วันพุธ ที่ 22 เมษายน 2569

Login
Login

กรมควบคุมโรค แจ้งเตือน สังเกต '5 กลุ่มอาการ' ระวังป่วยหลังสงกรานต์

กรมควบคุมโรค แจ้งเตือน สังเกต '5 กลุ่มอาการ'  ระวังป่วยหลังสงกรานต์

กรมควบคุมโรค แจ้งเตือน สังเกต “5 กลุ่มอาการ" ระวังป่วยโรคติดต่อทางเดินหายใจ-ทางเดินอาหาร ช่งเวลา 7–14 วันหลังสงกรานต์ มักจะพบแนวโน้มรายงานผู้ป่วยสูงขึ้น หากมีไข้สูง ปวดข้อ หรือท้องเสียรุนแรง ให้รีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า เทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาถือเป็นช่วงที่มีการเคลื่อนย้ายประชากรจำนวนมาก การทำกิจกรรมร่วมกันท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัด ทั้งการล้อมวงรับประทานอาหาร การสาดน้ำ และการรวมตัวในพื้นที่แออัด ปัจจัยเหล่านี้ไม่เพียงแต่เพิ่มความเสี่ยงต่อการรับเชื้อ แต่ยังส่งผลกระทบต่อภูมิคุ้มกันของร่างกายที่อาจอ่อนแอลงจากการพักผ่อนไม่เพียงพอและการเผชิญความร้อนสะสม

ดังนั้น ช่วงเวลา 7–14 วันหลังจากนี้ มักจะพบแนวโน้มรายงานผู้ป่วยกลุ่มโรคทางเดินหายใจ และโรคจากอาหารและน้ำเพิ่มขึ้น จึงขอให้ประชาชนร่วมมือกันเฝ้าระวังและคัดกรองผู้ป่วย เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดสู่ชุมชน ที่ทำงาน หรือโรงเรียน จากการวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังปี 2568 และแนวโน้มปัจจุบัน พบว่า ช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์มักเป็น จุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของระบาดวิทยาในไทย

ส่งผลต่อทิศทางการแพร่ระบาดของโรคต่าง ๆ เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดส่งผลให้อาหารบูดเสียเร็ว (ปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงโรคทางอาหารและน้ำ เช่น ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ อุจจาระร่วง) ประจวบเหมาะกับกิจกรรมการสาดน้ำและการรวมตัวหนาแน่น (เอื้อต่อการแพร่กระจายของโรคระบบทางเดินหายใจ) นอกจากนี้ การกลับสู่ภูมิลำเนาในพื้นที่ที่มีวงจรการแพร่ระบาดของยุงลาย ยังเป็นปัจจัยกระตุ้นของโรคไข้เลือดออกและไข้ปวดข้อยุงลายกระจายตัวจากชุมชนหนึ่งสู่อีกชุมชนหนึ่งได้ง่ายขึ้น

ข้อมูลการเฝ้าระวังโรคดิจิทัล พบว่าโรคที่มักพบการแพร่กระจายหลังช่วงเทศกาล/การรวมตัว ได้แก่

  • ไข้หวัดใหญ่
  • โควิด 19
  • ปอดอักเสบ
  • หัด
  • สุกใส
  • มือเท้าปาก
  • ไข้เลือดออก
  • โรคไข้ปวดข้อยุงลาย
  • อาหารเป็นพิษ
  • อุจจาระร่วงเฉียบพลัน

5 กลุ่มอาการสำคัญที่ประชาชนควรสังเกตอาการป่วยตนเอง ได้แก่

1) ไข้สูงเฉียบพลัน อ่อนเพลียมาก ปวดกระบอกตา มีอาการหน้าแดง ซึมลง หรือไข้ลดลงแต่กลับดูแย่ลง

2) ไข้ร่วมกับปวดเมื่อยตัว/ปวดข้อรุนแรง

3) ไข้ ไอ เจ็บคอ หอบเหนื่อย ซึมลง

4) ไข้ออกผื่น

5) ถ่ายเหลวเป็นน้ำหลายครั้ง อาเจียน หรือมีภาวะขาดน้ำ

หากพบผู้ป่วยกลุ่มอาการดังกล่าว ให้แยกตัวจากผู้อื่นเพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ และควรเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและผู้สูงอายุ หากอาการไม่ดีขึ้นควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม

ด้านนพ.ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ให้คำแนะนำและการป้องกัน ดังนี้

1) สังเกตอาการ 7–14 วัน หากมีอาการไม่สบาย เช่น ไอ น้ำมูก ควรสวมหน้ากากอนามัย และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกลุ่มเปราะบาง

2) ยึดหลัก "สุก ร้อน สะอาด" เพื่อตัดวงจรโรคทางเดินอาหารที่มากับหน้าร้อน

3) กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ สำรวจและทำลายแหล่งน้ำขังรอบบ้านเพื่อป้องกันยุงลาย ซึ่งเป็นพาหะของไข้เลือดออกและซิกา

ทั้งนี้ ไม่ควรซื้อยากินเอง โดยเฉพาะกลุ่มยาแก้ปวดลดไข้ประเภทแอสไพริน หรือ NSAIDs เพราะหากเป็นไข้เลือดออกแล้วทานยาดังกล่าวอาจทำให้เลือดออกผิดปกติและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้