ปลดล็อกศักยภาพ "Medical Hub" ดันไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมสุขภาพโลก ชี้ปัจจัย"ภูมิรัฐศาสตร์" โอกาสทองหนุนไทยผงาด“สวิตเซอร์แลนด์แห่งเฮลท์แคร์” แนะเหยียบคันเร่งเต็มสปีด ชู AI การแพทย์ ดึงเม็ดเงินลงทุนทั่วโลก ไทยเป็นเสือตัวที่ 7 ปั๊ม GDP 5%
เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ที่ ห้องพญาไท ชั้น 6 โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท ภายในงานงาน AI Revolution SHIFT 2026 | Shaking the Global Economy เขย่าโลก พลิกเกมธุรกิจ Panel Discussion : AI for Health : Road to World Medical Hub จัดโดยหนังสือพิมพ์ "กรุงเทพธุรกิจ"
เอไอการแพทย์ ความเชื่อมั่นสำคัญ
นพ.ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม 3 และ 6 และกรรมการ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า แพทย์ไทยเก่งและมีความสามารถในการรับเทคโนโลยีมาใช้ได้ดีเยี่ยม ซึ่งความท้าทายสำคัญของการนำ AI มาใช้ในการแพทย์ คือ เรื่องของความเชื่อมั่น เพราะอาจเกิดความผิดพลาดจากการใช้ฐานข้อมูลที่แตกต่างกันได้ เช่น เอไอที่มีการพัฒนาและได้รับอย.จากประเทศญี่ปุ่น เมื่อนำไปใช้ไต้หวันกลับมีความผิดพลาดสูงถึง 23% เนื่องจากฐานข้อมูลที่ใช้เทรนมีความแตกต่างกัน
“ขณะที่ประเทศไทยมีความสามารถสร้างความแตกต่างของฐานข้อมูลได้ เพราะระบบบริการการแพทย์ของไทยมีความหลากหลายของเชื้อชาติสูงมาก ทั้งจากคนไทยเองและผู้ป่วยต่างชาติที่เข้ามารักษา หากเราสามารถสร้าง AI ที่เทรนด้วยข้อมูลที่มีความหลากหลายนี้ จะทำให้เกิดนวัตกรรมที่ตอบโจทย์คนในภูมิภาคได้”นพ.ก้องเกียรติกล่าว
เอไอช่วยเข้าถึงสุขภาพได้ง่าย-ราคาถูกลง
นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์ ผู้จัดการกองทุน Seax Ventures กล่าวว่า ในอดีตบทบาทของแพทย์เปรียบเสมือนเทวดาที่สั่งการรักษาแบบตั้งรับ คือรอให้เกิดโรคก่อนแล้วค่อยรักษา แต่เมื่อสังคมก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ รูปแบบการแพทย์จึงต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มาสู่ยุคของความใส่ใจในสุขภาพที่เริ่มจาก Preventive (การป้องกัน) ไปสู่ Predictive (การพยากรณ์โรค) โดยใช้เครื่องมืออย่างอุปกรณ์สวมใส่ เพื่อติดตามค่าสัญญาณชีพต่างๆ ท้ายที่สุด คือ Personalized Medicine หรือการแพทย์เฉพาะบุคคล ซึ่งหัวใจสำคัญที่จะปลดล็อกเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นได้จริงและเข้าถึงได้ง่ายในราคาที่ถูกลง ก็คือ AI จะเป็นตัวช่วยสำคัญในการวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาล
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ที่แข็งแกร่งมากอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นระบบประกันสุขภาพที่ครอบคลุม ซึ่งแม้แต่ในสหรัฐอเมริกาเองยังมีประชากรกว่า 10% ที่เข้าไม่ถึงประกันสุขภาพ รวมถึ งโรงพยาบาลไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล (JCI) เป็นจำนวนมาก และบุคลากรทางการแพทย์ที่มีฝีมือระดับโลก ที่ผู้ป่วยสามารถหาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคิวนานเป็นเดือนเหมือนในหลายประเทศ
“สิ่งที่ไทยยังขาด คือ การสร้างนวัตกรรมทางการแพทย์ของตนเอง เพื่อขยับจากแค่คนตรวจคนไข้ ไปสู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมการรักษาที่ล้ำสมัย เพื่อยืดอายุขัยและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจ”นพ.ศุภชัยกล่าว
ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เป็นโอกาสทองไทย
เสนอว่า ไทยควรใช้โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งที่มีอยู่เป็นฐาน แล้วดึงนวัตกรรมจากต่างชาติเข้ามาเพื่อเป็น "Time Machine" เร่งสปีดให้ไทยเรียนรู้และสร้างแบรนด์ของตัวเองออกไปขายทั่วโลก นอกจากนี้ ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ยังเป็นโอกาสทองที่ไทยต้องรีบคว้าไว้ เนื่องจากบริษัทในสหรัฐอเมริกาเริ่มมีความกังวลในการลงทุนในจีน และต้องการรักษาทรัพย์สินทางปัญญาไว้
“ไทยสามารถวางตัวเป็นสวิตเซอร์แลนด์แห่งเฮลท์แคร์ ที่เป็นกลางและปลอดภัยสำหรับการทำวิจัยทางคลินิก ( Clinical Trial) ซึ่งไทยมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าสหรัฐฯ ถึง 5 เท่า ด้วยขนาดตลาดอาเซียนกว่า 600 ล้านคน และกำลังซื้อจากกลุ่มที่มีประกันชีวิต ซึ่งเทียบเท่ากับประชากรในรัฐเท็กซัสถึงสองรัฐ ทำให้ไทยกลายเป็น Solution ที่น่าสนใจที่สุดในภูมิภาคนี้ แต่ต้องรีบทำตอนนี้ก่อนที่ประเทศเพื่อนบ้านจะชิงตัดหน้าไปก่อน”นพ.ศุภชัยกล่าว
อาเซียนเฮลท์อินโนเวชันฮับ
ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ที่ดีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ขาดคือ สะพานเชื่อมจึงมีการเปิดตัว โครงการไม่แสวงหากำไรอย่าง ชื่อ "South East Asia Health Innovation Hub" เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างโรงพยาบาล สตาร์ทอัพ เงินทุน และนโยบาย ทั้งจากไทยไปอาเซียน โดยมีเป้าหมายเข้าถึงผู้ป่วย 100 ล้านคนภายใน 3 ปีข้างหน้า และระดับโลกเพื่อดึงดูดเทคโนโลยีและเงินทุนเข้ามาให้คนไทยได้เรียนรู้และสร้างนวัตกรรมของตนเอง โดยทุกภาคส่วนทั้งระบบได้ประโยชน์ยกแผง
“เฮลธ์แคร์น่าจะเป็นเรือธงที่ประเทศจะต้องเหยียบคันเร่งเต็มสปีด เราอาจจะได้เป็นเสือตัวที่ 7 กลับมาประเทศไทยและเพิ่มจีดีพีได้อย่างน้อย 5 %” นพ.ศุภชัยกล่าว
ชี้เป้าโอกาสลงทุนเฮลท์เทค
ขณะที่ นายอรุณเทพ แสงวารีทิพย์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม Emetworks สะท้อนว่า นวัตกรรมจำนวนมากมักจะหยุดชะงัก อยู่ที่ขั้นตอนการขออนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง อย. หรือ FDA ซึ่งเป็นปัญหาระดับโลก สิ่งนี้ส่งผลให้เกิดสภาวะ "สมองไหล" เมื่อนักวิทยาศาสตร์เก่งๆ ของไทยต้องนำผลงานไปหาทุนและสร้างความมั่งคั่งในต่างประเทศ เพราะในบ้านเราไม่เปิดรับ
“ในเรื่องนวัตกรรมภาครัฐไม่จำเป็นต้องทำเองทั้งหมด แต่ควรวางบทบาทเป็นผู้สร้างเวทีหรือ Sandbox ให้เอกชนเข้ามาทดลองเทคโนโลยีและช่วยกันผลักดันการส่งออกเทคโนโลยีที่ผลิตในไทย อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไม่ควรเอาแต่รอความหวังจากนโยบายภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่คนตัวเล็กตัวน้อยใน Ecosystem ต้องเริ่มขยับ และหาพาร์ทเนอร์เพื่อสร้าง Social Impact ร่วมกัน”นายอรุณเทพกล่าว
ในเชิงโอกาสการลงทุน นายอรุณเทพ ชี้เป้าไปเรื่องฮลท์เทคที่เป็นโอกาสของประเทศไทย คือ 1.บอดีเซ็นเซอร์ ดีไวซ์ โดยต้องมีความร่วมมือกับคนที่มีความรู้และนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด 2. เทคโนโลยีเพื่อช่วยสุขภาพสตรีดีขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มผลตอบแทนการลงทุนสูงกว่าปกติถึง 3 เท่า เนื่องจากผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากกว่าผู้ชาย นอกจากนี้ ยังมีโอกาสในกลุ่มอาหารฟังก์ชัน (Functional Food) ที่ไทยมีศักยภาพสูง แต่ยังติดล็อกด้านข้อกฎหมายที่ต้องรีบแก้ไข





