เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ที่กระทรวงสาธารณสุข พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในการเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอนามัยแม่และเด็กแห่งชาติครั้งที่ 1/2569ว่า ตามที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและกรุงเทพมหานคร ร่วมกันดำเนินงานโครงการสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุกเพื่อลดภาวะคลอดก่อนกำหนด ใน 25 จังหวัดนำร่อง โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณการดำเนินงานจากองกองทุนทีปังกรนภัทรบุตร ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นองค์อุปถัมภ์โครงการฯ
กระทรวงสาธารณสุข จะมีการติดตามและรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการดังกล่าวฯ ใน 25 นำร่อง ผ่านการประชุมคณะกรรมการ MCH Bordระดับเขต และจังหวัด สำหรับจังหวัดที่ไม่ได้เป็นจังหวัดนำร่อง สามารถนำรูปแบบการดำเนินงานของโครงการฯ ทั้งเชิงรุกในชุมชน Community Based และHospital Based ไปดำเนินการได้
ทำฐานข้อมูลคัดกรองโรคทางพันธุกรรม
พญ.นงนุช ภัทรอนันตนพ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ความสำคัญของการสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายในการบริการอนามัยแม่และเด็กยังเน้นการดำเนินงานตามกรอบแนวทาง 4P อีกทั้ง พบว่า หญิงตั้งครรภ์ที่ใช้สารเสพติดและมีภาวะซึมเศร้ามากขึ้น กรมอนามัยจึงได้พัฒนาแนวทางการคัดกรองและดูแลสนับสนุนให้มีระบบการดูแลการคลอดแบบเครือข่ายมาตรฐานเดียวกันระดับจังหวัด อันส่งผลให้มีการคลอดที่ปลอดภัยทั้งแม่และทารก มารดาหลังคลอด สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ยาวนาน หน่วยบริการจึงต้องพัฒนามาตรฐานการดำเนินงานโรงพยาบาลสายสัมพันธ์แม่ลูก
ในด้านการส่งเสริมสุขภาพทารก เรื่องการคัดกรองโรคทางพันธุกรรมได้มีการเตรียมพร้อมในการทำฐานข้อมูลให้เป็นหนึ่งเดียว ช่วยสนับสนุนการให้บริการประชาชนเพื่อการดูแลที่ต่อเนื่อง และการปิดช่องว่างการกำจัดการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวี ซิฟิลิสและไวรัสตับอักเสบบีจากแม่สู่ลูกตามข้อเสนอขององค์การอนามัยโลก ครอบคลุมการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อ มาตรฐานการตรวจทางห้องปฏิบัติการ และจัดทำทำเนียบผู้เชี่ยวชาญโรคซิฟิลิสแต่กำเนิดระดับจังหวัด ส่วนไวรัสตับอักเสบบี ได้เร่งสำรวจความชุกของแอนติเจนไวรัสตับอักเสบบี และความครอบคลุมของการได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี
6 จังหวัด ปลอดการตายของมารดา 3 ปีต่อเนื่อง
ด้านพญ.ทิพา ไกรลาศ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสุขภาพ กล่าวว่า ในการประชุมฯ ยังมีพิธีมอบเกียรติบัตรให้กับจังหวัดที่ปลอดการตายของมารดา 3 ปีต่อเนื่อง จำนวน 6 จังหวัด ได้แก่ สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดยโสธร สํานักงานสาธารณสุุขจังหวัดมุกดาหาร สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสงคราม สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดสตูล และสํานักงานสาธารณสุขจังหวัดกระบี่
“การที่ปลอดการตายของมารดาเป็นตัวชี้วัดระดับนานาชาติ ที่บ่งชี้ถึงการบริการทางสาธารณสุข เพราะการคลอดไม่ควรมีการเสียชีวิต แต่ถ้าการเข้าถึงบริการไม่ดี ความรู้ของคนไข้ไม่ดี หรือบริการทางการแพทย์ที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ก็อาจจะเกิดเสียชีวิตได้ ซึ่งจะส่งผลต่อการดูแลเด็กที่คลอดออกมาด้วย”พญ.เทพากล่าว
พญ.เทพา กล่าวด้วยว่า สำหรับจังหวัดที่ไม่มีแม่เสียชีวิตต่อเนื่อง 3 ปี แสดงว่าระบบบริการในภาพของจังหวัดตั้งแต่ระดับปฐมภูมิ คือ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.)ที่ดูแลเรื่องการฝากครรภ์ จนถึงการคลอดในโรงพยาบาล และการดูแลเด็กถ้ามีปัญหา หากดำเนินการได้ดีก็จะสะท้อนมาถึงของการที่มารดาไม่เสียชีวิต ทั้งนี้ กรมอนามัยได้ชูโมเดลจังหวัดที่มีสถิติแม่ตายเป็นศูนย์ต่อเนื่อง 3 ปี ให้เป็นต้นแบบในการเรียนรู้สำหรับพื้นที่อื่น
โดยเน้นความเข้มแข็งของระบบบริการตั้งแต่ระดับปฐมภูมิ ซึ่งมี อสม. เป็นกลไกสำคัญ ในการติดตามดูแลหญิงตั้งครรภ์ในชุมชน ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมก่อนท้องไปจนถึงการเยี่ยมบ้านหลังคลอด ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบการส่งต่อผู้ป่วย (Referral System) ที่ไร้รอยต่อ เพื่อให้แม่ที่มีภาวะเสี่ยงได้รับการดูแลจากแพทย์เฉพาะทางได้อย่างทันท่วงทีและปลอดภัยที่สุด
นอกจากนี้ ได้มอบเกียรติบัตร “พัฒนาการเด็กดีเด่น” ที่มีผลการประเมินการคัดกรองพัฒนาการเด็ก 5 ช่วงวัย 90% ขึ้นไป และเด็กมีพัฒนาการที่สมวัย 90% ขึ้นไป ได้แก่ สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดอุตรดิตถ์ สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดเพชรบูรณ์ สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดบึงกาฬ สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดเลย สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดชุมพร สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดกระบี่ สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดระนอง และสํานักงานสาธารณสุขจังหวัดพัทลุง
พุ่งเป้า 3 กลุ่มโรคคัดกรองที่ทารก
อนึ่ง ในการจัดทำฐานข้อมูลการคัดกรองโรคทางพันธุกรรมให้เป็นหนึ่งเดียวนั้น ที่ประชุมมีการเสนอให้พุ่งเป้าเฉพาะโรคในกลุ่มการคัดกรองที่ตัวทารกก่อนใน 3 กลุ่มโรค ได้แก่ 1.โรคความผิดปกติทางเมตาบอลิซึมแต่กำเนิด หรือ โรค IEM (Inborn errors of metabolism) คาดการณ์อุบัติการณ์อยู่ที่ 1 ใน 10,000 ของทารกแรกเกิด สูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 254-610 ล้านบาทต่อปี
2.ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์แต่กำเนิด( Congenital Hypothyroidism) เสี่ยง 500 รายต่อปี สูญเสียทางเศรษฐกิจ 4,000 ล้านบาทต่อปี
และ3.การสูญเสียการได้ยินในทารกแรกเกิด (Hearing Loss In Newborn) อัตราการเกิด 1.1-3.5 ใน 1,000 ของทารกแรกเกิด หากไม่รักษาใน 6 เดือนอาจกระทบพัฒนาการเด็กอย่างถาวร





