วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

เจาะมูลเหตุรัฐ ‘ค้างค่ายา’ 60,000 ล้าน คาดรพ.ขาดทุนสะสมกว่า 17,000 ล้าน

เจาะมูลเหตุรัฐ ‘ค้างค่ายา’ 60,000 ล้าน คาดรพ.ขาดทุนสะสมกว่า 17,000 ล้าน

จากที่กลุ่มอุตสาหกรรมยา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)ขอให้ภาครัฐจ่ายเงินค้างชำระค่ายาที่นานถึง 10 เดือน หรือมูลค่าราว 60,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มความคล่องตัวกระแสเงินสดให้กับภาคเอกชน ที่มีความจำเป็นต้องนำไปสั่งจองวัตถุดิบผลิตยาล่วงหน้า ในภาวการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง และกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ได้มอบหมายให้รพ.ที่มีการค้างชำระเกิน 10 เดือนให้จ่ายอย่างน้อย 4 เดือนก่อน แต่ประเด็นอยู่ตรงที่รพ.มีเงินจะจ่ายหรือไม่ และทำไมรพ.จึงค้างค่ายานานเกิน 3-6 เดือน

พญ.ภาวิณี เอี่ยมจันทน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสระบุรี  และประธานชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป(รพศ./รพท.) ให้สัมภาษณ์ว่า กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) จัดสรรเงินงวดผู้ป่วยนอก (OP)} เงินผู้ป่วยใน( IP) และเงินส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค (PP) ลงไปหมดแล้ว โดยหวังว่าเงินนี้จะนำมาจ่ายหนี้ที่ค้างจ่าย แต่ก็ยังเป็นเพียงชั่วคราว

เพราะกองทุนใหญ่ที่จัดสรรทั้งปี คือ กองทุน IP ซึ่งไม่สะท้อนต้นทุนจริง  ดังนั้น ปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินยังคงมี ส่วนการจ่ายหนี้ค่ายาต่างๆนั้น โรงพยาบาลมีการบริหารจัดการ โดยเมื่อเป็นหนี้จะดำเนินการจ่ายหนี้ให้ได้มากที่สุด

จัดสรรเงินให้รพ.ไม่สะท้อนต้นทุนจริง

การขาดสภาพคล่องทางการเงินของโรงพยาบาลต่างๆ หรือ ปัญหารพ.ขาดทุน เกิดขึ้นมานาน ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งค้างหนี้ค่ายา เวชภัณฑ์ ค่าตอบแทนบุคลากร เนื่องจากเงินค่าบริการ โดยเฉพาะผู้ป่วยในไม่ได้สะท้อนต้นทุนจริง โดยต้นทุนจริงที่เคยมีการศึกษาอยู่ที่ค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ หรือ RW ที่ 13,000 บาท แต่ความเป็นจริงที่ผ่านมา งบผู้ป่วยในได้ไม่ถึง 8 พันบาท เฉลี่ยจ่าย 7 พันบาท จนเป็นปัญหาสะสมทำให้ค้างค่ายา ค้างค่าตอบแทน มีปัญหาขาดสภาพคล่อง

“ปี 2569 ท่านปลัดสธ.ได้หารือกับสปสช. จนมีมติบอร์ดออกมาว่า การันตีงบ IP ที่ 8,350 บาท/AdjRW รวมเงินเดือน ซึ่งท่านปลัดฯ ให้แยกเงินเดือนออกจากงบนี้ ทำให้เห็นว่าตัวเลขที่รพ.จะได้รับเงินจริงๆ อยู่ที่ 3,505 บาท แค่นี้ก็ขาดทุนแล้ว การบริหารในสภาวะเงินแค่นี้ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากต้นทุนใกล้เคียงความเป็นจริงมากว่านี้ก็จะช่วยได้ ซึ่เป้าหมายให้เพิ่ม RW ขึ้นเป็น 10,000 บาท/AdjRW  ถ้าหักเงินเดือนจะเหลือประมาณ 5 พันกว่าบาท แม้จะยังไม่เท่าต้นทุนจริง แต่ก็จะทำให้สภาพคล่องทางการเงินของ รพ.ดีขึ้นกว่าทุกวันนี้” พญ.ภาวิณีกล่าว 

คาดยอดขาดทุนสะสมรวมกว่า 17,143 ล้าน

พญ.ภาวิณี ได้โพสต์ผ่านเฟชบุ๊กถึงข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารงบกองทุนหลักประกันสุขภาพฯด้วยว่า  การบริหารงานของผู้จัดการกองทุนหลักในระบบสุขภาพของประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบสุขภาพ เพื่อให้ระบบสุขภาพมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

แต่ในความเป็นจริง ระบบการบริหารกองทุนยังมีความท้าทายอยู่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงพยาบาลภาครัฐจำนวนมากกำลังประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน ในขณะที่ผู้บริหารกองทุนได้รับรางวัลการบริหารงานดีเด่น จึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินงานอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ทั้งนี้ สถานการณ์วิกฤติเมื่อ รพ. “เลือดไหล” ไม่หยุด ข้อมูลล่าสุด รพ.รัฐ ขาดสภาพคล่อง 51% มี รพ.463 แห่งจาก 901 แห่ง ที่เงินบำรุงติดลบ และ 57 แห่งอยู่ในระดับวิกฤตขั้นสูงสุด ยอดขาดทุนสะสมรวมกว่า 17,143 ล้านบาท เป็นตัวเลขคาดการณ์ความล้มเหลวทางการเงินสะสมภายในเดือน ม.ค.2569 

ปัญหาสะสมเรื้อรัง

“ขณะที่คนทำงานเหนื่อยล้า วิกฤติสมองไหล แพทย์แห่ลาออก 1,200 คนต่อปี จำนวนแพทย์ลาออกพุ่งสูง ทำให้สัดส่วนแพทย์ต่อประชากรไทยต่ำกว่ามาตรฐานสากล และมีเป็นปัญหาสะสมทำให้ค้างค่ายา ค้างค่าตอบแทน มีปัญหาขาดสภาพคล่อง หากไม่ทำอะไร จะไม่ใช่แค่ขาดสภาพคล่อง แต่คือ ภาวะล้มละลายของ รพ.รัฐ”พญ.ภาวิณีระบุ

พญ.ภาวิณี ระบุอีกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นภาพลวงตาของงบประมาณ เงินเพิ่มขึ้น แต่ทำไมรพ.ถึงขาดทุน เพราะสปสช.อ้างว่าเพิ่มงบปี 2569 อีก 13% หรือมากกว่า 7,929 ล้านบาท แต่ความเป็นจริง จ่ายไม่เต็มต้นทุน ต้องแบ่งไปงบหมวดอื่นๆ โดยเฉพาะงบนวัตกรรม หักเงินคืนแบบเหมาเข่ง หักค่าแรง ประชาชนทราบเพียงว่า สปสช.จัดสรรงบเพิ่มขึ้นทุกปี แต่เงินไม่เคยตกถึงหน้าตักรพ.อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย นี่คือ การบริหารที่เหมาะสมหรือไม่

ชง 4 ข้อ กู้ระบบสาธารณสุข

พญ.ภาวิณี กล่าวด้วยว่า ถึงเวลาต้องกู้ระบบสาธารณสุข เบื้องต้น 4 ข้อ  คือ

1.ยกเลิกหักค่าแรง ที่ผ่านมาการหักค่าแรงออกจากงบบัตรทอง ทำให้รพ.ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยหักค่าแรงเพิ่มขึ้นทุกปี ปี 2562 หักค่าแรง 39%  เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งปี 2569 หักสูงถึง 59% ฯลฯ  ผลกระทบทำให้งบ Basic Payment ที่เหลือสำหรับซื้อยาและรักษาผู้ป่วยจริง หดตัวลง

2.จ่ายตามต้นทุนจริง เป็นปัญหามายาวนานต่อเนื่อง เพราะงบถูกนำไปใช้สิทธิประโยชน์อื่น โดยไม่จัดลำดับความสำคัญ อย่างงบขาขึ้นปี 2569 สปสช.อนุมัติงบผู้ป่วยในเพิ่มเพียง 3.5%  แต่กลับทุ่มเงินมหาศาลไปกับกองทุนเฉพาะโรคและนวัติกรรม ที่ยังมีประเด็นการเบิกจ่าย และไม่ได้ช่วยแก้วิกฤตความแออัด จนกระทั่งชมรม รพศ.รพท.ตั้งข้อสังเกตจึงยอมเปลี่ยนแปลง

3. ยุติเรียกเงินคืนแบบเหมาเข่ง สปสช.ปฏิเสธการจ่ายเงินค่ารักษาที่เกิดขึ้นจริง เพราะกระทรวงสาธารณสุขท้วงติงหลายครั้งกรณีการบันทึกเวชระเบียนไม่สมบูรณ์ และใช้สถิติขยายผลเรียกเงินคืนแบบไม่เป็นธรรม ทำลายขวัญกำลังใจคนทำงานที่กำลังขาดแคลน

4.ปรับสมดุลอำนาจบอร์ด คนทำงานไม่มีสิทธิออกเสียง สัดส่วนผู้ให้บริการมีเพียง 2 ใน 30 คนเท่านั้น