ผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง หรือ ATMPs (Advanced Therapy Medicinal Products) ที่รวมถึง “สเต็มเซลล์" กลายเป็นสิ่งที่ถูกหยิบยกมากล่าวถึงบ่อยครั้งในฐานะนวัตกรรมที่จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าการรักษาโรคที่เคยรักษาไม่ได้ แต่ในความตื่นตัวนี้ กลับมีเส้นบางๆ ระหว่าง "ความก้าวหน้าทางวิทยาศาตร์" กับ "การโฆษณาชวนเชื่อ" ที่ประชาชนจำเป็นต้องใช้วิจารณญาณ
ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ลีลารัศมี กรรมการแพทยสภา ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”ในเรื่องนี้ว่า ผลิตภัณฑ์ ATMPs ยังไม่ค่อยมี เพราะก่อนที่แพทย์จะนำมาใช้กับคนไข้ต้องมั่นใจว่าเกิดประโยชน์จริง แม้ว่าตัวเซลล์ต้นกำเนิดจะมีศักยภาพ แต่หลักฐานเชิงประจักษณ์ในตอนนั้นยังไปไม่ถึงตรงนั้น อย่างข้อมูลเชิงประจักษ์เรื่องการทำให้ข้อเข่าดี หรือหน้าตาเต่งตึง ปัจจุบันยังไม่ถึงจุดนั้น
“เคยได้รับฟีดแบ็คจากคนไข้ว่าเขามีเงินอยากลองสเต็มเซลล์ ซึ่งก็เข้าใจว่าอยากจะลอง แต่บางทีสิ่งที่ท่านอยากจะลองไม่ใช่เรื่องเจ็บป่วยที่สิ้นหวังในการรักษาแล้ว การที่แข็งแรงดีแล้วไปลองอะไรเหล่านี้มันยังไม่ใช่”ศ.เกียรติคุณ นพ.อมรกล่าว
ศ.เกียรติคุณ นพ.อมรกล่าว กล่าวอีกว่า เรื่องสเต็มเซลล์ หรือATMPs ยอมรับว่าเป็นศักยภาพและวิธีการรักษาใหม่ แต่ไม่ใช่เพียงแค่นำเซลล์ต้นกำเนิดอะไรมาไม่รู้แล้วบอกว่าเป็นของตัวเอง แล้วมาเพิ่มจำนวนในห้องปฏิบัติการแล้วนำไปฉีดโดยบอกว่าจะดีขึ้น มันไม่ใช่เช่นนั้น ถึงแม้เซลล์จะมีศักยภาพแต่ต้องทำให้มีสารอะไรบางอย่างมากไปกว่านั้นและตอนนี้ยังไปไม่ถึง
ส่วนตัวที่องค์การอาหารและยา(FDA)ในยุโรป หรือสหรัฐอเมริการับรองแล้วนั้น จะแสดงถึงหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจนเลยว่าช่วยประโยชน์ตรงนั้น ตรงนี้ รักษาคนไข้แล้วผลออกมาเป็นแบบนี้ เป็นสิ่งที่ชัดเจน
“สิ่งที่ไปโฆษณาต่างๆแล้วจะไปเก็บเงินคนไข้ ประชาชนต้องระวังอาจจะหลงเชื่อแล้วขอลองดู ซึ่งไม่ได้ประโยชน์ บางรายโชคไม่ดีก็อาจจะเกิดความสูญเสียได้ อย่างคนไข้บางคนฉีดๆเยอะมากๆ จนเข้าหลอดเลือดจนตัน ถึงเสียชีวิตก็มี”ศ.เกียรติคุณ นพ.อมรกล่าว
ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร กล่าวด้วยว่า ในฐานะที่เป็นแพทย์และองค์กรอย่างแพทยสภา ถ้ามองดูว่าทำให้เกิดประโยชน์จริงพร้อมส่งเสริมสนับสนุนเต็มที่ ซึ่งปัจจุบันสิ่งที่แพทยสภารับรองให้ใช้เซลล์ต้นกำเนิดเป็นมาตรฐานการรักษาแล้ว เช่น การปลูกถ่ายไขกระดูก และการปลูกถ่ายเซลล์ตาตรงกระจก เพราะตาแห้ง
สิ่งนี้มีการทำวิจัยและศึกษามาจำนวนมากจนมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจน ส่งผลให้สถานพยาบาลที่ให้บริการคนไข้ในเรื่องนี้ สามารถเก็บค่ารักษาจากคนไข้ได้ เนื่องจากเป็นมาตรฐานการรักษาแล้ว แต่มีบางเรื่องที่ยังอยู่ในขั้นตอนของการวิจัย ซึ่งตอนนี้ที่แพทยสภาอนุมัติให้ทำวิจัยเรื่องนี้มีอยู่เกือบ20 โครงการ ถ้าอยู่ระหว่างการวิจัยหมายความว่า ผลที่ได้ยังไม่ชัดเจน ยังไม่แน่นอน ยังไม่การันตี
“แพทยสภาจะไม่พูดถึงอะไรที่อยู่ในขั้นวิจัย และถ้าเป็นขั้นของการวิจัย คนที่ไปใช้สเต็มเซลล์ , ATMPs ก็ต้องฟรี ไปเก็บเงินเขาไม่ได้ และต้องอธิบายให้เขาฟัง เช่นว่า มีATMPs ได้มาจากไขมันหรืออะไรของตัวเองก็แล้วแต่ นำมาทำแบบนั้นแบบนี้ แล้วอาจจะเกิดแบบนั้นแบบนี้ มีผลดีอย่างไร อาจจะมีผลเสียหรืออันตรายอย่างไร เพื่อให้คนตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมวิจัยหรือไม่ ค่าใช้จ่ายต้องฟรี เพราะเขายอมเสี่ยงเข้าร่วม รวมถึงต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิด และการฉีดนี้ก็ไม่ใช่จะปลอดภัย 100 % ถ้าโชคไม่ดีอาจจะถึงเสียชีวิตได้”ศ.เกียรติคุณ นพ.อมรกล่าว
ถามถึงกรณีการใช้สเต็มเซลล์รักษาข้อเข่าเสื่อม ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร กล่าวว่า ส่วนตัวดูงานวิจัยมาจำนวนมาก ไม่ใช่มโนแล้วพูดไปเอง แต่ค้นคว้ามากเรื่องข้อเข่าเสื่อมว่ามีงานวิจัยต่างๆมากน้อยอย่างไร โดยเป้าหมายของเรื่องนี้ต้องการไปซ่อมเซลล์ที่เสียไปแล้ว ไปปิด เคลือบผิวที่ขรุขระเสีย ให้ออกมาเป็นข้อที่ดีแล้วสามารถเดินได้
หมายความว่าต้องมีเซลล์งอกออกมาได้ ไม่ใช่ฉีดเข้าไปเพื่อบรรเทาอาการบางอย่าง ซึ่งตัวที่ฉีดๆกันเป็นเพียงแค่การบรรเทาอาการใช่หรือไม่ อย่างพีอาร์พี(PRP)ฉีดแล้วบรรเทาอาการ แล้วจะไปฉีดทำไมในราคาแพงเมื่อกินยาก็ได้ถ้าต้องการผลเพียงบรรเทาอาการ
ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร กล่าวอีกว่า ส่วนที่จะบอกว่าทำให้เซลล์งอกขึ้นจริงนั้น ต้องการหลักฐานเชิงประจักษณ์ ซึ่งตนดูข้อมูลน่าจะในเกาหลีใต้ที่ทำราว 6-7 เดือนก่อน มีการฉีดสเต็มเซลล์เข้าไปในข้อแต่ไม่ได้ฉีดเฉยๆ มีการเจาะรูตรงผิวกระดูกเพื่อฝังตัวสเต็มเซลล์เข้าไปด้วย อย่านึกว่าฉีดแล้วจะงอกติดง่ายๆ มันไม่ง่ายอย่างที่คิดกับการที่จะให้เซลล์เข้าไปงอก เคลือบแล้วก็ปิดให้ใช้งานได้
“ ณ ขณะนี้ ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย ได้ทบทวนข้อมูลทางวิชาการอย่างมาก และระบุว่ายังไม่สามารถออกมาเป็นมาตรฐานในการรักษาได้ ยังไม่มีงานวิจัยมากพอที่จะสนับสนุนแนวทางรักษานี้ แม้บางประเทศอาจจะมีการรับรองบ้างแต่ไม่ใช่บอกว่าเป็นมาตรฐานการรักษา จะมีข้อแม้เงื่อนไขในการใช้ แปลว่ายังไปไม่ถึงสุดทางที่ต้องการให้เป็นมาตรฐานการรักษาที่สามารถเปิดให้บริการแล้วเก็บค่ารักษาได้ จึงต้องติดตามต่อไปก่อน” ศ.เกียรติคุณ นพ.อมรกล่าว
ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร กล่าวด้วยว่า เรื่องสเต็มเซลล์ หรือ ATMPs ที่เป็นเรื่องหลอกๆก็มีอยู่ไม่ใช่น้อย อย่างเช่น เมื่อ 20 กว่าปีก่อน แพทย์จากประเทศหนึ่งไปหลอกบอกว่า ฉีดเซลล์จากไขกระดูกหนูเข้าไปกล้ามเนื้อหัวใจหนูที่ตายแล้ว ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจหนูงอกขึ้นมาได้ถึง 30 หรือ 60 % จนมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดรับเข้าไปเป็นสตาฟฟ์ ปรากฎว่าถูกหลอกเกือบ 10 ปีกว่าจะปลดออกจากทีม เพราะสิ่งที่พูดมานั้นไม่จริง





