จากที่ “กรุงเทพธุรกิจ” นำเสนอเรื่องความจำเป็นที่ประเทศไทย ต้องมี “ความมั่นคงทางยาและวัคซีน” เพื่อพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด หากต้องรับมือกับสารพัดวิกฤติของโลกที่จะเกิดขึ้น จนเกิดการจำกัดหรือห้ามการส่งออกจากประเทศผู้ผลิต ส่งผลต่อการเข้าไม่ถึงยาและวัคซีนของประชาชน
ทั้งนี้ ในแง่ของการผลิตยา แม้อุตสาหกรรมในประเทศไทยสามารถผลิตได้เองในบางตัว แต่ประสบกับข้อจำกัดสำคัญ คือ “ยังต้องมีการนำเข้าวัตถุดิบหรือสารตั้งต้นในการผลิตยา(API)จากต่างประเทศ”
พร้อมผลักดันเป็นโปรเจกต์เร่งด่วน
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงแผนระยะยาวการสร้างความมั่นคงทางยาของประเทศไทยว่า เป็นภารกิจหลักอันดับต้นๆที่รัฐบาลจะให้ความสำคัญและเร่งผลักดันต่อไป ซึ่งการมีวิกฤติจากการสู้รบในตะวันออกกลาง ตอกย้ำอีกครั้งว่าแม้ราคานำเข้าสารตั้งต้นในการผลิตยา(API)จะถูกกว่าผลิตเองภายในประเทศด้วยเหตุใดๆก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Economy of scale
หรือลดราคาลงมาเพื่อไม่ให้โครงการความมั่นคงทางยาเกิดขึ้นในไทย ก็ยังเป็นสิ่งที่จะต้องผลักดันให้เกิดในประเทศไทยให้ได้ เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ ก็ตอกย้ำแล้วว่าในภาวะวิกฤติ การบริหารจัดการในภาวะที่ไม่ปกตินั้น การยืนด้วยลำแข้งของตัวเองทั้งยาและเวชภัณฑ์ต่างๆมีความสำคัญ เป็นลำดับต้นๆ
“กระทรวงสาธารณสุข และรัฐบาลยืนยันที่จะผลักดันเรื่องนี้เป็นโปรเจกต์เร่งด่วนต่อไป โดยจะพยายามและหวังว่าภายใน 4 ปีจะต้องทำให้เห็นผลเป็นรูปธรรมให้ได้ กับการที่ประเทศไทยจะสามารถผลิตAPI ได้เอง”นายพัฒนากล่าว
2 โปรเจกต์ตั้งโรงงานผลิตAPI
ขณะที่พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม(อภ.) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า บทบาทหลักของอภ.มี 3 ส่วนสำคัญ คือ
1.การทำหน้าที่ผลิตยาให้ดีที่สุดและทำหน้าที่เป็นราคาอ้างอิง (reference price) ของประเทศให้ได้นานที่สุดเท่าที่จำเป็น
2.ทำหน้าที่เป็นผู้เจรจาในการซื้อรวมเพื่อให้ได้ราคาที่ถูกและสมเหตุสมผลมากขึ้น และ3.การมองไปที่อนาคตโดยเฉพาะเรื่องการผลิตวัตถุดิบยาหรือ API ซึ่งเดิมทีโครงการเหล่านี้อาจจะมีความยากในการลงทุน เพราะต้องใช้ทุนสูงมาก แต่เมื่อเกิดภาวะวิกฤติหรือสงคราม ทุกคนจะเห็นพ้องตรงกันว่าแม้ตลาดไทยจะไม่ได้ใหญ่เท่าจีนหรืออินเดีย แต่ความจำเป็นต้องมีโรงงานผลิตเองในประเทศเพื่อความมั่นคงสำคัญที่สุด
สำหรับเรื่อง API ปัจจุบันอภ.มีการผลิตขนาดเล็กสำหรับยากลุ่มโรคธาลัสซีเมียซึ่งหาจากที่อื่นยาก แต่สิ่งที่ประเทศต้องการจริงๆ คือการผลิตในสเกลใหญ่และครอบคลุม API หลายตัว ซึ่งอภ.ได้มีการจัดทำแผน 2 โครงการจัดตั้งโรงงานผลิต API ส่วนสถานที่ก่อสร้างโรงงาน อภ.มองไว้ 2 แห่ง คือ ในนิคมอุตสาหกรรมที่มีอยู่แล้ว กับที่ดินขององค์การเภสัชกรรมเองที่อำเภอหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีพื้นที่อยู่ประมาณ 1,500 ไร่ หากเจรจาได้สำเร็จทั้ง 2 โครงการก็พร้อมจะดำเนินการทั้งคู่
ร่วมทุน 3 ฝ่าย ผนึกบิ๊กยาจีน-อินเดีย
งบประมาณอยู่ที่ราวแห่งละ 1,500 ล้านบาท เป็นการใช้เงินทุนของอภ.ที่มีเงินสดในมือประมาณ 7,000 กว่าล้านบาท เมื่อแบ่งไว้ใช้หมุนเวียนในการดำเนินงานปกติประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาท จึงมีเงินที่เหลืออยู่ประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาท และอาจจะมีการกู้เงินเพิ่มอีกส่วนหนึ่ง
โดยเป็นโครงการร่วมทุนระหว่าง อภ. กับเอกชนในไทย และพันธมิตรต่างชาติทั้งจากจีนและอินเดีย ที่ต้องร่วมทุนกับต่างประเทศเนื่องจากต้องการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้มากกว่าเงินทุน เพราะหากเริ่มเองทั้งหมดอาจต้องใช้เวลาเรียนรู้นานถึง 7-10 ปี แต่การร่วมทุนจะทำให้สามารถผลิตได้ทันทีที่โรงงานเสร็จ คาดว่าน่าจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 2-3 ปี
โรงงานนี้ต้องสร้างใหม่ทั้งหมด ถามเงินดำเนินโครงการสูงไปหรือไม่นั้น ในภาวะปกติความคุ้มค่าหรือผลตอบแทนโครงการ (Feasibility) อาจจะดูต่ำเมื่อเทียบกับโปรเจกต์อื่น แต่ในแง่ของความมั่นคงถือว่าจำเป็นมาก ซึ่งเดิมทีเรื่องการผลิต API ในประเทศเคยตกอันดับไป จากการที่จะไปเน้นเรื่องเทคโนโลยีใหม่อย่างATMPs และสเต็มเซลล์ ที่มีมาร์จิ้นดีกว่า แต่ตอนนี้ด้วยนโยบายความมั่นคงทางยา เรื่อง API จึงถูกขยับขึ้นมาเป็นความสำคัญลำดับต้นๆ
เลือกผลิตเอง 12-20 ตัวหลัก
“แม้จริงๆ จะมีสารตั้งต้นหรือ API กว่า 100 ตัว API ที่คัดเลือกมาผลิตเองภายในประเทศจะมีประมาณ 12-20 ตัวที่เป็นตัวหลัก โดยเน้นไปที่ยากลุ่มโรคเรื้อรัง (NCDs) เช่น กลุ่มยารักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด (CVS) รวมถึงยากลุ่มใหม่ที่เป็นยาชีววัตถุคล้ายคลึง (Biosimilars)”พญ.มิ่งขวัญกล่าว
อภ.สามารถดำเนินการได้เลยหรือต้องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)พิจารณา พญ.มิ่งขวัญ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับสัดส่วนการถือหุ้น หากอภ.ถือหุ้นมากกว่า 25% ก็ต้องเสนอ ครม. อย่างกรณีเจรจากับจีน คุยกันที่สัดส่วนเกือบฝ่ายละ 49% และมีคนกลางที่เป็นไทยอีก 2% ส่วนเคสของอินเดียอาจจะเป็นสัดส่วนเราประมาณ 30% ซึ่งเน้นไปที่การถ่ายทอดเทคโนโลยีเข้ามาเป็นหลัก
“โครงการเหล่านี้เป็นอุตสาหกรรมที่ต้องลงทุน ทำให้เวลาประเมินความคุ้มค่าหรือผลตอบแทน (Feasibility) มักจะไม่ค่อยผ่าน และการสนับสนุนอาจไม่เต็มที่ แต่พอเกิดวิกฤตการณ์และภาวะสงคราม ทุกคนเริ่มเห็นแล้วว่าแม้ตลาดในประเทศจะไม่ได้ใหญ่ สู้เรื่องEconomy of Scale กับจีนหรืออินเดียไม่ได้ แต่ความจำเป็นที่ต้องมีโรงงานผลิตเองเพื่อความมั่นคงนั้นสำคัญที่สุด จึงทำให้โปรเจกต์ที่เคยจะถอดใจ อาจถูกยกกลับมาขับเคลื่อนอีกครั้ง”พญ.มิ่งขวัญกล่าว





