วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน 2569

Login
Login

'รพ.เอกชน'ปรับตัว มุ่งเจาะตลาดใหม่ รับมือวิกฤติพลังงาน

'รพ.เอกชน'ปรับตัว มุ่งเจาะตลาดใหม่ รับมือวิกฤติพลังงาน

การสู้รบในตะวันออกกลางส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก โดยเฉพาะภาวะ Oil Shock ไม่เว้นแม้แต่ภาคบริการทางการแพทย์ของไทย โดย รพ.เอกชนหลายแห่งรับผลกระทบ ขณะที่จำนวนคนไข้ลดลงแต่ต้นทุนกลับเพิ่มสูงขึ้น จึงต้องมีการปรับแผนงัดมาตรการต่างๆออกมาใช้รับมือในช่วงไตรมาส 2 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยมีเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางสุขภาพโลก หรือ เวลเนส&เมดิคัลฮับ (Wellness & Medical Hub) 

นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม (Group CEO) บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)หรือ THGและนายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่า การปรับตัวของ รพ.เอกชน ให้ความสำคัญกับการรักษาชีวิตคนไข้ก่อนเป็นอันดับแรก ในเรื่อง

สต็อกยา เวชภัณฑ์ แต่ละรพ.จำเป็นต้องพิจารณาแผนการสำรองทรัพยากรอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะหากทุกแห่งเร่งดำเนินการพร้อมกันอาจทำให้เกิดสภาวะของขาดตลาด และสร้างแรงกดดันต่อระบบโดยรวมได้

ขณะที่ รพ.ที่เน้นกลุ่มต่างชาติบางแห่งต้องมีการบริหารจัดการกำลังคนและทรัพยากรใหม่ เช่น การลดจำนวนเตียงที่เปิดรับ หรือการปรับลดกำลังบุคลากรในส่วนที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับจำนวนคนไข้ที่หดตัวลง และพยายามตรึงราคาค่าบริการให้ได้นานที่สุดโดยจะพิจารณาปรับราคาเฉพาะในกรณีที่ต้นทุนพุ่งสูงขึ้นจนไม่สามารถบริหารจัดการได้จริง ๆ เนื่องจากรพ.ก็มีความกังวลว่าจะเสียฐานลูกค้า หากมีการปรับราคาขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังเปราะบาง

นพ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ช่วงนี้การให้ความสำคัญกับการดูแลและรักษาฐานคนไข้ในประเทศ ทั้งกลุ่มคนไทยและกลุ่มตลาดชาวต่างชาติที่ทำงานและพำนักในประเทศไทย หรือ เอ็กซ์แพท (Expat) ควบคู่กับมองหาโอกาสในตลาดต่างชาติใหม่เพิ่มเติม เพื่อทดแทนกลุ่มลูกค้าเดิมที่หายไป เช่น กลุ่มประเทศเอเชียใต้ โดยเฉพาะบังกลาเทศเป็นตลาดมีศักยภาพและมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี

“เชื่อมั่นว่าเมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 สำหรับผู้รักสุขภาพจากทั่วโลก สามารถกลับมาเป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศได้” นพ.ไพบูลย์กล่าว

บีดีเอ็มเอสสำรองยาเวชภัณฑ์3เดือน

นพ.ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร์ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม 3 และ 6 และกรรมการบริษัทกรุงเทพ ดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ บีดีเอ็มเอส ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า เครือมีการตั้งวอร์รูมรวบรวมข้อมูลยาและเวชภัณฑ์ในเครือทั้งหมด เพิ่มสำรองยาและเวชภัณฑ์ให้มั่นใจบริหารจัดการดูแลคนไข้ได้จาก 1 เดือน เป็น 3 เดือน 

เฝ้าระวังก๊าซฮีเลียมที่ต้องการใช้ในเครื่องมือแพทย์ เช่น มาหล่อเครื่อง MRI ในการทำความเย็นของเครื่องตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แต่โรงงานที่กาตาร์โดนผลกระทบ ซึ่งเป็นพื้นที่ผลิตอยู่ประมาณ 40% ของโลกจึงต้องเฝ้าระวังเกี่ยวข้องกับกระบวนการในการตรวจวินิจฉัยดูแลคนไข้ด้วยว่ามีอะไรบ้างและวางแผนเตรียมการรับ 

“นโยบายของ President พยายามตรึงต้นทุนนานที่สุด ตอนนี้ก็คือยังไม่มีการปรับราคาโดยพยายามยืดให้ยาวให้สุดเท่าที่ยาวได้ หากมีความจำเป็นจากต้นทุนปรับเปลี่ยน ก็จะพยายามวิเคราะห์ดูว่าจะตรึงไว้ได้นานสักเท่าไหร่ ตอนนี้ยังไม่มีนโยบายในการปรับราคา”นพ.ก้องเกียรติกล่าว 

นพ.ก้องเกียรติ กล่าวด้วยว่า ธุรกิจรพ.เอกชนในไตรมาส 1 ยังอยู่ในวิสัยที่ทรงตัวอยู่ ส่วนไตรมาส 2 ประคองให้ได้น่าจะเป็นสิ่งท้าทายมาก พื้นที่กลุ่ม 3 และกลุ่ม 6 ของเครือบีดีเอ็มเอสที่โซนภาคตะวันออกและภาคใต้ นักท่องเที่ยวเข้ามาอยู่ยาวขึ้นมาจองที่พักแล้วก็อยู่ยาวขึ้น ส่วนภาคตะวันออกเรื่องการลงทุนก็ยังไม่ได้ถึงกับหยุดซะทีเดียว เพียงแต่ยังไม่เกิดการจ้างงานเป็นช่วงกำลังเปลี่ยนผ่านการลงทุน หากอนุญาตให้มีการย้ายถิ่นฐานของกลุ่มมีกำลังซื้อสูง ก็จะสร้างโอกาสให้มีการลงทุน

เมดพาร์คเน้นเป้าหมายมีกำลังจ่าย

นพ.พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช กรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวว่า สัดส่วนผู้ป่วยไทยประมาณ 70% และผู้ป่วยต่างชาติ 30% ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่ม Expat ขณะที่รายได้จากกลุ่มตะวันออกกลางลดลงต่อเนื่อง จากการที่รัฐบาลประเทศนั้นรัดเข็มขัดและตรวจระบบสวัสดิการเข้มงวด เช่น กาตาร์ ทำให้ไม่ได้มาประเทศไทยเหมือนในอดีต ยิ่งเกิดสงครามยิ่งชะลอการมารักษาในไทย

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ผู้บริโภคเริ่มเข้าสู่โหมดเก็บเงินสด ชะลอการใช้จ่าย แต่เมดพาร์ค เป็นโรงพยาบาลสำหรับโรคยากและซับซ้อน โดยมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้ามีความแข็งแกร่งทางการเงิน จึงยังมีกำลังจ่าย ที่สำคัญการรักษาโรคยากและซับซ้อน คือความจำเป็นที่ไม่สามารถประวิงเวลาได้ ทั้งนี้มีการสำรองยาและเวชภัณฑ์ต่างๆ เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ป่วย และไม่ได้มองตลาดทั่วเอเชีย 600 ล้านคน เพื่อสร้างความคุ้มค่าในการลงทุนการผลิตยาและเวชภัณฑ์ในประเทศ สามารถสร้างมาตรการ Safety Net ได้ รวมถึง การขยายฐานไปยังตลาด CLMV, บังกลาเทศ และจีน ที่มี Supply Chain เชื่อมโยงกับไทยได้ดีกว่าในภาวะสงคราม

กลุ่ม PMCกระทบเป้าไตรมาส 1-2

นพ.ธนารักษ์ สถาพรวรศักดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายแพทย์กลุ่ม PMC และผู้อำนวยการฝ่ายแพทย์ โรงพยาบาลพญาไท 2 กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า จำนวนผู้ป่วยเริ่มลดลงตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้วต่อเนื่องมาจนถึงไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องจ่ายเงินเอง  รพ.พญาไท 2 ผู้ป่วยนอก (OPD) มีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากคนไข้ปรับตัวตามภาวะเศรษฐกิจ และวิกฤติน้ำมัน จึงระมัดระวังการใช้เงิน ส่งผลให้เกิดการชะลอการรักษาในกลุ่มโรคทั่วไป ส่วนผู้ป่วยใน (IPD) ที่รักษาโรคยากซับซ้อนยังคงมีจำนวนคงที่

นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่งและต้นทุนการผลิตยา เนื่องจากยาส่วนใหญ่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ อีกทั้งวัสดุการแพทย์สำคัญ อาทิ ถุงน้ำเกลือ เวชภัณฑ์พลาสติก และตัวยาหลายประเภทมีปิโตรเลียมเป็นส่วนประกอบหลักในการผลิตและโลจิสติกส์รพ.จะพยายามตรึงราคาแม้กระทบต่ออัตราการเติบโต และเป้าหมายของรพ.ในไตรมาสที่ 1 และ ไตรมาสที่ 2

จัดแคมเปญกระตุ้นไม่ชะลอการรักษา

ทั้งนี้ได้จัดทำแผนรับมือระยะสั้น 3 เดือนผ่านแคมเปญ สุขภาพดี ไม่ต้องรอเศรษฐกิจ เพื่อกระตุ้นให้ผู้ป่วยไม่ชะลอการรักษาจนโรคลุกลาม รวมถึง จัดซื้อยาและเวชภัณฑ์แบบการซื้อในปริมาณมากผ่านการรวมศูนย์คำสั่งซื้อของกลุ่ม เพื่อให้ได้โครงสร้างต้นทุนที่ดีขึ้น ซึ่งวิกฤติต่าง ๆ เกิดผลกระทบต่อรพ.ทุกแห่ง อยากให้ภาครัฐช่วยเรื่องของการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนการลงทุน และกระตุ้น GDP Medical Hub

พร้อมปลดล็อกข้อกำหนดและระเบียบปฏิบัติ ที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้ามารักษาของผู้ป่วยต่างชาติ สนับสนุนเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ (IVF/Egg Freezing) โดยรัฐช่วยอุดหนุน เพื่อแก้ปัญหาประชากรเกิดใหม่ต่ำ ผลักดันประเทศไทยให้เป็น Safe Zone ด้านสุขภาพของโลก เพื่อดึงดูดเม็ดเงินและผู้มีกำลังซื้อสูง