นพ.ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร์ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม 3 และ 6 และกรรมการ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจากภาวะสงคราม อันดับแรก คือ เรื่องของการขาดแคลนยาและเวชภัณฑ์ ขณะนี้เครือบีดีเอ็มเอสทั้งหมดมีการตั้งวอร์รูม รวบรวมข้อมูลของยาและเวชภัณฑ์ที่มีอยู่ในเครือทั้งหมด โดยแบ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาทดแทนได้ เพราะเกี่ยวข้องกับชีวิตของคนไข้ สิ่งที่อาจจะขาดแคลนแต่หาทดแทนได้ หรือสิ่งที่ยังมีซัพพลาย (Supply) หรือมีส่งให้ได้อยู่ตลอดเวลา ทำให้เห็นภาพชัดเจนและบริหารจัดการได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
เพิ่มสต็อกยาเป็น 3 เดือน
เครือมีการเพิ่มการสำรองยาและเวชภัณฑ์ทำให้เกิดความมั่นใจว่ายังสามารถที่จะบริหารจัดการดูแลคนไข้ได้ จาก 1 เดือนเป็น 3 เดือนก่อน เพื่อไม่ให้เกิดภาวะการกักตุน หรือว่าทำให้ระบบทั้งหมดมันเสียหาย เป็นสิ่งที่ได้เตรียมการมาตั้งแต่วันที่ 2 ที่ 3 ของการเกิดสงคราม เพราะว่าเคยเจอปัญหาเรื่องต้นทุนยาและเวชภัณฑ์ตอนเกิดสงครามยูเครน ทำให้มี Shortage และ Delay การส่งมอบไประยะหนึ่ง
“ส่วนระยะยาวต้องดูอีกครั้งว่าจะอย่างไร แต่ผมก็เชื่อว่าเราพอมีเวลาที่จะหาทดแทน แล้วก็พอมีเวลาที่จะจัดการได้ เนื่องจากเครือกรุงเทพเองก็มีโรงงานผลิตยา มีการนำเข้าวัตถุดิบเข้ามา เพราะฉะนั้นยาบางตัวที่ใช้อย่างต่อเนื่องก็อยู่ในวิสัยที่เราสามารถจัดการได้”นพ.ก้องเกียรติกล่าว
ล่าสุด ทางองค์การเภสัชกรรม(อภ.)ก็ให้ความมั่นใจว่ายังพยายามที่จะผลิตยาที่สำคัญออกมาให้ได้อย่างต่อเนื่อง คิดว่าเราอาจจะมีผลกระทบบ้าง อาจจะมีต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นบ้าง แต่โอกาสที่จะไม่มียาเลย อันนี้ก็ยังอยู่ในสิ่งที่ทีมงานกำลังเฝ้าติดตามอยู่
เฝ้าระวังก๊าซฮีเลียม
ส่วนตัวอื่นที่อาจจะเกี่ยวข้องและห่วงว่าเป็นผลระยะยาว ๆ คือ เรื่องของเครื่องมือแพทย์บางตัว ที่ต้องการก๊าซฮีเลียม เช่น เครื่อง MRI เพราะมันมีหน้าที่ในการทำความเย็นของเครื่องตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพราะฉะนั้น หากโรงงานที่กาตาร์โดนผลกระทบ ซึ่งเป็นพื้นที่ผลิตอยู่ประมาณ 40% ของโลก ฉะนั้นไม่เพียงแต่ยาและเวชภัณฑ์เท่านั้น แต่ต้องเฝ้าระวังเกี่ยวข้องกับกระบวนการในการตรวจวินิจฉัยดูแลคนไข้ด้วยว่ามีอะไรบ้างที่จะกระทบ ซึ่งเครือได้มีการวางแผนเตรียมการรับเรื่องนี้อยู่
บีดีเอ็มเอสยังไม่มีการปรับราคา
นพ.ก้องเกียรติ กล่าวด้วยว่า นโยบายของ President จะพยายามตรึงต้นทุนให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ เพราะพบว่าประชาชนทั่วไปก็มีผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ ด้านค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน นโยบายตอนนี้ก็คือยังไม่มีการปรับราคา โดยพยายามยืดให้ยาวให้สุดเท่าที่ยาวได้ หากมีความจำเป็นจากต้นทุนมันปรับเปลี่ยน ก็จะพยายามวิเคราะห์ดูว่าจะตรึงไว้ได้นานสักเท่าไหร่ ตอนนี้ยังไม่มีนโยบายในการปรับราคา
“ต้นทุนบางส่วนมันก็มีเรื่องท้าทาย อย่างเช่น ถุงพลาสติก ถุงซิปยา ที่ทำจากพลาสติก ดังนั้น ในช่วง 3-4 เดือนข้างหน้า ผู้บริโภคอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น เอาถุงมาเองเหมือนที่เคยทำให้มีการใช้ถุงผ้า Recycle Reuse เพื่อไม่ให้ต้นทุนต่าง ๆ มันเพิ่มขึ้น ก็อาจจำเป็นที่จะต้องช่วยกันทุกฝ่าย”นพ.ก้องเกียรติกล่าว
รพ.เอกชนไตรมาส 2 เน้น ประคองตัว
ธุรกิจรพ.เอกชนใน ไตรมาส 1 ยังอยู่ในวิสัยที่ทรงตัวอยู่ ส่วนไตรมาส 2 ประคองให้ได้ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก เพราะเป็นเรื่องของภาพรวมทั้งประเทศ โดยผลกระทบเริ่มเกิดตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม เชื่อว่าทั้งภาคธุรกิจ ภาคประชาชน จะอยู่ในสภาพที่ลำบากในเรื่องของค่าใช้จ่าย เพราะฉะนั้นก็คิดว่าโอกาสที่จะมีการเจริญเติบโตทางด้านธุรกิจก็ยังเป็นเรื่องที่ท้าทาย
ปัจจัยเชิงบวกในไตรมาส 2 ตอนนี้ยังคาดเดาอะไรได้ยาก แต่เชื่อว่าน่าจะมีผลกระทบในระยะกลางจนถึงระยะยาวแน่ ๆ จากปัจจัยภายนอกประเทศ ขณะที่ประเทศไทยส่วนหนึ่งพึ่งตลาดนักท่องเที่ยวต้องการเกือบ 30 ล้านคนต่อปีทำให้ GDP เดินไปข้างหน้า แต่โอกาสที่นักท่องเที่ยวจะเข้ามาอาจจะยากมาก เพราะค่าตั๋วเครื่องบินที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นจากราคาพลังงานโลก
และรัฐบาลเพิ่งตั้งทำให้โอกาสที่จะมีเรื่องของงบประมาณการจับจ่ายภาครัฐก็ยังเป็นเรื่องที่ท้าทาย เพราะว่าคงทำได้แต่นโยบายขนาดเล็ก เช่น คนละครึ่ง หรือแจกเงิน ส่วนโครงการลงทุนเพื่อทำให้ GDP ของประเทศ หรือการจ้างงานเกิดขึ้นก็ยังยากอยู่ ถ้าเศรษฐกิจในประเทศยังไม่ดี ความมั่นคงรัฐบาลก็จะเกิดปัญหา ก็จะทำให้ยิ่งยากขึ้นไปอีก ดังนั้น ไตรมาส 2 ประคองตัวให้รอดก็เก่งมาก
“พื้นที่กลุ่ม 3 และกลุ่ม 6 ของเครือบีดีเอ็มเอสที่โซนภาคตะวันออกและภาคใต้นั้น มีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่กำลังเฝ้าสังเกตอยู่ คือ นักท่องเที่ยวเข้ามาอยู่ยาวขึ้นมาจองที่พักแล้วก็อยู่ยาวขึ้น ส่วนภาคตะวันออกเรื่องการลงทุนก็ยังไม่ได้ถึงกับหยุดซะทีเดียว เพียงแต่ยังไม่เกิดการจ้างงานเป็นช่วงกำลังเปลี่ยนผ่านการลงทุน หากประเทศไทยเข้าใจโอกาสนี้ อนุญาตให้มีการย้ายถิ่นฐานของกลุ่มมีกำลังซื้อสูง ก็จะสร้างโอกาสให้มีการลงทุน”นพ.ก้องเกียรติกล่าว
นพ.ก้องเกียรติ กล่าวด้วยว่า ในลักษณะจัดตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งไทยมีศักยภาพที่จะดำเนินการเรื่องนี้ได้ เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานหลายอย่างที่พร้อมมาก เช่น โรงเรียนนานาชาติขนาดใหญ่ที่เปิดขึ้นอย่างมากพอที่จะรองรับกลุ่มนี้ มีโรงพยาบาลที่ดี เป็นสังคมที่อยู่กันครบทุกชนชาติ ทุกศาสนา ที่สำคัญมีจุดแข็งเรื่องของทรัพยาธรรมชาติที่สามารถพักผ่อนจิตใจได้ มีธรรมชาติทั้งป่า ทะเล ไม่ได้มีแค่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น รวมถึง มีอาหารที่อุดมสมบูรณ์ราคาไม่แพง





