ความเคลื่อนไหวของแวดวงการศึกษา “แพทยศาสตร์” ในประเทศไทย ด้วยการขยับเปิดหลักสูตรแพทยศาสตร์นานาชาติ หรือ “แพทย์อินเตอร์”ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 7 แห่ง ถูกมองเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ ที่จะเข้ามาช่วยให้ประเทศไทย ขยับสู่เป้าหมายการเป็น “Medical Education Hub หรือศูนย์กลางทางการศึกษาแพทย์” สร้างเครือข่ายสถาบันการศึกษาแพทย์ที่เชื่อมต่อกันเป็นเนื้อเดียวทั่วโลก
ศ. เกียรติคุณ นพ.อมร ลีลารัศมี กรรมการแพทยสภา และประธานวิชาการ ฝ่ายฝึกอบรมและสอบแพทยสภา ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า ปัจจุบันจะเห็นสถาบันผลิตแพทย์ที่มีศักยภาพทยอยเปิดหลักสูตรเหล่านี้มากขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นสถาบันเก่าแก่ที่มีฐานการทำงานมานาน มีความพร้อมที่ค่อนข้างแน่น ซึ่งที่ผ่านมาต้องยอมรับว่ามีนักเรียนไทยจำนวนไม่น้อย ที่ต้องเดินทางไปเรียนแพทย์ที่ต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีนหรือฟิลิปปินส์
เมื่อประเทศไทยมีความสามารถในการเปิดหลักสูตรนานาชาติเองได้ ก็เป็นโอกาสที่ดีในการดึงศักยภาพตรงนี้กลับมา แต่ย้ำว่าคำว่าหลักสูตรนานาชาติ ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนมาใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอนหรือเป็นแค่ English Program เท่านั้น
หัวใจสำคัญ คือ การแลกเปลี่ยนบุคลากร ทั้งอาจารย์แพทย์และนักศึกษา ต้องมีการแลกเปลี่ยนสตาฟฟ์หรืออาจารย์แพทย์ซึ่งกันและกัน หมายความว่าต้องมีการสอนร่วมกันและอาจมีการทำวิจัยร่วมกันด้วย ซึ่งการมีสถาบันคู่สัญญาที่เป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงระดับโลกเข้ามาทำงานร่วมกัน จะช่วยยกระดับทั้งเรื่องการเรียนการสอนและงานวิจัยไปพร้อมกัน
หลักสูตรแพทย์ในไทยมาตรฐานสากล
เรื่องคุณภาพมาตรฐาน ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ให้ความมั่นใจว่า หลักสูตรแพทย์ไทยของสถาบันต่างๆ ขณะนี้ได้รับการรับรองคุณภาพในระดับนานาชาติอยู่แล้ว โดยเฉพาะเกณฑ์มาตรฐานของ WFME (World Federation of Medical Education) ซึ่งหมายความว่านักเรียนแพทย์ที่จบจากสถาบันในประเทศไทยสามารถไปศึกษาต่อเป็นแพทย์ประจำบ้านที่อเมริกาหรือยุโรปได้ ดังนั้น การเปิดหลักสูตรแพทย์อินเตอร์ จึงเป็นการยกระดับชื่อเสียงของประเทศให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ สถาบันที่จะเปิดหลักสูตรแพทย์อินเตอร์ ต้องสำรวจตัวเองว่ามีศักยภาพดีพอหรือไม่ ไม่ใช่ว่าเปิดไปแล้ว แต่ไม่สามารถผลิตแพทย์ที่เก่งและดีออกมาได้ ในส่วนของแพทยสภา ส่งเสริมเรื่องนี้อย่างเต็มที่ เห็นแนวโน้มที่ดีสำหรับสถาบันที่มีฐานแข็งแรง มีอาจารย์และอุปกรณ์ครบถ้วน
ในส่วนของนักศึกษา แม้ตอนนี้ส่วนใหญ่จะยังเป็นคนไทย แต่ในอนาคตไม่ปฏิเสธแน่นอนหากจะมีนักศึกษาต่างชาติสนใจเข้ามาเรียนกับในไทย เหมือนกับสิงคโปร์ที่ทำสำเร็จในการรับนักศึกษาจากทั่วโลก
ไม่ปิดกั้นเปิดสอนแพทย์อินเตอร์
ส่วนข้อกังวลที่ว่าการเปิดรับนักศึกษาต่างชาติจะมาแย่งที่เรียนของเด็กไทย ศ.เกียรติคุณนพ.อมร กล่าวว่า แพทยสภาจึงมีนโยบายส่งเสริมให้สถาบันที่มีความพร้อม ทั้งด้านคณาจารย์และอุปกรณ์ครบถ้วน สามารถเปิดหลักสูตรแพทย์นานาชาติได้ ที่จริงแพทยสภาไม่ได้จำกัดตัวเลขตายตัวว่าแต่ละคณะแพทย์ต้องมีนักศึกษาต่างชาติไม่เกิน 10% ซึ่งเมื่อก่อนอาจจะเกรงว่าโรงเรียนแพทย์มีไม่มาก
แต่ ณ วันนี้ที่เรียนให้เด็กไทยมีเหลือเฟือ ไม่ได้เป็นปัญหาตรงนั้นเท่าไหร่ จึงไม่มีความจำเป็นต้องไปปลดล็อกอะไรเป็นพิเศษเกี่ยวกับนักศึกษาต่างชาติ หากสถาบันนั้นๆ มีความพร้อม เพียงแต่สัดส่วนก็ไม่น่าจะสูงเกินไปจนถึงครึ่งหนึ่งของนักศึกษาทั้งหมด
“การขยับตัวในการเปิดหลักสูตรแพทย์อินเตอร์ จึงเป็นการยกระดับและสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ ยิ่งถ้ามีนักศึกษาต่างชาติเข้ามาเรียนมากขึ้น เป็นสัญญาณที่ดีอย่างหนึ่ง เพราะมันแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยในอนาคตอาจไม่ได้เป็นเพียงแค่ Medical Hub หรือศูนย์กลางการรักษาเท่านั้น แต่กำลังจะก้าวไปสู่การเป็น Medical Education Hub หรือศูนย์กลางทางการศึกษาแพทย์”ศ.เกียรติคุณ นพ.อมรกล่าว
วางเป้า Medical Education Hub
ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ฉายภาพเป้าหมายของการเป็น Medical Education Hubว่า คือ การสร้างเครือข่ายสถาบันการศึกษาแพทย์ที่เชื่อมต่อกันเป็นเนื้อเดียวทั่วโลก มองถึงการเป็นโรงเรียนแพทย์เครือข่าย
เช่น สถาบันหนึ่งในไทยมีเครือข่ายกับสถาบันดังในอเมริกา 2 แห่ง ยุโรป 1 แห่ง รวมกันเป็น 3-4 แห่งเสมือนเป็นสถาบันเดียวกัน ส่วนนักศึกษาแพทย์อาจมีการเวียนไปเรียนในแต่ละประเทศ เช่น นักศึกษาจากยุโรปมาเรียนที่ไทย 3 เดือน และนักศึกษาไทยไปเรียนที่อเมริกา
เชื่อว่าด้วยศักยภาพของคณะแพทยศาสตร์ชั้นนำของไทยที่มี MOU กับสถาบันระดับโลกอยู่แล้ว เช่น ศิริราชกับ จะสามารถเห็นภาพเครือข่ายที่ใหญ่ขึ้นได้ภายใน 5 ปีข้างหน้า หากมีการสนับสนุนเรื่องงบประมาณและการเชื่อมโยงความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง
"สิ่งที่จะได้ประโยชน์มหาศาล คือ งานวิจัยที่จะเกิดความรู้ใหม่ๆ ในการรักษาคนไข้ ซึ่งจะเกิดจากการมีเครือข่ายที่เข้มแข็ง การสอนอย่างเดียวเป็นเรื่องเล็ก แต่งานวิจัยและการเชื่อมโยงบริการด้วยเทคโนโลยีอย่าง AI หรือหุ่นยนต์ จะเป็นสิ่งที่ทำให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างแท้จริง"ศ.เกียรติคุณ นพ.อมรกล่าว
ไม่เปิดเสรีแพทย์ต่างชาติมาทำงาน
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกประเด็นระหว่างการเรียนการสอนกับการประกอบวิชาชีพของแพทย์ต่างชาติในไทยออกจากกัน โดยแม้จะส่งเสริมการเรียนการสอนนานาชาติ แต่การที่จะให้แพทย์ต่างชาติเข้ามาเปิดคลินิกหรือทำงานในไทยอย่างเสรีหลังเรียนจบนั้น ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
"เรื่องที่จะให้แพทย์ต่างชาติเข้ามาประกอบวิชาชีพเวชกรรมในไทย อาจจะเป็นคนละเรื่องกับการให้ต่างชาติเข้ามาเรียนแพทย์ในไทย การเข้าเรียนเราส่งเสริมแน่นอน แต่การจะยอมรับให้แพทย์ต่างชาติมาสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เพื่อเปิดคลินิกในไทยนั้น ยังต้องดูว่าความต้องการแพทย์ในบ้านเรา แม้ว่าจะขาดแคลนแพทย์ในบางพื้นที่ แต่ก็ไม่ได้ขาดมากจนต้องนำเข้าแพทย์ต่างชาติมาทำงานแทนแพทย์ไทย"ศ.เกียรติคุณ นพ.อมรกล่าว
ใบอนุญาตชั่วคราว “แพทย์ต่างชาติ”
ในประเด็นการนำเข้าแพทย์ต่างชาติเพื่อรองรับ Medical Hub นั้น ศ.นพ.อมร กล่าวว่า เรื่องนี้จุดยืนชัดเจน หากเป็นแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญสูงมาก มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่แพทย์ไทยยังเข้าไม่ถึง ยินดีต้อนรับเพื่อให้เข้ามาถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับแพทย์ไทยหรือสถาบันผลิตแพทย์ ซึ่งปัจจุบันมีการออกใบอนุญาตชั่วคราวเป็นรายปีอยู่แล้ว สำหรับอาจารย์แพทย์ระดับโลกที่เข้ามาช่วยทำวิจัยหรือสอนวิชาเฉพาะทาง
หรือแพทย์ที่จำเป็นต้องเข้ามาดูแลคนของชาตินั้นๆ เช่น พื้นที่อีอีซี เป็นต้น ที่สำคัญแพทย์ต่างชาติต้องทำงานภายใต้การกำกับดูแลของแพทย์ไทยที่เป็นผู้รับผิดชอบร่วมด้วย เพื่อป้องกันปัญหาทางกฎหมายหรือการฟ้องร้องที่อาจเกิดขึ้นแล้วเขาเดินทางกลับประเทศไปก่อน
“ต้องพิจารณาก่อนว่า สิ่งที่แพทย์ต่างชาติเข้าทำนั้นแพทย์ไทยทำได้หรือไม่ หากแพทย์ไทยทำได้ดีอยู่แล้วและมีค่าใช้จ่ายที่ประหยัดกว่า ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องนำเข้ามา” ศ.เกียรติคุณ นพ.อมรกล่าว





