วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

อัปเดต ‘แผนสาธารณสุข’ ฝ่าวิกฤติพลังงาน เตรียมพร้อมบริการ-ยา-การแพทย์ฉุกเฉิน

อัปเดต ‘แผนสาธารณสุข’ ฝ่าวิกฤติพลังงาน เตรียมพร้อมบริการ-ยา-การแพทย์ฉุกเฉิน

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569  ที่ศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข แถลงข่าวความพร้อมดูแลประชาชนด้านการแพทย์และสาธารณสุขในภาวะวิกฤติพลังงานว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ได้วางมาตรการเร่งด่วนใน 3 เรื่อง คือ

1.) เพิ่มบริการเทเลเมดิซีน (Telemedicine) เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางมารับบริการทางการแพทย์ของประชาชน ซึ่งช่วงครึ่งปีงบประมาณที่ผ่านมา (1 ตุลาคม 2568 - 27 มีนาคม 2569) มีผู้ป่วยรับบริการผ่านระบบ Telemedicine รวม 1,374,348 ครั้ง หากเฉลี่ยค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาโรงพยาบาลขั้นต่ำที่ 200 บาทต่อคนต่อครั้ง จะช่วยประหยัดไปได้กว่า 274,869,600 บาท

 ทั้งนี้ ได้ให้บูรณาการร่วมกับระบบการจัดส่งยาผ่าน Health Rider และไปรษณีย์อย่างครบวงจร โดยตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 – 26 มีนาคม 2569 มียอดการจัดส่งยาสะสมสูงถึง 3.6 ล้านรายการ

ไร้แพ็คเกจดาต้า ใช้แอปหมอพร้อมได้

นายพัฒนา กล่าวอีกว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา สธ.ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือ ทรู (TRUE)  เปิดอินเตอร์เน็ตฟรี ให้กับแอป หมอพร้อม แบบไม่จำกัดดาต้า ซึ่งเดิมมีกำหนดเริ่ม ในวันที่ 1 พ.ค. 2569 ขณะนี้กำลังประสานงานเพื่อเร่งรัดการปล่อยสัญญาณมาให้เร็วขึ้น โดยได้รับการตอบรับดี  ขณะนี้อยู่ระหว่างเวิร์คกิ้งทีมกันอยู่

"ตรงนี้แปลว่าแม้ไม่ได้ซื้อแพคเก็จดาต้า ก็ยังสามารถใช้แอปหมอพร้อมได้ และฟังก์ชั่นต่างๆในหมอพร้อมได้ เมื่อสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้อย่างไม่มีข้อจำกัดก็น่าจะสามารถช่วยกระตุ้นการใช้เทเลเมดิซีน ลดค่าใช้จ่ายประชาชนได้ นอกจากนี้ ยังได้ติดต่อเอไอเอส ( AIS) อย่างใกล้ชิดในการดำเนินการด้วยและมีแนวโน้มว่าจะมีข่าวดีในเร็วๆ นี้"นายพัฒนากล่าว  

สนับสนุนการเติมน้ำมันรถพยาบาล รถกู้ชีพกู้ภัย

2.) สร้างความมั่นใจบริการการแพทย์ฉุกเฉิน กรณีรถพยาบาลรับส่งผู้ป่วย ซึ่งขณะนี้มีรายงานพื้นที่ได้รับผลกระทบปานกลาง 18 จังหวัด คือ ต้องหาสถานีบริการที่ยังมีน้ำมัน แต่ยังให้บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขได้ปกติ โดยสธ.ได้ประสานกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้สนับสนุนการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถพยาบาล รถกู้ชีพกู้ภัย และยานพาหนะสนับสนุนภารกิจทางการแพทย์ของสถานพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่อง

พร้อมทั้งมีช่องทางสนับสนุนการเติมน้ำมันกรณีจำเป็นเร่งด่วน มีจุดประสานงานหรือผู้รับผิดชอบทั้งส่วนกลางและจังหวัด และจัดทำแนวทางปฏิบัติร่วมระหว่างหน่วยงานด้านพลังงานและหน่วยงานด้านสาธารณสุข กรณีเกิดข้อจำกัดด้านการกระจายเชื้อเพลิงในบางพื้นที่ หรือกรณีจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญในการใช้เชื้อเพลิงสำหรับภารกิจช่วยชีวิต รวมทั้งประสานกระทรวงมหาดไทย ให้มีการบริหารจัดการภายในระดับพื้นที่ของแต่ละจังหวัดด้วย

พร้อมเติมสต็อกยาให้รพ.

และ 3.) การสำรองยาและเวชภัณฑ์ ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้จัดตั้ง War room ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมยาและเครื่องมือแพทย์ จากการติดตามสถานการณ์พบว่า ชนิดและปริมาณยาและเวชภัณฑ์ยังมีสำรองเพียงพอ 3-12 เดือน แต่มีปัญหาการขาดแคลนบรรจุภัณฑ์พลาสติกและตัวทำละลาย รวมถึง ความล่าช้าในการขนส่ง แต่อยู่ในระดับที่รับมือได้

สำหรับหน่วยบริการสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำระบบแดชบอร์ดติดตามทั้งระดับโรงพยาบาล จังหวัด และเขตสุขภาพ แบ่งความเพียงพอของยาและเวชภัณฑ์คงคลังเป็น 4 ระดับ ได้แก่ เขียว  มีปริมาณมากกว่า 1.5 เดือน ,เหลือง น้อยกว่า 1.5 เดือน หรือขนส่งล่าช้า ส้ม น้อยกว่า 0.5 เดือน และ แดง  หมดคลัง โดยจะจัดหาเพิ่มเติมตั้งแต่ระดับสีเหลืองและจัดสรรทรัพยากรตั้งแต่ระดับจังหวัด ระดับเขตสุขภาพ และระดับประเทศ กรณีมีแนวโน้มขาดแคลนระดับประเทศ ได้มอบหมายให้องค์การเภสัชกรรม(อภ.)ดำเนินการจัดหา ซึ่งขณะนี้มีการสำรองวัตถุดิบสำหรับผลิตยาไว้ถึง 6 เดือน

เฝ้าระวังยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น 70 รายการ

นอกจากนี้ ยังติดตามและเฝ้าระวังรายการยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น (Watch List)  70 รายการเช่น ยาช่วยชีวิต ยาที่ใช้ในห้องผ่าตัด และยาสำหรับโรคที่จำเป็น เช่น โรคมะเร็ง โรคเรื้อรัง โดยมีการทบทวนรายการยาและเวชภัณฑ์ที่ได้รับแจ้งจากผู้ประกอบการและหน่วยบริการอย่างต่อเนื่อง  อีกทั้ง อย. ยังออกมาตรการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ 2  ฉบับ โดยฉบับแรกอำนวยความสะดวกกรณีแก้ไขเปลี่ยนแปลงแหล่งวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ เปิดช่องทางพิจารณาแบบเร่งด่วน ให้การอนุมัติปรับเปลี่ยนต่าง ๆ รวดเร็ว

และอีกฉบับเป็นการกำหนดมาตรการเชิงรุกร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและภาคีเครือข่าย เน้นพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในพื้นที่ให้ผลิตสินค้าใช้เองและขยายสู่ตลาดได้ และอำนวยความสะดวกในการขออนุญาตผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชน รวมถึง ยังมีมาตรการช่วยเหลือด้านการเงิน โดยจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำของธนาคารของรัฐเพิ่มสภาพคล่องการประกอบธุรกิจ และจัดทำคู่มือการใช้สมุนไพรรอบตัว เพื่อประชาชนใช้ดูแลสุขภาพเบื้องต้น