นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในการประชุมบอร์ด สปสช. เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 มีมติเห็นชอบรายงานผลการดำเนินงานการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ปีงบประมาณ 2568 และมอบหมายให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ตามมาตรา 18 (12) แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545
รายงานดังกล่าวได้สะท้อนภาพรวมการดำเนินงานของระบบบัตรทองในปีที่ผ่านมา ทั้งสถานการณ์ความท้าทายด้านสุขภาพของประชาชน และการบริหารงบประมาณที่ได้รับจัดสรร 2.36 แสนล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นเงินเดือนบุคลากรหน่วยบริการภาครัฐในระบบบัตรทอง 6.8 หมื่นล้านบาท เพื่อสนับสนุนการให้บริการของหน่วยบริการสุขภาพทั่วประเทศ
ทั้งนี้ตลอดปีงบประมาณที่ผ่านมา ประชาชนผู้มีสิทธิบัตรทองสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพตามสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ
- ผู้เข้ารับบริการผู้ป่วยนอก (OPD) จำนวน 28.7 ล้านคน กว่า 185 ล้านครั้ง (ไม่รวมบริการในหน่วยนวัตกรรม)
- และผู้เข้ารับบริการผู้ป่วยใน (IPD) จำนวน 4.4 ล้านคน กว่า 7 ล้านครั้ง
ขณะเดียวกันในส่วนของบริการด้านต่าง ๆ นั้น ได้ดูแลประชาชนเข้ารับบริการอย่างต่อเนื่อง เช่น
- การแพทย์แผนไทยมีผู้รับบริการกว่า 8.8 ล้านคน กว่า 17 ล้านครั้ง
- การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์กว่า 1.6 ล้านคน กว่า 6 ล้านครั้ง
- และบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่มีประชาชนเข้ารับบริการจำนวนมาก อาทิ หญิงตั้งครรภ์ฝากครรภ์กว่า 4.5 แสนคน ประชาชนกลุ่มเสี่ยง 5.7 ล้านคน ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ และประชาชนกว่า 2.4 ล้านคน ได้รับการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งลำไส้ใหญ่
ในกลุ่มผู้ป่วยเฉพาะยังได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง เช่น มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีกว่า 3.25 แสนคน ได้รับยาต้านไวรัส ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังกว่า 1.1 แสนคน ได้รับการบำบัดทดแทนไต ผู้ป่วยมะเร็งกว่า 6.3 แสนคน เข้าถึงการรักษาอย่างมีมาตรฐาน รวมถึงผู้ป่วยจิตเวชกว่า 1.8 ล้านคน ที่ได้รับการดูแลรักษา และผู้มีภาวะพึ่งพิงกว่า 5.4 แสนคน ที่ได้รับการดูแลตามแผน
“การเข้าถึงบริการของผู้ป่วยกลุ่มเฉพาะดังกล่าว ส่งผลให้ผลลัพธ์ด้านสุขภาพของประชาชนมีแนวโน้มดีขึ้น เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวีสามารถกดปริมาณไวรัสได้มากกว่าร้อยละ 86 ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงสามารถควบคุมความดันได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 32 และผู้มีภาวะพึ่งพิงมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง” นายพัฒนากล่าว
นายพัฒนา กล่าวต่อว่า หนึ่งในผลงานสำคัญของระบบบัตรทอง คือโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ ซึ่งทำให้ประชาชน 13.5 ล้านคน เข้ารับบริการรวมกว่า 45.4 ล้านครั้ง ผ่านหน่วยบริการกว่า 2 หมื่นแห่งทั่วประเทศขณะเดียวกันประชาชนยังสามารถเข้าถึงบริการการแพทย์ขั้นสูง เช่น การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์สำหรับผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งตับ และมะเร็งท่อน้ำดี การฝังแร่เฉพาะที่สำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่ตา รวมถึงการฉายรังสีโปรตอนในการรักษาโรคมะเร็ง
ในปีที่ผ่านมายังได้ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ในบัญชีนวัตกรรมไทยให้เป็นส่วนหนึ่งของชุดสิทธิประโยชน์ต่อเนื่อง เช่น ถุงเก็บสิ่งขับถ่ายจากลำไส้และแป้นปิด รากฟันเทียม ชุดกะโหลกเทียมเฉพาะบุคคลแบบ 3D-Printed และเท้าเทียมไดนามิกส์ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมการแพทย์ภายในประเทศและสร้างความยั่งยืนให้กับระบบสุขภาพไทย
ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติยังได้ทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จำนวน 7,767 แห่ง ในการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้กับประชาชนกว่า 40.2 ล้านคน ผ่านกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น (กปท.)
เช่น การจัดรถรับส่งผู้ทุพพลภาพเพื่อเข้ารับบริการสาธารณสุข การจัดการปัญหายาเสพติดในพื้นที่ และการสร้างห้องเรียนปลอดฝุ่น PM2.5 รวมถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลผ่านการจ้างผู้ดูแลผู้ป่วย (Caregiver) เพื่อดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง
สำหรับใน ปีงบประมาณ 2569 มีการพัฒนาสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมหลายรายการ เช่น ธนาคารนมแม่ การคัดกรองโรคกระดูกพรุน การปรึกษาสุขภาพจิต และการรักษาภาวะมีบุตรยาก พร้อมทั้งเดินหน้าพัฒนาการบริหารกองทุนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งการปรับกลไกการจ่ายชดเชยค่าบริการ การเชื่อมโยงระบบข้อมูลสุขภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงการขยายบริการปฐมภูมิและบริการนวัตกรรม เพื่อลดช่องว่างการเข้าถึงบริการของกลุ่มเปราะบาง
“ความสำเร็จของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ปรากฎนี้ เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งกระทรวงสาธารณสุข หน่วยบริการทุกสังกัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคีเครือข่าย ที่ร่วมกันผลักดันให้คนไทยทุกคนมีสุขภาพดีถ้วนหน้าอย่างเท่าเทียม” นพ.จเด็จ กล่าว





