ทิศทางการศึกษาแพทยศาสตร์ในประเทศไทย กำลังปรับตัวสู่หลักสูตรนานาชาติ หรือ “คณะแพทย์อินเตอร์” ส่วนหนึ่งเพื่อรองรับการขยายตัวของโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งทั่วประเทศเพิ่มขึ้นจากประมาณ 100 แห่งในปี 2557 เป็น 275 แห่งในปี 2568
โดยจำนวนนักเรียนจากน้อยกว่า 50,000 คน เป็น 92,960 คน ช่วยให้นักเรียนไทยในระบบอินเตอร์ มีโอกาสศึกษาต่อในประเทศโดยไม่ต้องไปเรียนต่างประเทศ รวมถึง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล และเป็นฟันเฟืองหนึ่งในการขับเคลื่อนนโยบาย Medical Hub ของไทย
แพทย์อินเตอร์ ยกศักยภาพโรงเรียนแพทย์
ศ.คลินิก นพ.สุวัฒน์ เบญจพลพิทักษ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยล่าสุดที่เปิด “แพทย์อินเตอร์” ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า คำว่านานาชาติต้องมองข้ามไปมากกว่าเรื่องความสามารถทางภาษาอังกฤษเพียงอย่างเดียว
แม้ว่าภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาหลักของโลก และเมื่อความเป็นนานาชาติมาเคาะประตูแล้ว หากคนรุ่นใหม่ยังคงเรียนเพียงหลักสูตรไทยและไม่สามารถสื่อสารกับชาวต่างชาติได้ จะเป็นข้อจำกัดที่ใหญ่มากในการแข่งขันระดับสากล ที่เป็นเรื่องโลกาภิวัตน์ที่โลกมีการเชื่อมต่อกันทั้งหมด
แม้แต่โรงเรียนแพทย์หลักสูตรไทย ก็พยายามปรับตัวอย่างมาก ทั้งการสอดแทรกภาษาอังกฤษในการสอน การออกข้อสอบเป็นภาษาอังกฤษ หรือการให้นักศึกษาฝึกนำเสนอผลงานเป็นภาษาอังกฤษ ดังนั้น การเปิดโรงเรียนแพทย์นานาชาติจึงเป็นแนวโน้มที่ดี ในการยกศักยภาพของโรงเรียนแพทย์ไทยให้ก้าวไปอีกระดับหนึ่ง
เด็กนานาชาติ กลุ่มเป้าหมายหลัก
กลุ่มเป้าหมายหลักของแพทย์อินเตอร์ จะเป็นเด็กที่จบจากโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสัญชาติไทย แต่คุ้นเคยกับระบบการศึกษาแบบอินเตอร์ ซึ่งจะมีข้อจำกัดในการสอบแข่งขันในระบบปกติอย่างของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) หรือ TCAS เพราะรูปแบบการเรียนที่เน้นการคิด วิเคราะห์ ตั้งคำถาม สื่อสารเป็น เข้าใจปัญหา จะแตกต่างจากหลักสูตรไทย ที่เน้นความเข้มข้นทางวิชาการ เพื่อสอบแข่งขันอย่างมาก
“การเปิดหลักสูตรแพทย์นานาชาติจึงเป็นการให้โอกาสลูกหลานไทยที่จบโรงเรียนอินเตอร์ได้เรียนแพทย์ในเมืองไทย โดยไม่ต้องเดินทางไปศึกษาในต่างประเทศ เป็นลูกหลานไทย ที่ได้เรียนเมืองไทย และเป็นแพทย์ในเมืองไทยได้” ศ.คลินิก นพ.สุวัฒน์กล่าว
แพทย์อินเตอร์ ต้องได้ภาษาไทย-อังกฤษ
คุณสมบัติผู้ที่จะเข้าเรียนแพทย์อินเตอร์ คล้ายกับคณะแพทย์อื่นๆ แต่สิ่งที่เน้นต้องสามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทยอย่างดี แม้จะเป็นหลักสูตรนานาชาติ แต่ภาษาไทยยังคงมีความสำคัญมาก เนื่องจากตามข้อบังคับของแพทยสภา โรงเรียนแพทย์ในไทยต้องร่วมมือกับโรงพยาบาลรัฐในการร่วมผลิต จะใช้โรงพยาบาลเอกชนไม่ได้ ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ในโรงพยาบาลรัฐพูดภาษาไทยเป็นหลัก หากนักศึกษาแพทย์สื่อสารไทยไม่ได้ จะเป็นอุปสรรคอย่างมากในการเรียนรู้จากคนไข้
ข้อจำกัดต่างชาติเข้ามาเรียน
นอกจากนี้ การสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมในประเทศไทย ในภาคทฤษฎีจะเป็นภาษาอังกฤษ แต่ในภาคปฏิบัติยังต้องใช้ภาษาไทยในการสื่อสารกับคนไข้จริง และปัจจุบันแพทยสภา ยังไม่อนุญาตให้ผู้ที่ไม่ใช่สัญชาติไทยสมัครสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพในประเทศไทย แม้จะเรียนจบหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิตจากสถาบันในไทย เป็นการพยายามรักษาอาชีพนี้ให้กับคนไทย
จึงเป็นข้อจำกัดที่ทำให้นักศึกษาต่างชาติบางส่วนลังเล เพราะเมื่อจบแล้วต้องกลับไปสอบไลเซนส์ที่ประเทศของตนเอง รวมถึง แพทยสภา จำกัดโควตาการรับนักศึกษาต่างชาติไว้ไม่เกิน 10% ของจำนวนรับทั้งหมดในแต่ละคณะ เช่น หากรับทั้งหมด 30 คน จะเป็นชาวต่างชาติได้ไม่เกิน 3 คน
“หากเป็นชาวต่างชาติที่สนใจมาเรียนแพทย์อินเตอร์ในประเทศไทย ก็ต้องแจ้งเงื่อนไขให้ทราบว่าต้องเรียนรู้ภาษาไทยและสื่อสารให้ได้ก่อนที่จะส่งไปดูคนไข้จริง รวมถึง เมื่อเรียนจบจะไม่สามารถสอบใบประกอบวิชาชีพในประเทศไทยได้ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนนักศึกษาต่างชาติเข้ามาเรียนแพทย์ในประเทศไทยไม่มากนัก เช่น ญี่ปุ่น จีน เมียนมา ” ศ.คลินิก นพ.สุวัฒน์กล่าว
โอกาสงานของแพทย์อินเตอร์
การสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมของผู้ที่สำเร็จการศึกษาแพทย์อินเตอร์ จะต้องสอบข้อสอบเดียวมาตรฐานเดียวกับผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรแพทย์ไทยตามที่แพทยสภากำหนดทุกอย่าง เพราะฉะนั้น เมื่อแพทย์อินเตอร์เมื่อจบออกมาและสอบผ่านเกณฑ์ของแพทยสภา ก็จะมีมาตรฐานเดียวกับแพทย์ที่จบหลักสูตรไทยทุกประการ
และด้วยการเรียนการสอนของนักศึกษาแพทย์จากสถาบันเอกชนจ่ายค่าเรียนเอง 100% ไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล จึงไม่มีข้อผูกพันในสัญญาใช้ทุนเหมือนนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรัฐ
แต่ในทางปฏิบัติ แพทย์จบใหม่เกือบทุกคนยังคงต้องการเข้าสู่ระบบที่เรียกว่า "Intern" หรือแพทย์เพิ่มพูนทักษะ นับเป็นปีที่ 7 หลังจบการศึกษาหลักสูตรแพทย์ 6 ปี ซึ่งตอนนี้ส่วนใหญ่ยังเป็นโรงพยาบาลรัฐภายใต้กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) , กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) หรือโรงพยาบาลของกองทัพ
“การผ่านแพทย์อินเทิร์นเป็นขั้นตอนสำคัญ ที่จะได้รับใบรับรองเพื่อไปสมัครเรียนต่อแพทย์เฉพาะทาง ส่วนตัวมองว่าในอนาคตตลาดงานจะเปิดกว้างขึ้น ทั้งในโรงพยาบาลเอกชน และโรงพยาบาลรัฐเองที่มีแนวโน้มจะรับผู้ป่วยต่างชาติมากขึ้น ซึ่งแพทย์ที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีเยี่ยมจะเป็นที่ต้องการอย่างมาก” ศ.คลินิก นพ.สุวัฒน์กล่าว
ช่วยเสริมนโยบาย "Medical Hub"
ประเด็นว่าแพทย์อินเตอร์จะมาช่วยเสริมนโยบายเมดิคัล ฮับ (Medical Hub)ของประเทศไทย ศ.คลินิก นพ.สุวัฒน์ กล่าวว่า แพทย์หลักสูตรไทยและแพทย์อินเตอร์ต่างช่วยเสริมกันในจุดนี้ เนื่องจากคำว่า Medical Hub มีขอบเขตกว้างมาก ไม่ใช่แค่การรักษาโรคยากๆ ที่ราคาแพงสำหรับคนรวยเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเรื่อง Wellness ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ และ Medical Tourism ที่กำลังเติบโต การมีบัณฑิตแพทย์ที่สามารถสื่อสารและเข้าใจบริบทของชาวต่างชาติได้อย่างลึกซึ้ง จะเป็นจุดแข็งที่ช่วยส่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับนโยบายเมดิคัล ฮับ อย่างแน่นอน
"โกลบอล ด็อกเตอร์" ที่ไม่ทิ้งความเป็นมนุษย์
สำหรับ “เอแบค” ที่ขยับมาเปิดสอนแพทย์อินเตอร์ ศ.คลินิก นพ.สุวัฒน์ กล่าวว่า ภราดา ดร. ประทีป มาร์ติน มีวิสัยทัศน์ที่จะเปิดมานานกว่า 30 ปี ตั้งแต่ปี 2525 เมื่อมีจังหวะที่เหมาะสม รวมถึง การหาพันธมิตรที่เข้าใจระบบการศึกษาแพทย์อย่างถ่องแท้ ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานมาประจวบเหมาะกับแนวโน้มของความเป็นนานาชาติที่เพิ่มขึ้น จึงเป็นช่วงเวลาที่พอดีที่สุดในการขยับมาสู่คณะแพทยศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ เอแบค ใช้ชื่อ "คณะเซนต์ลุค สคูล ออฟ เมดิซีน (Saint Luke School of Medicine)” มุ่งเป้าหมายผลิตบัณฑิตแพทย์ที่มีลักษณะ
1. "โกลบอล ด็อกเตอร์" (Global Doctor) เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว สามารถทำงานในประเทศไทย หรือจะไปทำงานในต่างประเทศก็ได้เช่นกัน โดยเป็นแพทย์ไทยที่สื่อสารกับชาวต่างชาติได้อย่างดีเยี่ยม จึงต้องรู้และเข้าใจทั้งระบบสุขภาพของไทยและระบบสุขภาพของประเทศต่างๆที่สำคัญของโลก ดังนั้น การเรียนการสอนจะไม่จำกัดอยู่แค่ในประเทศไทยอย่างเดียว
“นักศึกษาแพทย์ของเอแบคจะมีโอกาสไปเรียนแลกเปลี่ยนในหลักสูตรแพทย์ของต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ หรือสิงคโปร์ ผ่านเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่งของมหาวิทยาลัยเอแบคที่เป็นนานาชาติอยู่แล้วมายาวนาน” ศ.คลินิก นพ.สุวัฒน์กล่าว
2.การนำความโดดเด่นด้านบริหารธุรกิจของเอแบค มาบูรณาการเข้ากับหลักสูตรแพทย์ จะใช้ความเชี่ยวชาญของคณะบริหารธุรกิจมาสอนนักศึกษาแพทย์ ในมุมของการบริหารจัดการระบบสุขภาพและการสาธารณสุข หวังว่าบัณฑิตจะสามารถพัฒนาระบบสุขภาพของไทยและของชาติอื่นได้ดีกว่าเดิม โดยใช้หลักการบริหารที่เข้มแข็งมาประยุกต์ใช้ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องความรู้ทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว
3.แพทย์ที่สามารถทำงานกับระบบเทคโนโลยี หรือ เอไอ เช่น หุ่นยนต์ผ่าตัด การแพทย์ทางไกล ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกโรงเรียนแพทย์ต้องปรับตัว แต่สิ่งที่เอแบคเน้นย้ำ คือ ธรรมาภิบาล และจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ ต้องการปลูกฝังให้รู้จักการใช้เครื่องมือที่ทันสมัยอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม
4.บัณฑิตแพทย์ของเอแบค จะต้องไม่ทิ้งความเป็นมนุษย์ ในยุคที่มี AI มีเครื่องมือที่แม่นยำจนแทบจะดูเหมือนหุ่นยนต์ ยิ่งต้องเน้นย้ำให้แพทย์ต้องสัมผัสถึงความทุกข์ยาก ความลำบาก และมีความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ป่วย
และ5.โรคต่างๆในยุคหน้า เช่น ผู้สูงอายุมากขึ้น โรคที่มองว่ามากขึ้น โรคความเครียด จิตเวช อยากให้บัณฑิตแพทย์เอแบค สามารถดูแลหรือปรับตัวให้เข้ากับสังคมยุคนี้
“แพทย์ในอนาคตต้องเก่งกว่าแค่เรื่องเทคโนโลยี แต่ต้องสื่อสารความรักและความห่วงใยจนเป็นที่รักของประชาชน ยกตัวอย่างเช่น เมื่อจะนำหุ่นยนต์มาใช้ผ่าตัด แพทย์ต้องสามารถสื่อสารและเตรียมจิตใจของผู้ป่วยที่อาจจะมีความกังวลให้พร้อมและเข้าใจถึงกระบวนการได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งหุ่นยนต์ทำหน้าที่นี้แทนคนไม่ได้” ศ.คลินิก นพ.สุวัฒน์กล่าว
ทั้งนี้ คณะแพทย์อินเตอร์ของม.เอแบค จะเปิดรับนักศึกษารุ่นแรกในปีการศึกษา 2569 ประมาณ 30-32 คน และจะมีการพิจารณาเพิ่มจำนวนภายหลังจากที่นักศึกษารุ่นแรกสำเร็จการศึกษา 6 ปีแล้วอีกครั้ง เนื่องจากต้องการดูผลผลิต และต้องมีกระบวนการทบทวน เรียนรู้ และปรับปรุงอย่างเป็นระบบเพื่อให้ได้คุณภาพตามที่ตั้งเป้าหมาย





