รมว.สธ.เล็งนำผลศึกษา “ต้นทุนรพ.รัฐ”ของทีดีอาร์ไอ ใช้เป็นฐานคิดทำคำของบฯบัตรทองขาขึ้น แต่รื้อระบบจ่ายให้เป็นตามระดับรพ.หรือไม่ต้องพิจารณารายละเอียด เผยปีงบฯ 70 ขยับค่าผู้ป่วยในเป็น 10,000 บาทต่อ AdjRW
จากผลการศึกษ เรื่อง การสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายแนวทางการจัดสรรงบประมาณ โดยใช้การวิเคราะห์ต้นทุนและประสิทธิภาพของโรงพยาบาล : กรณีศึกษาโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัย โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ(TDRI) สนับสนุนโดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข(สวรส.) ที่สะท้อนต้นทุนผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในมีความแตกต่างกันในรพ.แต่ละระดับนั้น
เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 ที่กระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข และประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.) ให้สัมภาษณ์ว่า โครงสร้างต้นทุนของสถานพยาบาลแต่ละแห่งมีความแตกต่างกันโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ โรงพยาบาลขนาดเล็ก โรงพยาบาลตามแนวชายแดน หรือโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์
“เมื่อต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) และต้นทุนผันแปร (Variable Cost)ไม่เท่ากัน แต่ตอนนี้การจ่ายเงินให้โรงพยาบาลกลับเท่ากันเป็น Flat Rate ถามว่ามันเป็นเวลาที่สามารถปรับได้หรือไม่ถ้าต้นทุนออกมาชัดเจน ก็คงนำมาเป็นฐานวิธีคิดได้ แต่จะต้องมีต้นทุน (Standard Cost) ซึ่งทั้งหมดจะขอพิจารณารายละเอียดของผลการศึกษาที่ออกมาก่อน”นายพัฒนา กล่าว
ถามถึงการนำผลการศึกษานี้มาใช้ในการปรับระบบการจัดสรรงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง อย่างไรหรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า ทุกอย่างตามเวลาที่เปลี่ยนไป ก็มี Room for Adjustment , Room for Improvement ตลอด เพียงแต่จะหยิบตรงไหนมา และข้อจำกัดเชิงงบประมาณเป็นอย่างไร ซึ่งการต่อสู้ต้นทุนในการรักษา มีรายละเอียดมาก สมมติเครื่องมือในการรักษาตัวเดียวกันมีทั้งการใช้เครื่องยุโรป เครื่องอเมริกา เครื่องจีน ซึ่งต้นทุนก็จะไม่เท่ากัน ก็ต้องดูในรายละเอียด
“ถามว่าจะไม่ใช้ Flat Rateได้หรือไม่ ต้องดูตัวเลขอีกครั้งทั้งต้นทุนและค่าบริการพร้อมกัน เพื่อหาจุดสมดลภายใต้ข้อจำกัดทางงบประมาณที่มีอยู่”นายพัฒนากล่าว
ถามต่อว่าจะนำมาใช้ในการปรับวิธีคิดสำหรับการจัดทำคำของบประมาณขาขึ้นหรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า ทุกอย่างนำมาคิดอยู่แล้ว ส่วนเสนองบฯขาขึ้นไปแล้วได้ตามอัตราที่ขอไปหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่อง ซึ่งการมีผลวิจัยเป็นข้อมูลยิ่งมาก ยิ่งเป็นการสนับสนุนที่ดี ถ้าข้อมูลไปในเชิงให้ใช้งบประมาณเพิ่ม ก็คือเพิ่ม ก็ควรจะผลักดัน แต่ถ้าข้อมูลออกมาเป็นลบ คือ ของบางอย่างเทคโนโลยีไปสูงขึ้น ดีขึ้น และค่ารักษาพยาบาลน้อยลงก็ต้องรับให้ได้ด้วย โดยการมีข้อมูลที่มากจะสามารถทำได้ใกล้เคียงความเป็นจริงมาก
ด้านนพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เครื่องมือเครื่องไม้คนไม่เท่ากัน ซึ่งโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ควรรักษาโรคยากซับซ้อน โดยประชาชนก็ไม่ควรไปรับบริการในส่วนของโรคทั่วไปในโรงเรียนแพทย์เพราะต้นทุนสูงกว่า จึงมีการแบ่งระดับรพ.กันอยู่ว่ารพ.ระดับไหนควรดูคนไข้อย่างไร ซึ่งก็ต้องใช้ข้อมูลจากงานวิจัยมาเป็นตัวบอกว่า งบประมาณน่าจะยังไม่เพียงพอ ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2570 กองทุนบัตรทองจะมีการเสนองบประมาณขาขึ้นสำหรับผู้ป่วยในที่ 10,000 บาทต่อAdjRW
อนึ่ง ส่วนหนึ่งของผลการศึกษาต้นทุนรพ.รัฐของทีดีอาร์ไอ ในส่วนต้นทุนผู้ป่วยในต่อค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม ( AdjRW) สูงชัดใน รพ.มหาวิทยาลัย โดยปีงบฯ 2565
- รพช.เล็ก-กลาง 9,412 บาทต่อ Admission และ 14,472 บาท/ AdjRW
- รพช.กลาง-ใหญ่ 10,953 บาทต่อ Admission และ 13,475 บาท/ AdjRW
- รพช.แม่ข่าย 10,831 บาทต่อ Admission และ 13,721 บาท/ AdjRW
- รพท.เล็ก 21,236 บาทต่อ Admission และ18,220 บาท/ AdjRW
- รพท.ใหญ่ 22,679 บาทต่อ Admission และ 14,232 บาท/ AdjRW
- รพศ. 31,512 บาทต่อ Admission และ 15,574 บาท/ AdjRW
- และรพ.มหาวิทยาลัย 100,095 บาทต่อ Admission และ 34,807 บาท/ AdjRW





