กรมการแพทย์กำลังดำเนินการยกระดับสถานพยาบาลในสังกัด ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร ให้เพิ่มขีดความสามารถในการรักษาและกระจายบริการสู่พื้นที่รอบนอกอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะแผนพัฒนา รพ.นพรัตนราชธานี ให้มีความพร้อมทัดเทียมกับรพ.ราชวิถีเพื่อรองรับประชากรในโซนกรุงเทพฯ ตะวันออกและจังหวัดใกล้เคียง รวมถึง แผนเสริมศักยภาพ รพ.ราชวิถี ,ราชวิถี 2(รังสิต) ,การก่อสร้างสถาบันมะเร็งแห่งชาติที่ใหม่ , รพ.เลิดสิน ,สถาบันประสาทวิทยาและสถาบันโรคทรวงอก
นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” เกี่ยวกับแผนการพัฒนารพ.ในสังกัดกรมการแพทย์ว่า ภาพรวมรพ.ราชวิถีก็เป็นสถาบันหลัก แต่สิ่งที่มองเห็นโอกาสที่รพ.นพรัตนราชธานี จะทำให้นพรัตนเป็นเหมือนกับราชวิถี เพราะรพ.นพรัตนดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออกซึ่งมีประชากรมาก มีหน่วยบริการมาก แต่ไม่มีหน่วยบริการทางการแพทย์ของรัฐขนาดใหญ่ที่รองรับได้เพียงพอที่ผ่านมายังจำเป็นต้องส่งต่อผู้ป่วยเข้ามาส่วนกลางเป็นจำนวนมาก ในอนาคตรพ.นพรัตน์จะทำหน้าที่เหมือนราชวิถี
ขณะนี้อยู่ระหว่างให้รพ.ทำแผน 3 ปีถึง 5 ปีมาเสนอ ซึ่งกรมการแพทย์มองเห็นส่วนขาดของพื้นที่ ในเรื่อง “ศูนย์ความเป็นเลิศ(Excellence Center)” ด้านต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบัน รพ.นพรัตน สามารถให้บริการเรื่องสวนหัวใจได้แล้ว มีเรื่องฟอกไต และความเป็นเลิศด้านอาชีวอนามัย โดยกรมพยายามเข้าไปเติมบริการ เรื่อง "สมอง" โดยให้เป็นเหมือนหน่วยย่อยของสถาบันประสาทวิทยาไปวางระบบไว้
"โรคมะเร็ง" ที่วางแผนว่าในอนาคตนอกจากผ่าตัดและคีโมแล้ว จะต้องมีการฉายแสงด้วย ให้เหมือนราชวิถีที่มีทุกสาขาในตัว อีกทั้ง นพรัตน์ยังมีการทำคลอดจำนวนมากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จึงมีแผนทำเรื่องเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์สำหรับคนไทยที่มีบุตรยากด้วย และรพ.ย่อยคุ้มเกล้า จะพยายามขยายความสามารถและเติมบุคลากรให้เปิดบริการได้ 24 ชั่วโมงแบบเต็มระบบ
“ต้องดักผู้ป่วยกรุงเทพฝั่งตะวันออกให้ได้ รวมถึงจังหวัดใกล้เคียงอย่างนครนายกและฉะเชิงเทรา จากเมื่อก่อนที่ต้องส่งต่อข้ามมารักษาที่รพ.ราชวิถี ก็ต้องให้ได้รับการรักษาที่รพ.นพรัตนโดยใช้ศักยภาพของรพ.สังกัดกรมการแพทย์ ทั้งทีมราชวิถี ทีมสถาบันประสาท ทีมมะเร็ง และทีมหัวใจเข้าไปช่วย พยายามทำให้เป็นสถาบันการแพทย์หลักในกทม.โซนตะวันออกให้ได้”นพ.ณัฐพงศ์กล่าว
ราชวิถี โมเดิร์นฮอสพิทัล
สำหรับรพ.ราชวิถี ยังต้องเป็นหลักให้กรมการแพทย์ โดยเป็นสถาบันการแพทย์ที่มีด้านการเรียนการสอนเป็นหลัก ทั้งนักศึกษาแพทย์และแพทย์เฉพาะทาง เรื่องความเชี่ยวชาญต้องลงลึกมากขึ้นในด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น เวชศาสตร์จีโนมิกส์(Genomic Medicine),เอไอทางการแพทย์ (AI Medicine) ,ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ขั้นสูง( ATMPs)
และปรับโครงสร้างภายในให้เป็น Modern Hospital เพราะจุดที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง การเดินทางสะดวก ต้องมีการเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าผ่าน Skywalk เข้ามาถึงภายในรพ. และภายในเดือนพฤษภาคม 2569 จะเปิดตึกอุบัติเหตุ 3 ชั้นแรกก่อน ส่วนชั้นบนจะทยอยปรับปรุงไปเรื่อย ๆ คาดว่าใช้เวลา 2-3 ปีจะเปิดได้เต็มที่
โมเดลการพัฒนารพ.ราชวิถี จะเป็นเหมือนคณะแพทยศาสตร์ใหญ่ใจกลางเมืองที่มีความพร้อมทั้งอาจารย์และบุคลากร ขาดแค่ตัวอาคารที่บางส่วนยังเก่าอยู่ต้องปรับปรุง และนำเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูงเข้ามาใช้ ซึ่งปัจจุบันราชวิถีสามารถเปิดอบรม(เทรนนิ่ง)เกือบทุกสาขาเฉพาะทาง ยกเว้น กุมารแพทย์ และปี 2569 เพิ่งเปิดเพิ่มด้าน "ผิวหนัง" เป็นการเทรนนิ่งเพื่อรักษาโรคผิวหนังโดยเฉพาะ ไม่ใช่เน้นความงาม และในปี 2570 ตั้งเป้าจะเปิดหอผู้ป่วยจิตเวชและเทรนนิ่ง "จิตแพทย์" เพิ่มเติม
เรื่องหุ่นยนต์ผ่าตัดของราชวิถี ไม่ได้มีแค่โรคทางระบบปัสสาวะ แต่ขยายไปด้านตับและท่อน้ำดี ซึ่งมีเคสจำนวนมากระดับอาเซียน รวมถึงด้านหู คอ จมูก และการผ่าตัดหัวใจด้วย นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มศักยภาพด้านการปลูกถ่ายไขกระดูก (Bone Marrow Transplant) เพื่อรองรับผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวและธาลัสซีเมีย
“รพ.ราชวิถีต้องหนีไปสู่เทคโนโลยีที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อโรงพยาบาลอื่นทำพื้นฐานได้แล้ว ราชวิถีก็ต้องนำไปสู่ก้าวต่อไป”นพ.ณัฐพงศ์กล่าว
รพ.ราชวิถี 2 (รังสิต)เพิ่มห้องผ่าตัด
รพ.ราชวิถี 2 (รังสิต) ซึ่งเปิดบริการแล้วแต่ยังไม่เต็มศักยภาพ เพราะกำลังรอขอสิทธิ UC (บัตรทอง) ของคนพื้นที่ปทุมธานีและสิทธิประกันสังคม ถ้าได้สิทธิตรงนี้มาจะช่วยลดความแออัดของรพ.ราชวิถีใหญ่ได้มาก เนื่องจากปัจจุบันยังให้บริการได้เพียงการส่งต่อผู้ป่วยจากรพ.ราชวิถีใหญ่ไปผ่าตัดหรือพักฟื้นที่ราชวิถี 2 โดยตอนนี้มี 4 ห้องผ่าตัดเต็มทุกวัน และกำลังจะเปิดห้องที่ 5 เพื่อช่วยลดคิวผ่าตัดของราชวิถีใหญ่ นอกจากนี้ ราชวิถี 2 ยังถูกวางให้เป็น ศูนย์จัดการภัยพิบัติระดับนานาชาติ ที่สามารถตั้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อดูแลผู้ป่วยได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤติ
ทุ่ม 3.3 พันล้านย้ายสถาบันมะเร็ง
ความคืบหน้าของการย้ายสถาบันมะเร็งแห่งชาติไปแห่งใหม่ที่บางขุนเทียน นพ.ณัฐพงศ์ กล่าวว่า ได้รับงบประมาณปี 2569 ในการก่อสร้างอาคาร มูลค่าราว 3,300 ล้านบาท ขณะนี้ประมูลและได้ตัวผู้รับจ้างเรียบร้อยแล้ว อยู่ในระหว่างการทำสัญญา คาดว่าจะใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี หลังจากนั้นจะต้องของบประมาณเพิ่มเติมในส่วนของเครื่องครุภัณฑ์ หลังจากแล้วศักยภาพจะเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสถานที่ใหม่กว้างขวางมาก 100 ไร่
ประกอบด้วย อาคารผู้ป่วยนอก มีห้องตรวจ จำนวน 95 ห้อง ศูนย์เคมีบำบัด ศูนย์รังสีรักษาที่รองรับเครื่องฉายรังสี 4 เครื่อง ศูนย์ผ่าตัดและการรักษาผ่านสายสวนด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง ศูนย์ติดตามเยี่ยมบ้านผู้ป่วย อาคารผู้ป่วยในที่ประกอบด้วย ICU จำนวน 10 เตียง หอผู้ป่วย จำนวน 250 เตียง
หอผู้ป่วยสำหรับการดูแลประคับประคองผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย รองรับผู้ป่วยทุกสิทธิการรักษา ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการเยียวยาจิตใจผู้ป่วยโรคมะเร็ง ไม่เพียงแต่ด้านบริการที่จะมีเทคโนโลยีอย่างอื่นเพิ่มขึ้นอีก แต่จะมีศูนย์วิจัยด้านโรคมะเร็ง ศูนย์ฝึกอบรมแพทย์ พยาบาล และสหวิชาชีพเฉพาะทาง สำหรับบุคลากรทั้งในและต่างประเทศ
“สถาบันมะเร็งที่เดิมก็ยังเปิดให้บริการ โดยอาจจะเป็นหน่วยบริการที่ไม่ซับซ้อน หรืออาจจะมีสถาบันอื่นของกรมการแพทย์ไปเปิดร่วมด้วย หรืออาจจะร่วมกับสถาบันประสาทวิทยา”นพ.ณัฐพงศ์กล่าว
แผนพัฒนาเลิดสิน-สถาบันประสาท-ทรวงอก
ขณะที่รพ.เลิดสิน ซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ที่มีแค่ 5 ไร่ แต่ก็จะยกระดับศูนย์กระดูกให้ลงลึกมากขึ้น ทั้งด้านกระดูกสันหลัง การบาดเจ็บจากการกีฬา และที่สำคัญการใช้เทคโนโลยี 3D Printing สำหรับพิมพ์อวัยวะหรือกระดูกที่ผิดปกติเพื่อใช้ในการรักษา
ส่วนสถาบันประสาทวิทยาและสถาบันโรคทรวงอก ก็พยายามก้าวไกลโดยการเปิดสาขามากขึ้นและให้บริการที่ซับซ้อนได้มากขึ้น สิ่งสำคัญที่ต้องทำควบคู่กับการฝึกอบรม เนื่องจากไม่สามารถรับส่งต่อผู้ป่วยได้ทั้งหมด จึงต้องฝึกแพทย์และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญให้ออกไปรักษาที่ต่างจังหวัดแทน
ทั้งหมดเป็นการขับเคลื่อนกรมการแพทย์ ภายใต้แนวคิด "The Best for the Most" คือ การเอาสิ่งที่ดีที่สุดที่กรมการแพทย์มีเข้าไปให้ถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศ ทำให้คนต่างจังหวัดได้รับเทคโนโลยีที่คล้ายกับที่สถาบันการแพทย์บริเวณทุ่งพญาไทหรือทุ่งแคราย





