วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม 2569

Login
Login

'พัฒนา' รับเงินบำรุง 'รพ.สธ.'ลดลง เผยวิธีแก้ปัญหา ยันไม่กระทบบริการ

'พัฒนา' รับเงินบำรุง 'รพ.สธ.'ลดลง เผยวิธีแก้ปัญหา ยันไม่กระทบบริการ

รมว.สธ.รับเงินบำรุงรพ.สธ.ลดลง กังวลแต่ไม่ตื่นตระหนก ยันไม่กระทบบริการ เผยวิธีแก้ปัญหา เน้นหนักบริการคุ้มค่าสูง - นำเทคโนโลยีใหม่ๆมาใช้ช่วยต้นทุนรพ.ลดลง-กำชับผอ.จัดลำดับการใช้เงิน ส่วนปัญหารพ.ชายแดน ส่งคนมอนิเตอร์เฉพาะก่อนออกมาตรการ

จากที่มีรายงานสถานการณ์การเงินโรงพยาบาล สังกัดกระทรวงสาธารณสุข(รพ.สธ.) ในไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ 2569  จำนวน 903 แห่ง พบว่า เงินบำรุง คงเหลือ 2.78 หมื่นล้านบาท ลดลงกว่าปี 2568 ในช่วงเวลาเดียวกันกว่า 1.86 หมื่นล้านบาท  และมี รพ.เงินบำรุงติดลบ 324 แห่ง 

เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์  รมว.สาธารณสุข(สธ.) ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ว่า  เงินบำรุงของ รพ.สธ.ทั้งระบบมีแนวโน้มลดลงจริง แม้ช่วงโควิดเงินบำรุงจะเพิ่มขึ้นเป็น 5-6 หมื่นล้านบาท แต่หลังจากนั้นเริ่มลดลงเรื่อยๆ  โดยตัวเลขไม่นิ่ง มีการขึ้นลงตลอดตามกระแสเงินที่เข้ารพ. ซึ่งเงินในไตรมาสที่แล้วมีการลดลง แต่เมื่อสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) หรือกองทุนประกันสุขภาพต่างๆ มีการเร่งรัดชำระเงินเข้ามา ก็ทำให้เงินเพิ่มขึ้น ตัวเลขจึงวิ่งขึ้นวิ่งลง

“หากดูตัวเลขตรงนี้อย่างเดียว ก็อาจทำให้กังวลว่า เมื่อเงินบำรุงติดลบจะส่งผลต่อการรักษาพยาบาลหรือไม่ ขอเรียนให้มั่นใจว่า การรักษาพยาบาลจะไม่สะดุดแน่นอน ขณะนี้ผมและปลัดกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงผู้บริหารที่เกี่ยวข้องต่างมอนิเตอร์ดูตัวเลขนี้อย่างใกล้ชิด และขอให้มั่นใจว่าจะไม่กระทบการให้บริการ ส่วนตัวเลขนี้อยู่ในจุดน่ากังวลหรือไม่ ก็ต้องบอกว่า เทรนด์ที่มีแนวโน้มลดลง ก็กังวลอยู่บ้าง แต่ไม่ตื่นตระหนก เพราะปลายทางคือ การให้บริการ ขณะนี้ดูทุก 3-4 วันตลอด” นายพัฒนา กล่าว

ถามถึงแนวทางในการแก้ปัญหา นายพัฒนา กล่าวว่า  มีการมอนิเตอร์อย่างใกล้ชิด  แม้ภาพรวมมีเงินบำรุงภาพกว่า 2.7 หมื่นล้านบาท แต่หลายรพ.มีปัญหากระแสเงิน ก็ต้องเข้าไปดูไปช่วยเหลือ ส่วนวิธีแก้ปัญหา ปัจจุบันสธ.ได้เข้าไปดูในรายละเอียดในการให้บริการ การจัดบริการที่สปสช.กำหนด ก็ต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรให้บริการต่างๆเหล่านี้มีประสิทธิภาพสูงสุด และเน้นหนักการจัดบริการที่คุ้มค่าสูง ส่วนบริการที่ให้คุณค่าไม่มากนักก็ต้องมอนิเตอร์ตามความต้องการของประชาชน และหากมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะทำให้ต้นทุนรพ.ลดลง กระทรวงฯก็กำลังจะจัดงบประมาณการลงทุนต่อไป

นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องบริหารจัดการของผอ.ทุกท่าน คือ ต้องไปดูว่าสิ่งใดควรบริหารจัดการก่อนหลัง ซึ่งค่าตอบแทนบุคลากรต้องไม่ขาด การบริหารจัดการยาเวชภัณฑ์ การบริการต่างๆต้องไปดูให้ดี รวมถึง เรื่องมาตรการพลังงาน โดยสธ.มีการคาดการณ์ว่า หากค่าไฟ ค่าน้ำมันขึ้นจะกระทบเท่าไหร่ ต้องบริหารอย่างไร เป็นต้น

“หลายรพ.ติดตัวแดง อยู่ในระดับ 7   ผมและผู้บริหาร เข้าไปดูอย่างใกล้ชิด อย่างปลายเดือนก.พ. 2569 รพ.ระดับ 7 มากพอสมควร แต่เวลาผ่านไปก็ดีขึ้น ซึ่งก็มอนิเตอร์ตลอด งบประมาณปีนี้มีการขอเพิ่มเช่นเดียวกัน เชื่อว่าจะบรรเทาปัญหาได้”นายพัฒนากล่าว 

สำหรับกรณีรพ.ชายแดน นายพัฒนา กล่าวว่า  ต้องพิจารณาแยกส่วนให้ชัดเจน เหมือนแพทย์รักษาคนไข้ ต้องวินิจฉัยว่า มีอาการอย่างไร และจะแก้ปัญหาอย่างไร  ซึ่งปัญหารพ.ชายแดน ทราบว่ามี 2-3 ปัญหาหลักๆ คือ

1.ต้องดูแลควบคุมโรคระบาดตามแนวชายแดน

2. มีประชากรที่ป่วยแต่ไม่มีสิทธิ์ และถูกองค์กรนานาชาติตัดงบ ต้องมาดูว่าเป็นเงินเท่าไหร่

3.เงินรักษาคนไทย จากสปสช. หรือสิทธิต่างๆ เป็นเท่าไหร่ เพียงพอหรือไม่ ซึ่งที่ประชุมที่ผ่านมาได้กำชับ สปสช. ให้จัดสรรงบอย่างเพียงพอ ในรพ.ทุกแห่งที่เกี่ยวข้องเป็นหน่วยบริการ

นายพัฒนา กล่าวด้วยว่า ปัญหารพ.ชายแดน จึงต้องแยกออกมาเป็นส่วนๆ และจะทราบว่าเงินขาดทุนเท่าไหร่ ก็จะไล่ดูได้ว่า ต้องแก้ปัญหาตรงไหน ส่วนใด และเมื่องบเพิ่มเติมเข้ามา เอามาแก้ปัญหาประชากรที่มีสิทธิ์ครบถ้วนหรือไม่ ส่วนประชากรที่ไม่มีสิทธิ์ ด้วยเหตุใดก็แล้วแต่ก็ต้องมาดูว่า  เหตุใดไม่มีสิทธิ์ อยู่ระหว่างรอพิสูจน์สถานะ หรืออยู่ในกลุ่มรอขึ้นทะเบียนเป็น ท.99 หรือไม่ หรือเงินที่สนับสนุนจากต่างประเทศที่ลดลง มีจำนวนเท่าไหร่ ต้องแยกออกมาให้ชัด เพื่อหาทางแก้ปัญหาได้ชัดเจน

“รพ.ชายแดน ไม่ใช่มองเฉพาะเงินเท่านั้น  ยังต้องดูแลตามหลักมนุษยธรรมเช่นกัน และได้ส่งทีมงานเข้าไปดูปัญหารพ.ชายแดนแล้ว คาดว่าจะสามารถมีมาตรการดำเนินการออกมาในเร็วๆนี้”นายพัฒนากล่าว