่า วันที่ 16 มีนาคม 2552 มีการคลำชีพจรเท้าทุก 2 ชั่วโมง แต่ในบันทึกการพยาบาลไม่มี คงมีแต่ในแบบเฝ้าระวัง ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะลืมบันทึกเพราะเป็นเรื่องสำคัญหากเกิดภาวะคอมพาทเมนท์ซินโดรมต้องผ่าตัดทันที

หรือกรณีพยาบาลอ้างว่าคลำาชีพจรหลังเท้าชัดเจนเท่ากันทั้งสองข้าง ขัดกับคำให้การของนายแพทย์ ที่บอกว่าคลำชีพจรเท้าซ้ายเบากว่าเท้าขวาหรือพยานให้การขัดกับบันทึกการพยาบาลของตนเอง

ศาลจึงเห็นว่าพยานมีพิรุธ บันทึกการพยาบาลและแบบเฝ้าระวัง ก็มีพิรุธ

เมื่อประกอบกับคำเบิกความของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดกระดูกและข้อ ในเรื่องสีผิวเมื่อคลำชีพจรไม่ได้และเมื่อพยานปากอื่น ๆ ล้วนเป็นเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลทั่วไป ซึ่งเบิกความเป็นพิรุธ ทั้งพยานเอกสา รคือ บันทึกการพยาบาลและแบบเฝ้าระวังเป็นเอกสารที่อยู่ในความรับรู้และความรับผิดชอบโดยจัดทำขึ้นและอยู่ในความครอบครองของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทั่วไปแห่งนั้น

ด้วยเหตุพิรุธหลายประการ พยานจำลยจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง

สรุปว่า ศาลเห็นว่าแพทย์พยาบาลไม่ได้ดูแลเด็กอย่างที่นำสืบเพราะหากทำจริงต้องทำการรักษาทัน เด็กก็ต้องไม่ถูกตัดขา คดีนี้สิ้นสุดในชั้นอุทธรณ์ เพราะคดีทางการแพทย์เป็นคดีผู้บริโภคจะฎีกาได้เฉพาะเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ หรือเป็นเรื่องสำคัญจริง ๆ เท่านั้น สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขจึงจ่ายเงินตามคำพิพากษา จำนวนทั้งสิ้นกว่า 4.25 ล้านบาท