ประเทศไทยมี 31 จังหวัดที่เป็นแนวชายแดน ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ คือ เมียนมา 10 จังหวัด ลาว 12 จังหวัด กัมพูชา 7 จังหวัด และมาเลเซีย 4 จังหวัด แต่ละแนวชายแดนมีปัญหาและแนวทางการพัฒนาที่แตกต่างกันไป ขึ้นกับบริบทของพื้นที่ ทั้งนี้ มิอาจปฏิเสธว่า “ระบบสาธารณสุขชายแดนตะวันตก”เผชิญปัญหามากที่สุด จนส่งผลอย่างมากต่อ “ภาวะการเงิน” ของ “รพ.ชายแดน”
“กรุงเทพธุรกิจ” ติดตามและนำเสนอ เรื่อง “ปัญหาของรพ.ชายแดน” มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ทำให้พบประเด็นปัญหาหนักหน่วง โดย“จ.ตาก” พื้นที่เผชิญหนักสุด ไม่เพียงต้องรับสภาพจากปัญหาภายในประเทศ แต่ยังรับผลจาก“ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์” เนื่องจากต้องดูแลถึง “ 3 ค่ายผู้ลี้ภัย”
ณ ปัจจุบันจึงเจอกับวิกฤติ 5 เด้ง โดย 3 เรื่องแรกอาจเรียกว่าเป็น “โรคเรื้อรัง”ที่ยังรักษาไม่หาย ได้แก่ โครงสร้างการเงินของระบบ ที่มีการจัดสรรให้กับรพ.ต่ำกว่าต้นทุนจริง ,การดูแลประชากรไร้สัญชาติหรือรอพิสูจน์สถานะ และหนี้เสียจากค่ารักษาคนข้ามแดน และ2 ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นรุนแรงในปี 2568 และ 2569 จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ คือ การถูกตัดเงินช่วยเหลือดูแลค่ายผู้ลี้ภัยจากต่างชาติ และราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น
โครงสร้างการเงินของระบบ
รพ.ชายแดนประสบกับปัญหา “โครงสร้างการเงินของระบบ” ไม่ต่างจากโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข(รพ.สธ.)อื่นๆ ที่มีเสียงสะท้อนออกมากว่า การจัดสรรงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง ต่ำกว่าต้นทุนจริงในการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะกรณีของผู้ป่วยใน ส่งผลให้รพ.ต้องแบกรับส่วนต่างของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงเอง
เมื่อเปรียบเทียบรายได้-ค่าใช้จ่าย ปี 2567 ของภาพรวมรพ.สธ. พบว่า กองทุนบัตรทอง มีรายได้ 179,855 ล้านบาท ค่าใช้จ่าย 198,335 ล้านบาท จึงมีค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ 110 % ของรายได้ ส่งผลให้ EBITDA ติดลบสูงถึง 18,479 ล้านบาท
แต่ที่ผ่านมารพ.มีรายได้จากอีก 2 กองทุนหลักมาพยุงทางการเงิน คือ กองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ มีรายได้ 55,164 ล้านบาท ค่าใช้จ่าย 43,654 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายน้อยกว่ารายได้ 79 % เป็นบวกที่ 11,510 ล้านบาทและกองทุนประกันสังคม มีรายได้ 24,364 ล้านบาท ค่าใช้จ่าย 22,234 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายน้อยกว่ารายได้ 91 % เป็นบวก 2,130 ล้านบาท
ดูแลประชากรมีปัญหาสถานะ
ขณะที่พื้นที่ชายแดนโดยมาก ประชากรไทยจะรับบริการรักษาพยาบาลภายใต้ “สิทธิบัตรทอง” ที่หนึ่งในวิธีการจัดสรรงบฯให้รพ.คือ “ตามรายหัวประชากรที่มีสัญชาติไทย” ทว่า การให้บริการของ “รพ.ชายแดน” ก้าวข้ามเรื่อง “สัญชาติ” โดยให้การรักษาดูแล “ทุกคนในพื้นที่”
กรณีจ.ตาก มีประชากรต่างด้าวในพื้นที่ราว 426,725 คน คิดเป็น 44 %ของประชากรทั้งหมดของจ.ตาก ในจำนวนนี้มีการขึ้นทะเบียนมีประกันสุขภาพ 143,732 คน และไม่ได้ขึ้นทะเบียน 282,993 คน รวมถึง กลุ่มบุคคลที่มีปัญหาสถานะ หรือ คนไร้สัญชาติ/รอพิสูจน์สถานะด้วย ด้วย “หลักมนุษยธรรม” เมื่อเกิดการเจ็บป่วย “รพ.ในพื้นที่” ต้องให้การช่วยเหลือดูแลรักษา
ประเทศไทยมีการจัดงบประมาณเฉพาะดูแลรักษาพยาบาล กลุ่มบุคคลที่มีปัญหาสถานะช่วง 4 ปี ปี 2564 จำนวน 554,137 คน งบประมาณที่ได้รับราว 1,397 ล้านบาท งบประมาณที่จ่ายจริง ราว 1,575 ล้านบาท ,ปี 2565 จำนวน 604,394 คน งบประมาณที่ได้รับราว 1,148 ล้านบาท งบประมาณที่จ่ายจริง ราว 1,544 ล้านบาท ,ปี 2566 จำนวน 696,522 คนงบประมาณที่ได้รับราว 1,212 ล้านบาท งบประมาณที่จ่ายจริง ราว 1,598 ล้านบาท และปี 2567 จำนวน 731,180 คนงบประมาณที่ได้รับราว 1,513 ล้านบาท
หนี้เสียค่ารักษาของคนข้ามแดน
ไม่เพียงเท่านี้ “รพ.ชายแดน” ยังให้บริการแก่ “คนต่างชาติ”ที่ข้ามแดนมารักษาพยาบาล โดยการเสียค่าใช้จ่ายเองด้วย แต่ความจริงที่เกิดขึ้น คือ “จำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายทางการแพทย์จากประชากรต่างด้าวและผู้ติดตาม” จนกลายเป็น “หนี้เสียของรพ.”
ข้อมูลรอบ 6 ปี ตั้งแต่ 2562-2567 พบว่า ปี 2562 จำนวนราว1,894 ล้านบาท ,ปี 2563 ราว 1,763 ล้านบาท ,ปี 2564 ราว 3,514 ล้านบาท ,ปี 2565 ราว 3,597 ล้านบาท ,ปี 2566 ราว 2,054 ล้านบาท และปี 2567 ราว 2,315 ล้านบาท
เฉพาะในปีงบประมาณ 2567 (ข้อมูล ณ วันที่ 28 ก.พ.2568) แยกเป็นรายชายแดน ดังนี้
- ชายแดนไทย-เมียนมา 76.3 % จำนวนต่างด้าวที่เข้ามารับบริการทั้งสิ้น 570,000 ครั้ง ค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บไม่ได้ 1,800 ล้านบาท
- ชายแดนไทย-กัมพูชา 12 % ต่างด้าวที่เข้ามารับบริการทั้งสิ้น 160,000 ครั้ง ค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บไม่ได้ 277 ล้านบาท
- ชายแดนไทย-ลาว 7.8 % ต่างด้าวที่เข้ามารับบริการทั้งสิ้น 100,000 ครั้ง ค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บไม่ได้ 180 ล้านบาท
- และชายแดนไทย-มาเลเซีย 4 % ต่างด้าวที่เข้ามารับบริการทั้งสิ้น 41,000 ครั้ง ค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บไม่ได้ 93 ล้านบาท
2 ภาวะแทรกซ้อนจากภูมิรัฐศาสตร์
ความวัวไม่ทันหายความควายก็เข้ามาแทรก เมื่อองค์กร International Rescue Committee (IRC) ถูกระงับงบประมาณบางส่วน ที่ใช้ดำเนินงานให้บริการด้านสุขภาพแก่ผู้หนีภัยในพื้นที่พักพิงชั่วคราวที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย โดยการสนับสนุนทั้งหมดจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 มีนาคม 2569 หากไม่มีการขยายระยะเวลา
ขณะที่ประเทศไทย มี 7 ค่ายผู้ลี้ภัยตั้งอยู่ใน 4 จังหวัดแนวชายแดนไทย-เมียนมา จำนวนผู้ลี้ภัย ราว 81,363 คน โดย 3 แห่งอยู่ใน อ.ท่าสองยาง (ศูนย์ใหญ่ที่สุด อ.พบพระ และอ.อุ้มผาง จ.ตาก จำนวนผู้ลี้ภัยมากที่สุด 48,626 คน
นพ.ปุริฉัตร ยิ่งรังสรรค์ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตาก ให้ข้อมูลว่า ช่วง 11 เดือน กุมภาพันธ์–ธันวาคม 2568 มีค่าใช้จ่ายในการส่งต่อผู้ป่วยจากในศูนย์อพยพไปรักษาในรพ. มูลค่าประมาณ 42.1 ล้านบาท เป็นรพ.แม่สอด ราว 9.1418 ล้านบาท ,รพ.แม่ระมาด 7.96 แสนบาท ,รพ.ท่าสองยาง 15.15 ล้านบาท,รพ.พบพระ 7.26 ล้านบาท และรพ.อุ้มผาง 9.05 ล้านบาท
หากต้องดูแลระบบบริการในศูนย์พักพิงอย่างต่อเนื่อง คาดว่าปี 2569 จะต้องใช้งบประมาณราว 72.9 ล้านบาทต่อปี โดยแบ่งเป็น ค่าใช้จ่ายสนับสนุนของเพื่อรักษา/ส่งเสริม/ป้องกัน ราว 6.69 ล้านบาท ,ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลในรพ. 51.7 ล้านบาท ,ค่าใช้จ่ายงบดำเนินงาน 4 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายบุคลากร 10.5 ล้านบาท
วิกฤติพลังงาน
ล่าสุด วิกฤติพลังงานจากการสู้รบในตะวันออกกลาง ผลกระทบเป็นลูกโซ่ไม่เว้นแม้แต่รพ.ชายแดนที่อยู่ห่างไกล ซึ่งไฟฟ้าดับบ่อย หากไฟดับ 1 ชั่วโมง ต้องใช้เครื่องปั่นไฟที่ต้องใช้น้ำมัน เพราะรพ.จะขาดไฟฟ้าไม่ได้ จะกระทบห้อง ICU ห้องผ่าตัด กระทบคนไข้ที่ต้องช่วยชีวิตและต้องใช้เติมรถพยาบาลด้วย เมื่อราคาน้ำมันปรับขึ้น ค่าใช้จ่ายรพ.ยิ่งมากขึ้นตาม ซึ่งรพ.อุ้มผาง จ.ตากเป็นหนึ่งแห่งที่ออกมาสะท้อนถึงเรื่องนี้
“รพ.อุ้มผางมีวิกฤติการเงินมาตลอดหลาย 10 ปี แต่ตั้งแต่ ต.ค.2568 วิกฤติที่สุดใน 35 ปี ยิ่งมาเผชิญภาวะวิกฤติพลังงานจากสงครามยิ่งรับผลกระทบหนัก เดือน เม.ย.2569 จะไม่สามารถจ่ายเงินค่าตอบแทนบุคลากร รพ.ได้แล้ว ส่วนการบริหารจัดการต่างๆ จากเงินที่มีอยู่คาดว่า จะบริหารได้ไม่น่าเกิน 6 เดือนจากนี้” นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผอ.รพ.อุ้มผางกล่าว





