สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการข่มขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ได้กลายเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ทำให้ทั่วโลกต้องตื่นจากความฝันและหันมาเผชิญกับความจริงเรื่อง ความมั่นคงทางพลังงาน ที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงการขยับขึ้นของสินค้าอุปโภคบริโภค ความมั่นคงทางอาหารและความมั่นคงทางสุขภาพ
เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.) จัดเวทีสาธารณะ(Policy Dialogue) “นโยบายความมั่นคง ด้านพลังงาน อาหาร สุขภาพ โอกาสและทางรอดของไทยในวิกฤติโลก”
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และกรรมการการสนับสนุนการศึกษาและติดตามการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และพลวัตภูมิรัฐศาสตร์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและนโยบายสุขภาพ (คณะกรรมการ GITH) กล่าวว่า ปัจจุบันโลกมีความเปราะบางและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก จนในบางเรื่องก็ไม่สามารถคาดเดาเหตุและผลได้ เมื่อโลกเปลี่ยนไปจึงเกิดผลกระทบในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน ยาและเวชภัณฑ์ สุขภาพจิต เป็นต้น ที่ต้องอาศัยการขับเคลื่อนเชิงนโยบายในการแก้ไขปัญหา ซึ่งหลายเรื่องมีมติสมัชชารองรับอยู่แล้ว ควรพิจารณาหยิบออกมาและขับเคลื่อนให้เกิดผลได้จริง
จี้รัฐตัดสินใจลงทุนความมั่นคงทางยา
ในเรื่องความมั่นคงทางด้านสุขภาพให้กับประเทศไทย ไม่สามารถแยกขาดจากมิติทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกได้ หนึ่งในประเด็นวิกฤติที่ไทยต้องเผชิญคือความเปราะบางด้านยาและเวชภัณฑ์ ปัจจุบันต้องพึ่งพาการนำเข้ายาสูงถึง 70-80 % คิดเป็นมูลค่านับแสนล้านบาทต่อปี ในขณะที่ความสามารถในการผลิตเองยังมีจำกัดเพียง 20-30 % เท่านั้น ซึ่งการพึ่งพาตนเอง ความพร้อมและความสามารถในการฟื้นตัว คือทางรอดของระบบสุขภาพไทยในโลกที่ไม่แน่นอน
“ความพร้อมในการพึ่งพาตนเองบางเรื่องต้องตัดสินใจ เช่น เรื่องยา ควรผลิตยาได้เองให้ได้มากกว่านี้ แต่ไม่ใช้ผลิตทุกตัวทุกเรื่องเพราะต้นทุนสูง แต่บางเรื่องที่เป็นความมั่นคงเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการ เพราะฉะนั้น ราคาของความมั่นคงแค่ไหน รัฐบาลต้องตัดสินใจ ในเรื่องการลงทุน ไม่ใช่มองเป็นเรื่องค่าใช้จ่าย เพื่อให้ในอีก 5 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น จึงต้องพิจารณาว่าอะไรที่จะส่งเสริมจริงจัง และสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม”นพ.ศุภกิจกล่าว
คกก. GITH เร่งนโยบายรับมือโลกผันผวน
นพ.ศุภกิจ กล่าวด้วยว่า ในส่วนสถานการณ์ความวุ่นวายที่มีปัญหาอยู่หลากหลายด้านในขณะนี้ แน่นอนว่าประเด็นสุขภาพไม่สามารถแก้ไขได้โดยเดี่ยวๆ แต่เกาะเกี่ยวอยู่กับมิติอื่นๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงภัยพิบัติ เอลนีโญที่อาจเกิดขึ้น จึงมีหลายเรื่องต้องรับมือ แต่คงไม่สามารถทำทุกเรื่องได้พร้อมกัน จึงต้องจัดเรียงลำดับความสำคัญ
โดยมีกลไกคณะกรรมการ GITH (Geopolitics, International Trade and Health) ซึ่งเป็นการรวมมิติด้านภูมิรัฐศาสตร์และการค้าระหว่างประเทศเข้ากับนโยบายสุขภาพ โดยกำลังร่วมค้นหาและจัดลำดับความสำคัญของประเด็นต่างๆ ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเกิดผลเป็นรูปธรรมและยั่งยืนอย่างแท้จริง เพื่อที่จะฝ่าวิกฤติสถานการณ์ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก
ไทยป่วยง่าย พึ่งตนเองไม่ได้
ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร ประธานกรรมการบริหารฝ่ายพัฒนาภูมิปัญญาไทย มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศ กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นเหมือนหมูป่าที่ถูกเลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรุป จนสูญเสียความรู้ ความสามารถในการหาอาหารที่หลากหลายด้วยตนเอง ป่วยง่าย แต่พึ่งตนเองไม่ได้ การอยู่รอดไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินอย่างเดียว แต่ขึ้นกับฐานทรัพยากรชีวภาพ องค์ความรู้และเครือข่ายสังคม ซึ่งการมีสุขภาพดี ไม่ป่วย คือ ช่วยชาติ
1 รพ. 1 งานวิจัยสมุนไพร
ความมั่นคงทางสุขภาพและการพึ่งพาตนเองด้านยา ซึ่งประเทศไทยคงไม่สามารถพึ่งตนเองด้านยาได้ 100 % แต่สามารถขยายองค์ความรู้และภูมิปัญญาของไทยในเรื่องอาหารและยา ซึ่งอาจใช้ “โมเดลอภัยภูเบศร" เป็นต้นแบบในการบูรณาการความรู้สมุนไพรพื้นบ้านเข้ากับมาตรฐานเภสัชกรรมสมัยใหม่
โดยมีข้อเสนอ “1 โรงพยาบาล 1 งานวิจัย" มุ่งเน้นให้สถานพยาบาลทั่วประเทศร่วมมือกับปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อวิจัยและพัฒนาสมุนไพรที่มีศักยภาพในการรักษาโรคเฉพาะถิ่น โรคพื้นฐานต่างๆเช่น การใช้รางจืด ขมิ้นชัน หรือฟ้าทะลายโจร เพื่อลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชนผ่านการรับซื้อวัตถุดิบเกษตรอินทรีย์ แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมด้านสมุนไพรและหลักสูตรเอาตัวรอดในภาวะวิกฤติ หรือภัยพิบัติที่อาจทำให้การเข้าถึงระบบสาธารณสุขปกติเป็นไปได้ยาก
เตรียมรับมือค่าไฟขยับขึ้น
ขณะที่ ดร.ศุภวรรณ แซ่ลิ้ม หัวหน้าโครงการนโยบายพลังงานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Agora Energiewende กล่าวว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้ทั่วโลกต้องตื่นตัวเรื่องความมั่นคงทางพลังงานอีกครั้ง สำหรับประเทศไทยผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่กับราคาน้ำมันในภาคขนส่งเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อ ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักที่ใช้ผลิตไฟฟ้าถึง 60-70 % ของประเทศ
หากย้อนกลับไปเมื่อ 50 ปีก่อน ไทยเคยเผชิญวิกฤตน้ำมันจนต้องเปลี่ยนมาใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยซึ่งทำให้เราพึ่งพาตนเองได้นานกว่า 40-50 ปี แต่ในปัจจุบันบริบทโลกได้เปลี่ยนไปเนื่องจากปริมาณก๊าซในอ่าวไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง
ความเปราะบางของไทยเห็นได้ชัดจากการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ที่เพิ่มขึ้น จากเดิมที่เคยนำเข้าไม่ถึง 5 % เมื่อสิบปีก่อน มาเป็นมากกว่า 30 % ในปัจจุบัน การที่ราคา LNG ในตลาดโลกมีความผันผวนสูง เช่นในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่มูลค่าการนำเข้าพุ่งสูงเกือบ 200% ส่งผลให้การไฟฟ้าต้องแบกรับ หนี้สะสมจำนวนมากจากการตรึงค่าไฟฟ้า เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนในทันที
หนี้เหล่านี้ยังคงรอการส่งผ่านไปยังค่าไฟฟ้าในอนาคต ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันยิ่งน่ากังวลเมื่อดัชนีราคา LNG พุ่งสูงเกิน 20 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู จากที่เคยคาดการณ์ไว้เพียง 10 ดอลลาร์ ซึ่งมูลค่าการนำเข้าพลังงานของไทยสูงถึงประมาณ 8 % ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงมาก เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน
"ผลกระทบนี้จะส่งผ่านเป็นลูกโซ่ เริ่มจากต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน นำไปสู่การปรับตัวของราคาสินค้าและบริการ และสุดท้ายคือค่าครองชีพที่จะสูงขึ้น ตามราคาค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นแน่นอนหากสถานการณ์โลกยังไม่สงบ”ดร.ศุภวรรณกล่าว
สำหรับทางออกในระยะยาว ดร. ศุภวรรณ เสนอว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเกิด การเปลี่ยนผ่านพลังงานอีกครั้ง โดยลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติและหันไปส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือก ที่สามารถผลิตได้เองภายในประเทศ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานชีวมวล การปรับเปลี่ยนโครงสร้างไปสู่พลังงานที่หลากหลายและผลิตได้เองนี้ จะเป็นโจทย์สำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดความเปราะบางจากปัจจัยภายนอกที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน
ปุ๋ยแพง-เสี่ยงขาดแคลน
นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า ผลกระทบในภาคเกษตรกรรมที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดในขณะนี้ คือ การพุ่งสูงขึ้นของ ราคาปุ๋ย โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียที่เดิมมีราคาเฉลี่ยกระสอบละ 800 บาท ได้ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 1,200 บาทแล้ว ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เกินความคาดหมายเพราะเมื่อใดที่เกิดวิกฤติพลังงานหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศจนกลายเป็นสงคราม ราคาอาหารจะพุ่งสูงขึ้นสูงสุดควบคู่กันไปเสมอ
นายวิฑูรย์ กล่าวด้วยว่า วิกฤติความมั่นคงทางอาหารในครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเรื่องสงครามและพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดการขาดแคลนปุ๋ย เนื่องจากช่วงเวลาที่มีการใช้มากที่สุดจะอยู่ในช่วงเดือนมิ.ย.-ส.ค.
ซึ่งในสภาวะปกติช่วงเดือนส.ค. ควรมีสต็อกปุ๋ยสำรองไว้ประมาณ 60-70% ของความต้องการใช้ทั้งปี แต่ปัจจุบันภาครัฐระบุว่าไทยมีสต็อกปุ๋ย 1.5 ล้านตัน หรือเพียง 1 ใน 4 เท่านั้น ขณะที่การเจรจานำเข้าปุ๋ยจากรัสเซียก็คาดว่าจะส่งมอบได้จริงในช่วงเดือนส.ค. ซึ่งล่าช้ากว่าช่วงพีคของการใช้งานไปแล้ว
จี้รัฐจัดการกลุ่มเก็งกำไรปุ๋ย
"ต้องมีการตรวจสอบเรื่องการเก็งกำไรและการแสวงหาผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาปุ๋ยพุ่งสูงขึ้นด้วย สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ การคุ้มครองเกษตรกรและผู้บริโภคจากการเก็งกำไรที่ไม่เป็นธรรม"นายวิฑูรย์กล่าว
รวมถึง ต้องเร่งปรับปรุงฐานข้อมูลเพื่อจัดการวิกฤตได้อย่างแม่นยำ ส่วนในระยะยาวควรส่งเสริมการลดใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งปัจจุบันพบว่าไทยมีการใช้เกินความจำเป็นอยู่เกือบ 40% หากลดส่วนนี้ลงได้จะช่วยบรรเทาผลกระทบจากราคาที่แพงขึ้นได้ในระดับหนึ่ง และเปลี่ยนสู่เกษตรกรรมยั่งยืน เกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง ซึ่งประเทศไทยมีมูลสัตว์มากเพียงพอที่จะใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีนำเข้า
สร้างความมั่นคง ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม
นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า การสร้างความมั่นคงทางพลังงาน อาหาร และสุขภาพ ต้องมีการมีส่วนร่วมของประชาชนอยู่ในสมการ
โดยต้องปลดล็อก 2 ประเด็นหลัก คือ 1.การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีอำนาจและความยืดหยุ่น ซึ่งการบริหารจัดการในเรื่องอาหาร พลังงาน สุขภาพและการจัดการภัยพิบัตินั้น ในท้องถิ่นสามารถทำได้ ไม่สามารถออกนโยบายแบบตัดเสื้อตัวเดียวให้คนทั้งประเทศใส่เหมือนกัน เพราะบริบทต่างกัน
และ2.การมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับเสนอนโยบายให้รัฐบาล สิ่งที่พยายามดำเนินการ เรื่อง นโยบายภาคประชาชน เพื่อแลกเปลี่ยนซึ่งกันระหว่างรัฐบาล โดยมีกลไกติดตามให้สามารถนำไปได้จริง





