จากสถานการณ์ระบาดของโรคไข้กาฬหลังแอ่น ที่มณฑลเคนต์ (Kent) ประเทศอังกฤษ โดยมีผู้ป่วยสะสม 29 ราย กลุ่มอายุ 16-24 ปี ค่ามัธยฐานอายุ 19 ปี โดยสายพันธุ์ที่พบ คือ Neisseria meningitidis ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุ ไข้กาฬหลังแอ่น มีอยู่หลาย Serogroup โดยที่อังกฤษเป็น SerogroupB หรือ MenB มีผู้เสียชีวิต 2 ราย
เมื่อวันที่ 24 มี.ค.2569 พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวถึงสถานการณ์โรคไข้กาฬหลังแอ่น ในงานแถลงข่าว "มีนาใส่ใจ รู้ทันโรคและภัยหน้าร้อน" ว่า สำหรับประเทศไทย ไม่ใช่โรคใหม่ โดยข้อมูล 10 ปีย้อนหลัง เราพบไข้กาฬหลังแอ่นทุกปีประมาณ 20 คนต่อปี โดยปี 2568 มีผู้ป่วยมากขึ้นอยู่ที่ 39 ราย ที่ต้องระวังคือ เมื่อรับเชื้อแล้วจะเสียชีวิตเร็วภายใน 24-48 ชั่วโมง แม้ได้รับการรักษา โดยเฉพาะรับยาปฏิชีวนะช้า
ปี 69 ไทยป่วย 5 ราย เสียชีวิต 3 ราย
ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-17 มี.ค.2569 มีผู้ป่วยสะสม 5 ราย มีผู้เสียชีวิต 3 ราย อัตราป่วยตาย 60 % ไม่พบรายงานการระบาดเป็นกลุ่มก้อน กลุ่มผู้ป่วยพบมากอยู่ที่อายุ 0-4 ปี, 40-49 ปี และ 20-29 ปีตามลำดับ
“ในประเทศไทยพบผู้ป่วยไข้กาฬหลังแอ่นทุกปี และผู้เสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 3 ราย มีปี 2568 พบเสียชีวิต 5 ราย โดยอัตราป่วยและเสียชีวิตของประเทศไทยอยู่ที่ 13 % ตัวเลขใกล้เคียงประเทศอื่นๆ ที่ระบาดทั่วโลก”พญ.จุไรกล่าว
สายพันธุ์ไข้กาฬหลังแอ่นในไทย
สายพันธุ์ของเชื้อไข้กาฬหลังแอ่นที่ตรวจพบในประเทศไทยปี 2560-2569 ช่วง 10 ปีพบเชื้อ SerogroupB หรือสายพันธุ์ B เป็นสายพันธุ์หลักอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงปี 2560-2565 พบ 8 ราย จากทั้งหมด 18 ราย คิดเป็น 44 % ส่วนปี 2566 พบ 9 ราย จากทั้งหมด 9 ราย และปี 2568 พบ 7 ราย จากทั้งหมด 8 ราย และยังคงตรวจพบต่อเนื่องในปี 2569 อีก 2 รายจากทั้งหมด 3 ราย ยังเป็นสายพันธุ์ B สายพันธุ์เดียวกับมณฑลเคนต์ ทั้งนี้ยังพบสายพันธุ์อื่นๆ เช่นกันแต่น้อยกว่า
สำหรับข้อมูลผู้ป่วยโรคไข้กาฬหลังแอ่นปี 2569 จำนวน 5 ราย เป็นเพศชาย 4 ราย และเพศหญิง 1 ราย เป็นคนสัญชาติไทยทั้งหมด โดยข้อมูลผู้เสียชีวิต 3 ราย พบว่าเป็นเพศชาย 2 ราย เพศหญิง 1 ราย โดยชายไทยอายุ 47 ปี จ.น่าน เพศหญิงอายุ 23 ปี จ.อุดรธานี และรายล่าสุดทารกแรกเกิดชายไทย จ.นนทบุรี ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิต 2 รายที่เป็นผู้ใหญ่ พบสายพันธุ์ B ซึ่งพบได้บ่อย แต่ทารกชายอายุ 7 เดือนนั้น เป็นสายพันธุ์ SerogroupY ซึ่งพบได้ในไทยแต่พบได้น้อย
“โรคนี้ประมาทไม่ได้ เป็นโรคจากเชื้อแบคทีเรีย มี 13 Serogroup แต่ไทยพบบ่อยที่สุดคือ B และ Y ที่อันตรายคือ ทำให้เกิดอักเสบแบบลุกลาม เข้ากระแสเลือดไปเยื่อหุ้มสมองได้ ระยะฟักตัวของโรคนี้ประมาณ 2-10 วัน เฉลี่ย 3-4 วัน โดยการแพร่มาจากละอองฝอย ไอ จาม ใช้สิ่งของร่วมกันลักษณะแพร่เชื้อคล้ายไข้หวัดใหญ่ และโควิด ยังพบว่า 5-10% ของประชากรอาจมีเชื้ออยู่โดยไม่แสดงอาการและอาจเป็นพาหะได้” พญ.จุไร กล่าว
อาการของโรคไข้กาฬหลังแอ่น
อาการของโรค ผู้ป่วยมักจะมีไข้มากก่อน 2-3 วัน มีผื่นขึ้น ลักษณะจ้ำเลือดเหมือนฟกช้ำ มีรูปร่างคล้ายดาวกระจาย มักเป็นช่วงลำตัวส่วนล่าง ขา เท้า กลุ่มเสี่ยง จะมีผู้มีโรคประจำตัว ม้ามทำงานไม่ค่อยดี ผู้มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้อยู่รวมกันในสถานที่แออัด เด็กเล็ก ต่ำกว่า 5 ปี มีภูมิคุ้มกันไม่สมบูรณ์
พญ.จุไร ย้ำว่า ประเทศไทยไม่ได้มีการระบาดเหมือนในอังกฤษ และเคสที่เกิดในไทยไม่เกี่ยวข้องกับการระบาดในอังกฤษ เพียงแต่เตือนว่า ผู้จะเดินทางไปต่างประเทศอาจต้องเช็กข้อมูลก่อน ไม่ว่าจะสหรัฐ ยุโรป อังกฤษ จะพบเชื้อนี้ได้เรื่อยๆ จึงขอให้ประชาชนตระหนัก แต่อย่าตระหนก การเดินทางไปประเทศที่มีรายงานพบเชื้อหรือระบาดบางพื้นที่ ต้องระวังและปฏิบัติตัวป้องกันอย่างเคร่งครัด เช่น สวมหน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงใช้ของร่วมกัน หรือสถานที่แออัด รักษาสุขอนามัย เป็นต้น
วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่น
พญ.จุไร กล่าวอีกว่า การฉีดวัคซีนด้วยจำนวนผู้ป่วยของไทยยังน้อย จึงไม่แนะนำในกลุ่มคนทั่วไป แต่จะแนะนำกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น ผู้ที่มีโรคบางอย่างที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน ผู้ใช้ยากดภูมิ อาจพิจารณาเพิ่มเติมในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ผู้เดินทางแสวงบุญ (ฮัจย์/อุมเราะห์) ที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่ง Serogroup ที่ระบาดจะอยู่ในวัคซีน 4 สายพันธ์ แต่ไม่รวม SerogroupB
ส่วนนักเรียนนักศึกษาจะไปเรียนต่อแนะนำให้ฉีดวัคซีน แต่ต้องดูว่าเป็นวัคซีนชนิดไหน ยังรวมถึงเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการต้องสัมผัสเชื้อโดยตรง และการไปอยู่ในสถานที่ที่มีคนจำนวนมากด้วย
วัคซีนที่มีในประเทศไทย จะมี 2 กลุ่ม คือ 1.วัคซีนรวม 4 สายพันธุ์ Serogroup A C W และ Y และ2. วัคซีนกรุ๊ป B แต่ไทยเราแนะนำวัคซีนกลุ่มที่ 1 ในกลุ่มผู้ไปแสวงบุญ จึงฉีดเฉพาะผู้เดินทาง สามารถติดต่อกรมควบคุมโรค สถาบันบำราศนราดูร และมหาวิทยาลัยมหิดล สภากาชาดไทย มีจำหน่าย
ส่วนวัคซีนกรุ๊ป B ผู้ที่จะเดินทางไปประเทศหรือพื้นที่ที่ระบาดแนะนำพิจารณาฉีดวัคซีนก่อนการเดินทาง ที่คลินิกนักท่องเที่ยว รพ.เวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล
ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนขอให้ปรึกษาแพทย์ก่อน เพื่อได้รับการพิจารณาว่า ต้องฉีดหรือไม่ หรือฉีดอย่างไร





