วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน 2569

Login
Login

ภาวะสงคราม ‘ยา-วัคซีน’ จะเป็น ‘เวชยุทธภัณฑ์’ แต่ไทยยังพร้อมไม่พอ

ภาวะสงคราม ‘ยา-วัคซีน’ จะเป็น ‘เวชยุทธภัณฑ์’ แต่ไทยยังพร้อมไม่พอ

นับตั้งแต่วิกฤติโรคระบาดช่วงโควิด-19 ถึงสงครามตะวันออกกลาง ผ่านมาแล้ว 6 ปี  ระดับความมั่นคงทางยาและวัคซีนโดยรวมของประเทศไทย อาจจะ "ยังไม่ถึง 50%"  เห็นได้จากปัจจุบันประเทศไทยยังต้องพึ่งพายานำเข้ากว่า 80% และแม้ยาบางชนิดจะผลิตภายในประเทศได้ แต่สารตั้งต้น (API : Active Pharmaceutical Ingredient)) ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

และในยามเกิดภาวะสงคราม ยาและวัคซีน จะกลายเป็น “เวชยุทธภัณฑ์”  เมื่อเป็นเช่นนี้ประเทศไทยเสี่ยงที่จะขาดแคลน เพราะไม่เพียงแต่ “ผลิตเองไม่ได้” แต่การขนส่งจากการนำเข้าก็ทำไม่ได้  เป็นความจำเป็นของประเทศที่จะต้องลดพึ่งต่างชาติ และสร้าง “ความมั่นคงทางยา” โดย“รัฐต้องกล้า”

หนึ่งนโยบายรัฐบาล “อนุทิน 2” ด้านสังคม เรื่อง “ยกระดับบริการสุขภาพของคนไทย” มีการะบุถึง ”สนับสนุนให้มีการลงทุนผลิตยาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ในประเทศ เพื่อเพิ่มความสามารถ ในการผลิตยา อุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ภายในประเทศ”

สำรองยาเชิงกลยุทธ์

นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ(สวช.) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางเวชภัณฑ์ของประเทศไทยในยามวิกฤติว่า  ณ เวลานี้ที่ประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตยาหรือวัคซีนเองได้ทุกอย่าง ในระยะสั้นสิ่งที่สำคัญและจำเป็น คือ การสร้าง "ระบบสำรองยาและวัคซีนของประเทศ" ขึ้นมา ด้วยการมีระบบข้อมูลที่มีประสิทธิภาพเพื่อวิเคราะห์ว่าเวชภัณฑ์รายการใดมีความสำคัญและจำเป็นต้องสำรองไว้

โดยต้องมีการจัดลำดับความสำคัญและมีระบบการบริหารจัดการที่ดี เพราะหากมีระบบการสำรองที่มีการหมุนเวียนการใช้งานอย่างเป็นระบบ จะเกิดความมั่นใจได้ว่าจะมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับใช้ดูแลประชาชนในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แม้ว่าในภาวะปกติจะยังต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก

ความยากของการบริหารจัดการ "ยา" แตกต่างจาก "วัคซีน"  เนื่องจากยามีความกว้างขวางและมีจำนวนรายการ (Items) ที่ต้องดูแลมากกว่าวัคซีนหลายเท่าตัว การจัดลำดับความสำคัญอาจต้องครอบคลุมยาถึง 100 รายการ ในขณะที่วัคซีนมีเพียงไม่กี่ชนิด การสำรองยาจึงต้องเป็นแบบ “การสำรองเชิงกลยุทธ์ (Strategic Stockpiling)” เน้นไปที่ยากลุ่มช่วยชีวิต ยาสำหรับโรคที่มีความชุกสูง และยาปฏิชีวนะที่สำคัญ

ภาวะสงคราม ไทยเสี่ยงขาดแคลน

“ความเสี่ยงไม่ได้เกิดจากการที่ไทยผลิตไม่ได้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากภาวะโลจิสติกส์ที่หยุดชะงัก หรือร้ายแรงกว่านั้นหากเกิดสงคราม ยาและวัคซีนจะถูกยกระดับให้เป็น เวชยุทธภัณฑ์ทันที ซึ่งในสถานการณ์นั้น ประเทศผู้ผลิตมักจะมีกฎหมายภายในที่สั่งจำกัดหรือสั่งห้ามส่งออกเพื่อรักษาความมั่นคงของคนในประเทศเขาก่อน หากไทยม่มีความสามารถในการพึ่งพาตนเอง ก็จะตกอยู่ในที่นั่งลำบากและประชาชนจะเดือดร้อนอย่างมาก”นพ.นครกล่าว 

รัฐต้องกล้าลงทุนและซื้อแพง

ส่วนในแง่ของอุตสาหกรรมนั้น การผลิตสารตั้งต้น (API : Active Pharmaceutical Ingredient))เองมักถูกมองว่าไม่คุ้มค่าเพราะนำเข้าถูกกว่า นพ.นคร มองว่า เป็นจุดที่ไทยต้องวางกลยุทธ์ใหม่

กำหนดว่าจะลงทุนทำเองตัวไหนบ้างแล้วอาจจะต้องยอมซื้อที่ทำในประเทศ โดยรัฐบาลต้องมีนโยบายที่ชัดเจนในการสนับสนุนการผลิตภายในประเทศ

 รัฐอาจต้องยอมรับเงื่อนไขในการ "ยอมซื้อในราคาที่แพงกว่าการนำเข้า" เพื่อสร้างอุตสาหกรรมต้นน้ำและทำให้เราพึ่งพาตนเองได้ เพราะหากปล่อยให้เอกชนเดินตามกลไกตลาดเพียงอย่างเดียว อุตสาหกรรมภายในจะเกิดขึ้นได้ยาก ดังนั้น นโยบายของภาครัฐจึงต้องมีความชัดเจนในการสนับสนุนการผลิตเอง เพื่อความมั่นคงในระยะยาว

“ไทยเป็นประเทศที่ไม่เล็กและไม่ใหญ่ ถ้าเราเป็นประเทศเล็กที่มีเงินมาก ก็อาจใช้วิธีเตรียมเงินไว้ซื้ออย่างเดียวได้ แต่ด้วยประชากร 60-70 ล้านคน เรามีภาระที่ต้องดูแลเยอะมาก ในขณะเดียวกันเก็ไม่ได้ใหญ่พอที่จะผลิตทุกอย่าง เพื่อให้เกิด Economy of Scale ได้โดยง่าย จึงเป็นโจทย์ที่ยากในการวางยุทธศาสตร์เพื่อหาจุดสมดุลในการพึ่งพาตนเอง”นพ.นครกล่าว 

เร่งแผนมั่นคงทางวัคซีนระยะ 3

สำหรับวัคซีน ไทยไม่ถึงขั้นนำเข้า 100%  แต่มีความสามารถในการผลิตวัคซีนบางชนิดได้เอง เช่น วัคซีนป้องกันวัณโรค วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อตายที่ผลิตได้ถึงระดับต้นน้ำ และมีการแบ่งบรรจุวัคซีนไข้สมองอักเสบ ซึ่งก็เป็นสถานการณ์ที่ยังต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งต่อไป
ภาวะสงคราม ‘ยา-วัคซีน’ จะเป็น ‘เวชยุทธภัณฑ์’ แต่ไทยยังพร้อมไม่พอ

สถาบันวัคซีนแห่งชาติกำลังผลักดันเรื่องความมั่นคงทางวัคซีน 3 ส่วนหลัก คือ

1.การเสนอ "นโยบายการสำรองวัคซีนของประเทศ" ต่อคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ เพื่อให้มีปริมาณสำรองที่เพียงพอในระยะเวลาที่เหมาะสม

2.การสร้างศักยภาพในการวิจัย พัฒนา และผลิตเองได้บ้าง เพื่อให้มีฐานการผลิตในยามฉุกเฉิน

และ3.การสร้างความสัมพันธ์กับประเทศผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ เช่น อินเดีย จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือในเอเชียแปซิฟิกที่จะช่วยเหลือกันในยามยากลำบาก
ทั้งนี้ กำลังอยู่ระหว่างการ จัดทำนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ. 2571-2575 (ระยะ 3)  เพื่อขับเคลื่อนสู่วิสัยทัศน์ ประเทศไทยมีความมั่นคงด้านวัคซีน ประชาชนสามารถเข้าถึงการป้องกันโรคด้วยวัคซีนที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมต่อไป โดยมีประเด็นสำคัญที่ควรพัฒนาเชิงระบบเพื่อความมั่นคงด้านวัคซีนของประเทศ ได้แก่

  • การบริหารจัดการงบประมาณและบริหารจัดการวัคซีน เช่น กลไกการจัดซื้อที่ยืดหยุ่นกว่าระบบงบประมาณปกติ การพัฒนาระบบคลังสำรองวัคซีน
  • การสนับสนุนอุตสาหกรรมวัคซีนในประเทศและยกระดับห่วงโซ่อุปทาน เช่น การจัดซื้อวัคซีนจากผู้ผลิตในประเทศ การขยายขนาดตลาด การสร้างเครือข่ายการผลิตในภูมิภาค
  •  การพัฒนาศักยภาพบุคลากร เช่น การสร้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง การสร้างความร่วมมือกับองค์กรนานาชาติเพื่อรับการถ่ายทอดองค์ความรู้ การรักษาความต่อเนื่องของบุคลากร
  • การสร้างระบบนิเวศนโยบาย เช่น การประสาน สอดรับการทำงานระหว่างหน่วยงาน ตั้งแต่ระดับต้น กลางน้ำ ปลายน้ำ (การวิจัย จนถึงการใช้)