วันที่ 20 มีนาคมของทุกปี เป็น วันอสม.แห่งชาติ สำหรับปี 2569 ประเด็นร้อนแรงที่มีการถูกพูดถึงหลังผ่านการเลือกตั้ง 2569 คือ ข้อกล่าวหา “อาจถูกใช้เป็นกลไกซื้อเสียงในสนามเลือกตั้ง” ถือเป็นการ “สั่นคลอน” จิตวิญญาณอสม.ที่มีฐานรากมาจากการเป็น “จิตอาสา”
อาจถูกใช้เป็นกลไกซื้อเสียงในสนามเลือกตั้ง
เรื่องนี้จุดชนวนความร้อนขึ้น เมื่อนายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวกับทีวีรัฐสภาถึง การเลือกตั้งปี 2569 ว่า พี่น้องประชาชนอาจจะไม่รู้ว่า นักการเมืองใช้หน่วยงานไหน ทุจริตเลือกตั้งได้ดีที่สุด นั่นคือ อสม. ตนได้ทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุข 2 ฉบับ ให้ช่วยควบคุม ปกป้อง อสม.อย่าให้นักการเมืองใช้ อสม.เป็นเครื่องมือในการซื้อเสียง
“สิ่งที่ทำนี้ผิด ฝ่ายที่ดูแล อสม.ต้องดูแล เราต้องไม่ดูดาย องค์กรเหล่านี้ควรยึดถือความถูกต้อง ไม่ย่อท้อ ดูดาย แม้ว่าฝ่ายการเมืองจะทำให้เสียหาย กระทรวงสาธารณสุข ต้องกล้าออกมายืนยันปกป้อง อสม.” นายชวน กล่าว
ห้ามใช้สถานะ อสม.เอื้อประโยชน์ผู้สมัคร
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ นายอมรินทร์ นิ่มนวล ประธานชมรม อสม.แห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า ที่ผ่านมา อสม. มีบทบาทสำคัญร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะแกนนำขับเคลื่อนกิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตยในระดับชุมชน มีบทบาทสำคัญในการรณรงค์ให้ความรู้สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ที่สำคัญ คือ เชิญชวนให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งตามหน้าที่พลเมืองที่ดี ได้ย้ำเตือนสมาชิก อสม. ทุกท่านว่าต้องปฏิบัติหน้าที่โดยเคารพต่อกฎหมายอย่างสูงสุด และห้ามใช้สถานะ อสม. ไปเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้สมัครที่เกี่ยวข้องทางการเมือง
การกล่าวพาดพิงในลักษณะเหมารวมต่อ อสม. อาจส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของพี่น้องอสม.กว่า 1 ล้านคนทั่วประเทศ ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่เพื่อดูแลสุขภาพประชาชนอย่างใกล้ชิดในทุกหมู่บ้านและชุมชน
ชมรม อสม.แห่งประเทศไทย จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความระมัดระวังในการสื่อสารข้อมูลและขอให้สังคมพิจารณาบทบาทที่แท้จริงของ อสม. ซึ่งเป็นพลังสำคัญของระบบสุขภาพชุมชน และเป็นแบบอย่างของการทำงานเพื่อส่วนรวม
จุดเริ่มจากจิตอาสา
ย้อนไปเมื่อปี 2521 หรือราว 48 ปีที่แล้ว การส่งเสริมและพัฒนา “อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.)” ได้ริเริ่มต้นขึ้น ระยะแรกทดลองใน 20 จังหวัด ทุกอำเภอ อำเภอละ 1 ตำบล เรียกว่า “การสาธารณสุขมูลฐาน”
อสม. คือ ประขาชนที่มีจิตอาสา ที่ได้รับการคัดเลือกจากคนในชุมชน เข้ารับฝึกอบรมจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อให้สามารถจัดบริการสุขภาพขั้นพื้นฐานแบบผสมผสานทั้งการส่งเสริมสุขภาพ การควบคุมป้องกันโรค การรักษาพยาบาลเบื้องต้นและการฟื้นฟูสุขภาพ เป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ในการดูแลสุขภาพของตนเอง ครอบครัว และชุมชน
อสม.จึงนับเป็นกำลังสำคัญของระบบสาธารณสุขมูลฐานของประเทศไทย ทำงานจิตอาสา เสียสละและทุ่มเทเพื่อดูแลสุขภาพของประชาชนในชุมชน
อสม. 1 คน ดูแล 10-15 ครัวเรือน
ปัจจุบันอสม.ทั่วประเทศ ราว 1.1 ล้านคน โดยอสม. 1 คน ดูแล 10-15 ครัวเรือน หรือประมาณ 20-30 หลังคาเรือนในพื้นที่หนาแน่น มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค เฝ้าระวังโรค และดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางในชุมชน เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง รวมถึงการรับมือกับสถานการณ์สาธารณภัยด้านสุขภาพต่าง
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อสม. ทั่วประเทศได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความชื่อสัตย์ สุจริต และยึดมั่นในจริยธรรมของอาสาสมัครสาธารณสุข ซึ่งมุ่งมุ่งเน้นการทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนและชุมชนเป็นสำคัญ
จุดเปลี่ยนเมื่อจ่ายค่าป่วยการ
ในช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2521 จนถึง 2551 เรียกได้ว่า ผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่ “อสม.”นั้นมีจิตวิญญาณจิตอาสาที่แท้จริง เนื่องจากเป็นรูปแบบของ “อาสาสมัคร” ที่ไม่ได้มี “เงิน” เป็นค่าตอบแทนใดๆ
- จนเมื่อ ปี 2552 สมัยนายวิทยา แก้วภราดัย เป็นรมว.สาธารณสุข นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี จากพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการระบาดใหญ่ไปทั่วโลกของ “ไข้หวัดใหญ่ 2009” รัฐบาลจึงมีการพิจารณาจ่ายค่าป่วยการให้อสม.เป็นครั้งแรก อัตราคนละ 600 บาทต่อเดือน
- ผ่านมาอีก 10 ปีใน ปี 2561 สมัยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี มีการเพิ่มค่าป่วยการอสม.เป็นการสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ เป็นเดือนละ 1,000 บาทต่อเดือน
- ช่วงปี 2563 ที่มีการระบาดโควิด-19 สมัยนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรมว.สาธารณสุข มีการเพิ่มค่าป่วยการ อสม. เป็นกรณีพิเศษระยะเวลา 30 เดือน เดือนละ 500 บาท ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 - กันยายน 2565 เพิ่มอีกเดือนละ 500 บาท ทำให้ในช่วงเวลาดังกล่าวได้รับรวมเป็นเดือนละ 1,500 บาทต่อคน
- ล่าสุดช่วงมี.ค.ปี 2566 สมัยนายอนุทิน เป็นรมว.สาธารณสุข ครม.ได้เห็นชอบเพิ่มค่าป่วยการอสม.อีกครั้งเป็นเดือนละ 2,000 บาทต่อคนต่อเดือน และให้เริ่มจ่ายอัตราใหม่ตั้งแต่เดือนต.ค.2567
เมื่อวันเวลาเปลี่ยน ความจำเป็นต่างๆต่อการดำรงชีวิตมีมากขึ้น แต่เชื่อมั่นว่าการทำงานด้วย “จิตอาสา” ยังคงฝังอยู่ในราก "จิตวิญญาณของอสม.ทุกคน" แม้ว่าปัจจุบัน การดำเนินงานของอสม.จะมี “ค่าป่วยการ”บรรจุอยู่ในงบประมาณประเทศราวปีละ 24,000 ล้านบาท หากคิดจากฐานอสม. 1 ล้านคน ได้รับอัตราคนละ 2,000 บาทต่อเดือน
สายตานักการเมืองมองจ้องอสม.
และไม่อาจปฏิเสธว่านับตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา อสม.ก็อยู่ใน “สายตา”นักการเมืองที่มาเป็นรมว.สาธารณสุขทุกยุคทุกสมัย สะท้อนผ่านนโยบายต่างๆที่หากไม่เกี่ยวข้องกับการยกระดับ เพิ่มสวัสดิการอสม.โดยตรง ก็มักจะให้อสม.เข้าไปมีบทบาทในนโยบายสำคัญๆเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการ “ส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค ดูแลสุขภาพประชาชนระดับชุมชน”
ความเคลื่อนไหวสำคัญที่ต้องจับตา คือการออก “พ.ร.บ.อสม.” ซึ่งมีการยกร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว รอกการพิจารณาของสภาฯ สาระสำคัญ
1.การกำหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมและสนับสนุน อสม.โดยมีปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน
2.จัดตั้งกองทุนสนับสนุนการปฏิบัติงานของอสม. เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับใช้จ่ายการดำเนินงาน ช่วยเหลือ สงเคราะห์ สวัสดิการ การส่งเสริมสนับสนุน การพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับอสม. โดยกองทุนมีเงินจากรัฐบาล การบริจาค รายได้อื่นๆและผลประโยชน์ที่เกิดจากทรัพย์สิน
3.ระบุถึงสิทธิประโยชน์ เช่น
- มีสิทธิได้รับสวัสดิการช่วยเหลือในการรักษาพยาบาล ค่าห้องพิเศษและค่าอาหารพิเศษ
- มีสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายสำหรับการปฏิบัติหน้าที่
- มีสิทธิได้รับเงินค่าป่วยการสำหรับการปฏิบัติหน้าที่
- มีสิทธิได้รับการเสนอชื่อเพื่อขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
- อสม.และบุตรมีสิทธิได้รับการศึกษาและอบรมในสถาบันการศึกษาสังกัดสธ.หรือหน่วยงานอื่น
- มีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนหรือสิทธิประโยชน์ที่ได้รับตามกฎหมายอื่น เป็นต้น
ล่าสุด ใน งานวันอสม.แห่งชาติประจำปี 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของ อสม.อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งยกระดับ อสม.ยุคใหม่ให้ก้าวสู่การเป็น “สมาร์ท อสม.” ที่มีองค์ความรู้ด้านสุขภาพอย่างรอบด้าน และมีทักษะที่ทันสมัย พร้อมนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือในการเชื่อมความรู้เรื่องสุขภาพไปสู่ประชาชนทุกหลังคาเรือน เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวกรวดเร็วอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
“อสม.เป็นนักรบชุดเทา มั่นใจว่าประเทศนี้ นอกจากบุคลากรสาธารณสุขที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาความเจ็บป่วย ใช้ความรู้ความสามารถทางการแพทย์ พยาบาล เภสัชกรรมศาสตร์ ยังมีพี่น้องอสม.อีกด้วย และเป็นสิ่งที่รัฐบาล กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทยขาดไม่ได้”นายกฯอนุทินกล่าว
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ปีนี้ได้ขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด อสม. เชื่อมต่อเทคโนโลยีกับชุมชน สู่สาธารณสุขยุคพัฒนา มีเป้าหมายยกระดับศักยภาพ อสม. 1.1 ล้านคน ทั่วประเทศ สู่ อสม. ยุคใหม่ ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อาทิ
- การควบคุมป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
- การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ
- การดูแลผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวพึ่งพิงในชุมชน
- การนวดเพื่อสุขภาพ
- ส่งเสริมการใช้แอปพลิเคชันสมาร์ท อสม. และหมอพร้อม Super App ในการดูแลชุมชน
- และพัฒนาทักษะในการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) สามารถใช้เครื่อง AED ได้อย่างถูกต้อง





