ดังที่ “กรุงเทพธุรกิจ”ได้นำเสนอ “วิกฤติรพ.ชายแดน”ในตอนที่ 1 ที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่ซ้อนทับของพื้นที่จากเรื่องเรื้อรัง 3 เรื่อง โครงสร้างการเงินของระบบ ที่มีการจัดสรรให้กับรพ.ต่ำกว่าต้นทุนจริง ,การดูแลประชากรไร้สัญชาติหรือรอพิสูจน์สถานะ และหนี้เสียจากค่ารักษาคนข้ามแดน และปัจจัยแทรกจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาอีก 2 เรื่อง ในส่วนของการตัดเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ และราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น จากผลกระทบการสู้รบในตะวันออกกลาง ยิ่งซ้ำเติมให้รพ.ชายเดนต้องเจอกับ “วิกฤติภาวะทางการเงิน”มากขึ้น
แม้เรื่องนี้กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) จะพยายามแก้ไขมายาวนานนับ 10 ปี แต่ดูเหมือนปัญหาจะยังคงอยู่ ทั้งนี้ หนึ่งในแนวทางที่มีการหยิบยกขึ้นมาเสนอเพื่อดูแล “ระบบบสาธารณสุขชายแดน” ระยะยาว คือ “การจัดตั้งกองทุนความมั่นคงสุขภาพ” โดยผ่านเป็นมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 18 ปี 2568
กองทุนความมั่นคงสุขภาพ
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข(สวรส.) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า การสนับสนุนเพื่อดูแลสวัสดิการด้านสุขภาพให้กลุ่มเปราะบางจากแหล่งทุนภายนอกประเทศในปัจจุบันมีความไม่แน่นอน เช่น กรณีที่รัฐบาลสหรัฐตัดสินใจระงับการดำเนินการของสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (USAID) ซึ่งกระทบต่อกลุ่มประชากรอพยพบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา และการแบกรับภาระของหน่วยบริการและบุคลากรสุขภาพของไทย
หนึ่งในกรอบทิศทางนโยบายของประเด็นนี้ อยู่ที่ “การคลังสุขภาพที่ยั่งยืนและพึ่งพาตนเองได้” ซึ่งจะเน้นการระดมทุนภายในประเทศเป็นหลัก เพื่อให้มีงบประมาณที่เพียงพอและมีความยืดหยุ่น เช่น อาจจะมีการตั้ง “กองทุนความมั่นคงทางสุขภาพ” ที่บูรณาการทรัพยากรจากหลายภาคส่วน ทั้งงบประมาณภาครัฐ ภาษีเชิงยุทธศาสตร์ และการมีส่วนร่วมจากภาคเอกชนและประชาสังคม หากประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนเรื่องนี้ได้สำเร็จ ก็จะกลายเป็นภาพพจน์ที่ดีที่จะบอกแก่ผู้คนทั่วโลกว่าประเทศไทยเป็นที่พึ่งพิงให้ผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยาก โดยโรงพยาบาลในประเทศไม่เดือดร้อน
ทั้งนี้ รัฐบาลควรมีการตั้งงบประมาณเพื่อดูแลสุขภาพของผู้ลี้ภัยในแคมป์ทั้งหมด โดยจากการคำนวณเบื้องต้น พบว่าการใช้งบประมาณเพียงปีละประมาณ 200 -300 ล้านบาท ซึ่งจำนวนเงินนี้ถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับศักยภาพทางการคลังของประเทศ และน้อยกว่างบประมาณในโครงการอื่น ๆ อีกมาก แต่ผลที่ได้รับกลับมาคุ้มค่าอย่างยิ่ง และส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีโลก
“การที่รัฐบาลก้าวเข้ามาอุดช่องว่างของงบประมาณ จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงจุดยืนด้านมนุษยธรรมและการเป็นผู้นำด้านสาธารณสุขในภูมิภาคอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยลดความตึงเครียดให้แก่โรงพยาบาลชายแดน ทำให้บุคลากรในพื้นที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องภาระหนี้สินจากการรักษาที่เรียกเก็บเงินไม่ได้ เป็นการดูแลระบบสาธารณสุขชายแดน”นพ.ศุภกิจกล่าว
ประกันสุขภาพคนข้ามแดน
ขณะที่นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า แผนระยะยาวต้องไปดูว่ามีศักยภาพในการรักษาผู้ป่วยคนไทยเท่าไหร่ ศักยภาพดูแลผู้ป่วยต่างประเทศ หรือประเทศเพื่อนบ้านอย่างไร แต่ละพื้นที่มีปัญหาแตกต่างกัน แต่จะไปดูในรายละเอียด ซึ่งคงไม่ใช่แค่ต่างด้าวเท่านั้น เพราะปัจจุบัน รพ.ในกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ทั่วประเทศ ได้ให้บริการผู้ป่วยต่างชาติ ต่างด้าวที่เข้ามาในไทย ซึ่งเก็บเงินไม่ได้ปีละหลายพันล้านบาท เป็นภาระงบประมาณเช่นเดียวกัน
“กำลังมีนโยบายที่จะเข้าไปดูประกันภัย ประกันสุขภาพต่างๆ ที่อยากจะให้ต่างชาติที่เข้ามาต้องจ่ายประกันสุขภาพเพิ่มเติม ส่วนรูปแบบใดจะมีการเผยแพร่ต่อไป ซึ่งพื้นที่ชายแดน มีคนจากประเทศเพื่อนบ้านบางครั้งเจ็บป่วย แต่บางท่านมีประกันสังคม หรือซื้อประกันสุขภาพภาคสมัครใจ แต่มีหลายส่วนเข้ามาแบบเช้าเย็นกลับ และไม่มีประกันสุขภาพ หลายครั้งที่กลุ่มนี้เจ็บป่วยก็เก็บเงินค่ารักษาไม่ได้ ก็ต้องเข้าไปดู” นายพัฒนากล่าว
ส่วนข้อเสนอในการจัดตั้งกองทุนความมั่นคงสุขภาพนั้น นายพัฒนา กล่าวว่า ต้องมองภาพใหญ่ก่อนว่า จะจัดสรรงบประมาณของไทยดูแลอย่างไร เพราะคาบเกี่ยวระหว่างประเทศด้วย หากต้องดูแลต่างชาติ ส่วนงบดูแลคนไทยเป็นภารกิจของกระทรวงฯอยู่แล้ว ในเรื่องกองทุนต้องพิจารณารอบด้าน ต้องแก้เชิงโครงสร้าง ต้องทำไปให้มีทิศทาง” นายพัฒนากล่าว
เปลี่ยนผู้หนีภัยเป็นแรงงาน
อีกหนึ่ง แนวทางที่รัฐบาลขยับในเรื่อนี้ โดยคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 อนุญาตให้ผู้หนีภัยสามารถออกไปทำงานนอกพื้นที่พักพิงได้เป็นกรณีพิเศษ เพื่อเปิดโอกาสให้เข้าสู่ระบบประกันสุขภาพและสามารถดูแลตนเองได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมความยั่งยืนของระบบสุขภาพและลดภาระงบประมาณของภาครัฐในระยะยาว
ในส่วนของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด(สสจ.)ตาก ได้มีการดำเนินการตรวจสุขภาพและส่งเสริมแรงงานออกไปทำงาน ร่วม 1,000 รายแล้วที่สามารถส่งออกไปทำงานในจังหวัดต่างๆ ซึ่งยังมีวัยแรงงานที่อยู่ในศูนย์อีกจำนวนมาก ราว 1 ใน 3 ของประชากรในค่ายผู้ลี้ภัย ฉะนั้น หากสามารถผลักดันได้มากขึ้น ก็จะทำให้มีรายได้ มีพลังในการซื้อประกันสุขภาพของตัวเอง และระบบสาธารณสุขจะได้ใช้รายได้จากส่วนนี้มาจัดบริการที่ดี
แนวทางการแก้ปัญหาสธ.
ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ดำเนินการแก้ปัญหาระบบสาธารณสุขชายแดนในหลากหลายแนวทาง ตั้งแต่การบริหารจัดการงบประมาณกลุ่มบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิในประเทศไทยและงบประมาณในการดูแลสุขภาพ ปีละราว 1,500 ล้านบาท และมีการพัฒนาระบบ HINT ในการบริหารจัดการกรณีคนที่ยังไม่มีสถานะไร้สิทธิ ดึงคนกลุ่มนี้เข้ามาสู่กระบวนการ ในการดูสิทธิที่จะได้รับ เมื่อระบบนี้สำเร็จจะเห็นภาพของคนที่มาใช้บริการว่ามีสถานะ มีสิทธิ มีหลักประกันสุขภาพอย่างไร จะช่วยเติมเต็มและนำสู่การแก้ปัญหาได้
ตั้งศูนย์เรียนรู้สาธารณสุขชายแดน
รวมถึง การตั้งศูนย์การเรียนรู้ทางการแพทย์และสาธารณสุขชายแดนและพื้นที่เฉพาะ สธ. โดยจะดำเนินการทั่วประเทศ 5 แห่ง เช่น รพ.แม่สอด จ.ตาก รพร.สระแก้ว จ.สระแก้ว และ จ.อุบลราชธานี เป็นต้น เพื่อตอบโจทย์ตามภูมิภาค โดยจะมีหลักสูตรการเรียนรู้ เช่น สาธารณสุขชายแดนแม่และเด็ก โรคระบาดชายแดน มีนักศึกษา คนที่สนใจเข้าไปเรียนรู้ และเป็นพื้นฐานความร่วมมือระหว่างนานาประเทศ ในการดูแลประชาการข้ามชาติ และมีองค์กรระหว่างประเทศเข้ามาสนับสนุนร่วมกันเรียนรู้และจัดบริการ อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้อาจได้รับผลกระทบไม่น้อย เมื่อเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศถูกตัดไป
พัฒนาชายแดนตามบริบท
ไม่เพียงเท่านี้ ประเทศไทยมีพื้นที่ชายแดนทั้งหมด 31 จังหวัด การให้บริการเหมือนกัน แต่ชายแดนแต่ละพื้นที่ก็จะมีความแตกต่างกันไป ชายแดนฝั่งเมียนมาก็เป็นรูปแบบหนึ่ง ชายแดนฝั่งลาวก็อีกรูปแบบหนึ่ง การแก้ปัญหาและพัฒนาสาธารณสุขชายแดนจึงขึ้นกับบริบทของแต่ละพื้นที่
ยกตัวอย่าง โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช(รพร.)ท่าบ่อ จ.หนองคาย มีรายได้จากผู้ป่วยชาวลาวที่เข้ามารักษาเป็นหลัก เพราะมีกำลังความสามารถที่จะจ่าย ซึ่งก็จะมีการขยายการการหารือที่จะให้เป็นความร่วมมมือระหว่างรัฐต่อรัฐ ในการกำหนดสิทธิที่จะสามารถมาใช้รักษาพยาบาลในประเทศไทยได้ เป็นต้น
0 รูปแบบ 1 เขต 1 จังหวัด 1 รพ.
ล่าสุด ให้มีการบริหารจัดการทรัพยากรในพื้นที่ ตามแนวทาง “One Region One Province One Hospital” หรือ “1 เขตสุขภาพ 1 จังหวัด 1 รพ.” โดยให้รพ.ขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรเพียงพอเข้าไปช่วยดูแล สนับสนุน รพ.ขนาดเล็ก หรือรพ.ที่ประสบปัญหา อย่างกรณี รพ.อุ้มผาง มีรพ.ในพื้นที่เข้าไปช่วยบริจาคแล้ว 5 ล้าน 10 ล้าน ซึ่ง รพ.แม่สอด ช่วย 10 ล้านบาท เป็นต้น
อนึ่ง ในส่วนของงบประมาณ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง ได้มีการจัดสรรเงินหมวด "ค่าใช้จ่ายสำหรับหน่วยบริการในพื้นที่กันดาร เสี่ยงภัย และจังหวัดชายแดนภาคใต้"มารองรับ แต่เหมือนจะยังไม่เพัียงพอ ซึ่งการแก้ปัญหาภาพรวมที่จะส่งผลต่อภาวะการเงินของรพ.สธ.รวมถึง รพ.ชายแดนด้วย มีการเสนอเรื่อง “ปฏิรูปสปสช.” ปรับระบบบริหารจัดการงบประมาณ ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาต(สปสช.) โดยจะต้องปรับการจัดสรรให้สะท้อนต้นทุนจริง





