วันพุธ ที่ 25 มีนาคม 2569

Login
Login

'วัณโรคดื้อยาหลายขนาด'ในไทย พบทั้งชนิดรุนแรง-รุนแรงมาก ส่วนใหญ่คนไทย

'วัณโรคดื้อยาหลายขนาด'ในไทย พบทั้งชนิดรุนแรง-รุนแรงมาก ส่วนใหญ่คนไทย

กรมควบคุมโรค เผยพบผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาหลายขนาดในไทย ชนิดรุนแรง ปี 69 เจอแล้ว 21 รายใน 7 จังหวัด ชนิดรุนแรงมาก  5 ราย ใน 5 จังหวัด ส่วนใหญ่เป็นคนไทย  ติดเชื้อดื้อยาได้แม้ไม่ได้เป็นวัณโรคมาก่อน ย้ำรักษาหายขาดได้

จากข้อมูลการรายงานสารสอบสวนโรคพบว่า ผู้ป่วยดื้อยาหลายขนาน ชนิดรุนแรง 21 ราย พบใน 7 จังหวัด โดย 90.5%เป็นคนไทย และ 9.5 %ไม่ใช่คนไทย  ปัจจัยเสี่ยงที่พบจากการรายงาน คือ มีประวัติเคยป่วยเป็นวัณโรคมากก่อน 42.8% มีประวัติสัมผัสผู้ป่วยวัณโรค 14.29% มีประวัติการรักษาล้มเหลว 4.76% ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ 4.76% และมีประวัติการใช้สารเสพติด และดื่มแอลกอฮอล์ 4.76% 

ส่วน "วัณโรคดื้อยาหลายขนาด" ชนิดรุนแรงมาก พบผู้ป่วย 5 รายมีการพบใน 5 จังหวัด เป็นคนไทยทั้งหมด โดยข้อมูลจากการสอบสวนโรค พบปัจจัยเสี่ยงมีประวัติป่วยเป็นวัณโรคมากก่อน 40% และ มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยวัณโรค 40%

นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ และโฆษกกรมควบคุมโรค  กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า  โรควัณโรคมีทั้งชนิดที่ไม่ดื้อยา และชนิดที่ดื้อยา โดยแบ่งเป็นดื้อยาหลายขนาน ชนิดรุนแรง (Pre-XDR-TB) และดื้อยาหลายขนานชนิดรุนแรงมาก (XDR-TB)  เมื่อป่วยเป็นวัณโรคดื้อยารุนแรงแล้วการรักษาจะยากมากขึ้น ใช้เวลารักษานานขึ้น ผลข้างเคียงจากยาอาจจะมากขึ้น

ปี 2569 พบผู้ป่วยดื้อยาหลายขนานรุนแรง 21 ราย แม้ว่าแนวโน้มจะลดลงจากปีก่อนๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน ส่วนผู้ป่วยดื้อยาหลายขนานรุนแรงมาก จำนวน 5 ราย แม้ว่าจะจำนวนลดลง แต่อย่างไรก็ตาม มีโอกาสที่จะป่วย

“เมื่อก่อนอาจจะเข้าใจว่า วัณโรคดื้อยาหลายขนาน จะตั้งต้นจากการป่วยแบบไม่ดื้อยาแล้วกินยาไม่สม่ำเสมอก็จะเกิดการดื้อยาเกิดขึ้น แต่จริงๆ ไม่เสมอไป  เพราะอาจจะติดวัณโรคชนิดดื้อยาตั้งแต่แรก โดยที่ยังไม่ได้เริ่มรักษาเลย เป็นสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงหลังๆ”นพ.วีรวัฒน์กล่าว

หากมีอาการของวัณโรคให้รีบไปพบแพทย์ เพื่อวินิจฉัยว่าเป็นชนิดไม่ดื้อยา หรือดื้อยาชนิดใด เพื่อรักษาให้ถูกต้อง เพราะการรักษาไม่เหมือนกัน ยารักษาจะใช้แตกต่างกัน กินยาให้ครบกำหนดระยะเวลาการรักษา 

นพ.สุวัฒน์ ย้ำว่า วัณโรคชนิดดื้อและไม่ดื้อยาสามารถรักษาให้หายขาดได้ หากไปพบแพทย์ กินยาสม่ำเสมอตามที่แพทย์แนะนำ สิ่งสำคัญต้องทำตามแนวทางปฏิบัติ เมื่อป่วยให้หยุดพักอย่างน้อย 2 สัปดาห์ หากเป็นวัณโรคดื้อยา ให้หยุดพักจนกว่าแพทย์ตรวจเสมหะ พบว่าหายจากการาเป็นวัณโรคแล้วจึงกลับมาทำงานได้ตามปกติ ผู้ร่วมงานอย่าตีตรา อย่ารังเกียจ และคนในบ้านควรติดตามเอ็กซ์เรย์ปอดเมื่อมีการสัมผัสว่ามีวัณโรคแฝงอยู่หรือไม่

“ที่ทำงาน ที่บ้านต้องจัดการสิ่งแวดล้อมในบ้าน เปิดให้อากาศถ่ายเท หากมีเครื่องฟอกอากาศด้วยก็จะดีมาก เพราะโรคนี้ปล่อยละออง ฟุ้งทางอากาศ ติดง่าย และหากมีเด็กเล็กต่ำกว่า 5 ปี ให้รีบพามาตรวจภายใน 1 เดือน”นพ.วีรวัฒน์ กล่าว

ทั้งนี้ อาการวัณโรค (คนไข้วัณโรคที่ป่วยระยะแรก อาจไม่มีอาการใดๆ)

  1. ไอทุกวันเกิน 2 สัปดาห์
  2. ไอแห้งหรือมีเสมหะ และอามีไอเป็นเลือด
  3. มีไขต่ำๆ อาจเกิดตอนบ่าย ตอนเย็น หรือตอนกลางคืน และอาจมีเหงื่อออกมากผิดปกติตอนกลางคืน
  4. อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ผอมลง
  5. เหนื่อยหอบ เจ็บหน้าอก

เด็กที่ติดเชื้อ ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการของโรค เมื่อทดสอบทูเบอร์คิวลินได้ผลบวก (ซึ่งเป็นการแสดงว่าเด็กติดเชื้อวัณโรค) การตรวจ X-rays ของปอดก็จะไม่พบผิดปกติในระยะแรก ถ้าเด็กมีสุขภาพและภาวะโภชนาการดี โรคจะยังไม่เกิดขึ้นทันทีเมื่อได้รับเชื้อ อาการที่จะพบได้เร็วที่สุดประมาณ 1-6 เดือนหลังติดเชื้อ ที่จะพบได้บ่อย คือ มีต่อมน้ำเหลืองโตที่ขั้วปอด ที่คอ และที่อื่นๆ แล้วจึงพบผิดปกติที่ปอดและอวัยวะอื่นๆ

เด็กเกือบทั้งหมดที่เป็นวัณโรคจะเริ่มต้นเป็นจุดที่ปอดก่อน เด็กจะมีไข้ต่ำๆ เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลง บางคนมีอาการไอเรื้อรัง บางคนมีไอซ้อนๆ กันคล้ายไอกรน เด็กโตบางคนอาจบ่นเจ็บหน้าอก และเหนื่อยหอบ ถ้าเป็นมากจะมีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด ส่วนในเด็กโตจะเริ่มด้วยอาการเป็นไข้ 1-2 สัปดาห์ ปวดศีรษะ อาเจียน คอแข็ง ซึมมากจนถึงไม่รู้สึกตัว บางรายอาจมีอาการชัก มีอัตราตายสูงและมีความพิการเหลืออยู่ถ้าได้รับการรักษาช้า

การป้องกันวัณโรค

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่กำลังมีอาการไอ และยังไม่ได้รับการรักษาด้วยยารักษาวัณโรค
  • ในผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการ โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี ที่ตรวจได้ผลทูเบอร์คิวลินบวกแพทย์จะพิจารณาให้ยาป้องกัน Isoniacid นาน 2-3 เดือน
  • ให้วัคซีน BCG ป้องกัน ในประเทศที่มีโรควัณโรคชุกชุม องค์การอนามัยโลกแนะนำให้เริ่มให้ BCG วัคซีนตั้งแต่แรกเกิด วัคซีน BCG ถึงแม้จะมีประสิทธิผลแตกต่างกันจากการศึกษาในที่ต่างๆ ตั้งแต่ต่ำกว่า 50  % ไปจนถึง 80 % แต่ที่ได้ผลชัดเจน คือ ป้องกันวัณโรคชนิดรุนแรงแบบแพร่กระจาย และวัณโรคเยื่อหุ้มสมอง ในประเทศไทยให้วัคซีน BCG เมื่อแรกเกิด