ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้ข้อมูล เรื่อง “ทำความรู้จัก "BA.3.2" โควิดสายพันธุ์ล่าสุด วิวัฒนาการที่ต้องรู้ทัน แต่ไม่ต้องตื่นตระหนก” ว่า ในช่วงนี้หลายคนอาจจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ย่อยใหม่ที่มีชื่อว่า BA.3.2 หรือ โควิด Cicada BA.3.2 ตามหน้าสื่อต่างๆ และอาจจะเกิดความสงสัยว่าไวรัสตัวนี้คืออะไร มีความรุนแรงแค่ไหน และแตกต่างจากสายพันธุ์ที่เราเคยรู้จักหรือเผชิญมาในอดีตอย่างไรบ้าง
จากการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลล่าสุดพบว่า BA.3.2 เป็นสายพันธุ์ย่อยที่สืบเชื้อสายมาจากสายพันธุ์ โอมิครอน BA.3 ซึ่งเคยระบาดในวงแคบๆ เมื่อช่วงปลายปี 2564 ถึงปี 2565 สิ่งที่น่าสนใจคือสายพันธุ์นี้ได้หายไปจากระบบการเฝ้าระวังถึงสองปีเต็ม ก่อนจะกลับมาปรากฏตัวอีกครั้งพร้อมกับการกลายพันธุ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในส่วนของโปรตีนหนาม (Spike protein) ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปถึง 39 จุดเมื่อเทียบกับบรรพบุรุษของมัน
คาดถือกำเนิดขึ้นในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้
นักวิจัยคาดการณ์ว่าไวรัสสายพันธุ์นี้น่าจะถือกำเนิดขึ้นในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องจำนวนมาก เช่น ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีที่ยังไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม สภาวะดังกล่าวทำให้ไวรัสสามารถแฝงตัวอยู่ในร่างกายของผู้ป่วยได้เป็นเวลานาน และค่อยๆ พัฒนาตัวเองจนเกิดเป็นการกลายพันธุ์ครั้งใหญ่โดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็นในช่วงแรก
เมื่อพูดถึงความแตกต่างของ BA.3.2 กับโควิดสายพันธุ์ก่อนหน้า ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอย่างหนึ่งในระดับพันธุกรรมคือการขาดหายไปของชิ้นส่วนที่เรียกว่า ORF7 และ ORF8 ซึ่งชิ้นส่วนเหล่านี้มักมีบทบาทในการตอบสนองต่อระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ การหายไปของรหัสพันธุกรรมส่วนนี้ทำให้นักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่าอาจส่งผลให้ตัวไวรัสมีความรุนแรงลดลง ซึ่ง
สอดคล้องกับการทดลองในห้องปฏิบัติการที่พบว่า BA.3.2 ทำลายเซลล์เพาะเลี้ยงในระดับที่ต่ำกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม และสายพันธุ์เดลตาอย่างเห็นได้ชัด โดยพบว่าพฤติกรรมการเพิ่มจำนวนและการแพร่กระจายของไวรัสระหว่างเซลล์นั้น แทบจะไม่แตกต่างจากสายพันธุ์โอมิครอนอื่นๆ ที่กำลังระบาดอยู่ในปัจจุบันเลย ดังนั้นในแง่ของความรุนแรงของการก่อโรค ไวรัสสายพันธุ์นี้จึงไม่ได้แสดงสัญญาณว่าจะก่อให้เกิดอาการที่รุนแรงไปกว่าโอมิครอนสายพันธุ์อื่นที่เราคุ้นเคยและมีภูมิคุ้มกันอยู่แล้วระดับหนึ่ง
แต่สิ่งที่ทำให้ BA.3.2 ได้รับการจับตามองเป็นพิเศษคือ ความสามารถในการหลบหลีกระบบภูมิคุ้มกัน จากการนำพลาสมาหรือน้ำเลือดของผู้ที่เคยติดเชื้อโควิดในอดีตมาทดสอบ พบว่าภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการติดเชื้อสายพันธุ์เก่าๆ ก่อนยุคโอมิครอนแทบจะไม่สามารถป้องกันหรือยับยั้งไวรัสตัวนี้ได้เลย แม้แต่นำพลาสมาของประชากรที่เก็บตัวอย่างในช่วงปี 2567 ถึง 2568 ซึ่งน่าจะผ่านการติดเชื้อหรือได้รับวัคซีนมาแล้วมาทดสอบ ก็ยังพบว่าประสิทธิภาพในการยับยั้ง BA.3.2 นั้นลดลงเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นที่ระบาดร่วมกันในขณะนี้
วิวัฒนาการตามธรรมชาติของเชื้อโรค
ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าไวรัสยังคงปรับตัวเพื่อเอาชนะกำแพงภูมิคุ้มกันของมนุษย์ได้อย่างต่อเนื่อง และด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่เริ่มพบการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์นี้ขยายวงกว้างไปยังหลายประเทศทั่วโลกแล้ว จึงเป็นเครื่องย้ำเตือนที่ชัดเจนว่าระบบนิเวศของไวรัสโควิด-19 ยังคงมีวิวัฒนาการอยู่ตลอดเวลา การเฝ้าระวังการกลายพันธุ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงการดูแลรักษาสุขภาพของตนเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ จึงยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่เราทุกคนไม่ควรละเลย
สรุปคือ "ไม่ควรตื่นตระหนก" กับการปรากฏตัวและการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ BA.3.2 แต่เราควรมองไวรัสสายพันธุ์นี้ในรูปแบบของ "วิวัฒนาการตามธรรมชาติของเชื้อโรค" ที่พยายามปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในระบบนิเวศที่มีภูมิคุ้มกันของมนุษย์เป็นกำแพงขวางกั้น แม้ว่าข้อมูลจะระบุว่า BA.3.2 มีความสามารถในการหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น ซึ่งอาจหมายความว่าผู้ที่เคยฉีดวัคซีนหรือเคยติดเชื้อโควิด-19 มาก่อนอาจมีโอกาสติดเชื้อซ้ำได้ง่ายขึ้น
แต่ข้อมูลชี้ว่า พฤติกรรมการทำลายเซลล์และความรุนแรงของมันไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นไปกว่าสายพันธุ์โอมิครอนอื่นๆ ที่เรารับมือกันมาตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยิ่งไปกว่านั้น การขาดหายไปของรหัสพันธุกรรมบางส่วนยังอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ตัวไวรัสมีความรุนแรงลดลง
วัคซีนยังป้องกันสายพันธุ์ B.A.3.2 ได้
ขณะที่ สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ระบุว่า โควิด19 สายพันธุ์ Cicada มีจริง เป็นอีกชื่อหนึ่งของสายพันธุ์ B.A.3.2 ซึ่งเป็น สายพันธุ์ย่อยของโอมิครอน (Omicron subvariant) ตั้งชื่อนี้เพราะพฤติกรรม "โผล่มาหลังเงียบไปนาน" เหมือนแมลง cicada ที่อยู่ใต้ดินนานแล้วโผล่มาทีเดียว แต่ไม่ใช่ไวรัสมาจากจิ้งหรีด
มีรายงานว่าสายพันธุ์ B.A.3.2 ถูกตรวจพบในหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา แต่ในระดับโลก พบว่าสัดส่วนยังต่ำมาก (-1-2% ของสายพันธุ์ทั้งหมด) ยังเป็นสายพันธุ์ที่เฝ้าระวัง (Variant Under Monitoring (VUM))
WHO ระบุว่า ยังไม่พบความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่น แต่พบว่าเป็นสายพันธุ์ก็มีการกลายพันธุ์สูง จึงอยู่ในช่วง "เฝ้าระวัง ไม่ใช่ตื่นตระหนก"
วัคซีนยังป้องกันสายพันธุ์ B.A.3.2 ได้ไหม? คำตอบ: "ได้" โดยเฉพาะป้องกันอาการรุนแรง
สรุป: "สายพันธุ์นี้มีจริง ไม่ได้มาจากจิ้งหรีด อยู่ระหว่างเฝ้าระวัง อย่าให้ข่าวทำให้เราตื่นกลัวเกินเหตุ"





