วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม 2569

Login
Login

พิษน้ำมัน ‘รถฉุกเฉินการแพทย์’ กระทบ 39 จังหวัด ระดับแดง 1 จ.

พิษน้ำมัน ‘รถฉุกเฉินการแพทย์’ กระทบ 39 จังหวัด ระดับแดง 1 จ.


เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569  ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีรถบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ได้รับผลกระทบจากวิกฤติน้ำมันว่า  กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ได้มีการประชุมคณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (EOC) เพื่อติดตามสถานการณ์และผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เริ่มส่งผลต่อการให้บริการทางการแพทย์ในบางพื้นที่

สำรองน้ำมันให้เพียงพอ 1-2 วัน

ล่าสุด ได้มีการสั่งการไปยังผู้อำนวยการโรงพยาบาลทุกแห่งและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ให้เข้าดำเนินการแก้ไขปัญหาและมอนิเตอร์สถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากแต่ละจุดมีปัญหาที่แตกต่างกันไป แต่ในภาครัฐได้มีการพูดคุยกันว่าในเรื่องของ รถฉุกเฉินและรถกู้ภัยต่างๆ จะต้องลำดับความสำคัญ (Priority) สูงสุดในการดูแล และต้องมีการสำรอง (Reserve) ไว้เพื่อให้พร้อมสำหรับการช่วยชีวิตคน

สำหรับแนวทางการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงของโรงพยาบาลในสังกัดนั้น ได้กำชับให้หน่วยงานจัดเตรียมน้ำมันสำรองให้เพียงพอสำหรับการใช้งานอย่างน้อย 1-2 วัน แต่ย้ำว่าไม่ควรถึงขั้นกักตุนเกินความจำเป็น โดยให้ประสานงานร่วมกับสถานีบริการน้ำมันและคู่ค้าที่ทำธุรกิจร่วมกันเป็นประจำ เพื่อให้ร่วมกันมอนิเตอร์สต็อกน้ำมันให้เพียงพอต่อการเข้าเติมของรถพยาบาลได้

ในส่วนรถของมูลนิธิกู้ภัยต่างๆ จะเข้าหารือกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เพื่อหาข้อสรุปว่าจะมีแนวทางสนับสนุนในด้านใดได้บ้าง เนื่องจากการทำงานของมูลนิธิกู้ภัยเป็นลักษณะของการประสานความร่วมมือ ในด้านงบประมาณคงต้องหารือกันก่อน

พิษน้ำมันกระทบรถฉุกเฉินการแพทย์

ด้านนายพิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวว่า  จากสถานการณ์หลายพื้นที่ขาดแคลนน้ำมัน เกิดจากความกังวลและความตื่นตระหนกของประชาชนทั้งการขาดแคลนน้ำมัน และราคาน้ำมันที่คาดว่าจะสูงขึ้น จากความขัดแย้งและสงครามระหว่างประเทศทำให้เกิดปัญหาในการขนส่งน้ำมันตามช่องทางขนส่งปกติ ทำให้เกิดความต้องการน้ำมันเกินกว่าสถานการณ์ปกติประจำวัน ในขณะที่สถานบริการน้ำมันยังไม่ได้เตรียมการรับมือ ประกอบกับการขนส่งน้ำมันไปยังสถานบริการน้ำมันทั่วประเทศต้องใช้ระยะเวลา ทำให้ไม่ทันต่อความต้องการของประชาชน

“ส่งผลให้น้ำมันไม่เพียงพอต่อความต้องการในช่วงระยะเวลา 2-3 วันที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลยังยืนยันว่ามีน้ำมันเพียงพอ แต่อยู่ระหว่างการขนส่งไปยังสถานบริการน้ำมันต่างๆ คาดว่าสถานการณ์น่าจะดีขึ้นในเร็ววันนี้ และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติการในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะการให้บริการในการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินโดยรถบริการการแพทย์ฉุกเฉิน”นายพิเชษฐ์กล่าว

รถฉุกเฉินการแพทย์ 39 จ.กระทบ

นายพิเชษฐ์ กล่าวอีกว่า ข้อมูล ณ วันที่ 18 มีนาคม 2569  สพฉ. ซึ่งปฏิบัติการภายใต้ศูนย์รับแจ้งเหตุฯ 1669 ทั้ง 80 ศูนย์ทั่วประเทศ รวมทั้งหมด 14,213 คัน เพราะยังมีบางพื้นที่ และบางจังหวัด ไม่มีสถานีบริการน้ำมันปิดให้บริการ หรือไม่มี น้ำมัน ให้เติม ส่งผลให้รถบริการการแพทย์ฉุกเฉินไม่สามารถเติมน้ำมันได้ ทำให้ต้องแจ้งหยุดการให้บริการชั่วคราวโดยจากที่มีการวิเคราะห์สถานการณ์รายวัน จำแนกความรุนแรงจากเบาไปหาหนัก ตั้งแต่ระดับ 0 ถึงระดับ 4  คือ

  • ระดับ 0 ไม่มีผลกระทบ รวม 31 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ กาญจนบุรี ขอนแก่น ฉะเชิงเทรา ตรัง ตราด นครนายก นครราชสีมา นครศรีธรรมราช นนทบุรี นราธิวาส ประจวบคีรีขันธ์ พระนครศรีอยุธยา พังงา พัทลุง ภูเก็ต มุกดาหาร มหาสารคาม ยโสธร ระนอง ราชบุรี ร้อยเอ็ด เลย ลพบุรี ศรีสะเกษ สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สระแก้ว สุราษฎร์ธานี อ่างทอง และ แพร่
  • ระดับ 1 มีผลกระทบเล็กน้อย ยังสามารถบริหารจัดการได้ รวม 22 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร จันทบุรี ชัยนาท ชลบุรี ชุมพร เชียงราย เชียงใหม่ นครพนม นครสวรรค์ พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบุรี ระยอง ลำปาง สตูล สมุทรสาคร สิงห์บุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี อำนาจเจริญ และ อุตรดิตถ์
  • ระดับ 2 มีผลกระทบปานกลาง บางหน่วยปฏิบัติการเริ่มมีข้อจำกัดในการดำเนินการปฏิบัติการ จำเป็นต้องบริหารจัดการทรัพยากรเพิ่มเติม รวม 14 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม น่าน บุรีรัมย์ ปทุมธานี ปราจีนบุรี เพชรบูรณ์ ลำพูน สกลนคร สระบุรี สุรินทร์ หนองคาย อุดรธานี อุทัยธานี และ อุบลราชธานี
  • ระดับ 3 มีผลกระทบมาก กระทบต่อการให้บริการในหลายพื้นที่ แต่ยังสามารถดำเนินการปฏิบัติการได้ รวม 2 จังหวัด สงขลาและหนองบัวลำภู ต้องเดินไปรับน้ำมันต่างพื้นที่ ทำให้ระยะเวลาการตอบสนองเพิ่มขึ้น
  • ระดับ 4 วิกฤต กระทบต่อการให้บริการในหลายพื้นที่ บางหน่วยไม่สามารถปฏิบัติการได้ 1 จังหวัด คือ กาฬสินธุ์ ในเทศบาลตำบลกุดหว้า อบต.นามะเขือ

พิษน้ำมัน ‘รถฉุกเฉินการแพทย์’ กระทบ 39 จังหวัด ระดับแดง 1 จ.
นายพิเชษฐ กล่าวอีกว่า  ในห้วงเวลาที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ หน่วยปฏิบัติการฯ ส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับผลกระทบรุนแรง มีเพียง 3 จังหวัด ที่ได้รับผลกระทบต่อการปฏิบัติงานค่อนข้างมาก ได้แก่ จ.สงขลา หนองบัวลำภู ที่ต้องจำกัดภารกิจ เนื่องจากสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่ปิดให้บริการ

ส่วนจังหวัดที่ได้รับผลกระทบที่สุด ได้แก่ จังหวัดกาฬสินธุ์ สถานีบริการน้ำมันในจังหวัดจำกัดการเติมน้ำมัน ทำให้หน่วยปฏิบัติการของ เทศบาลตำบลกุดหว้า และ อบต.นามะเขือ ไม่สามารถปฏิบัติการได้ ต้องอาศัยหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่ใกล้เคียงมาช่วยลำเลียงผู้ป่วยฉุกเฉิน

ประสานสำรองน้ำมันสำหรับรถฉุกเฉิน

ทั้งนี้  สพฉ.ประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางเฟสบุ๊ก สพฉ. ตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 มีนาคม เพื่อขอความร่วมมือจากสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ อำนวยความสะดวกในการเติมน้ำมันให้กับรถบริการการแพทย์ฉุกเฉินก่อน เพื่อให้เพียงพอในการปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินที่อาจกำลังจะหมดลมหายใจ ให้มีโอกาสกลับมามีลมหายใจอีกครั้งหนึ่ง

สพฉ. ได้เร่งประสานงานไปยังกระทรวงพลังงาน และผู้ให้บริการน้ำมันทั่วประเทศ เพื่อขอ ความร่วมมือในการสนับสนุนจัดเตรียมน้ำมัน หรือสำรองน้ำมันสำหรับเติมให้กับรถบริการการแพทย์ฉุกเฉินในพื้นที่

รวมทั้ง ยังได้ประสานงานผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด และพลังงานจังหวัด ทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อขอให้จัดสรร หรือเตรียมน้ำมันสำรองในแต่ละจุดบริการ หรือสถานีบริการน้ำมันอย่างน้อยขอให้สำรองในพื้นที่ 100 ลิตร เพื่อเตรียมไว้สำหรับรถบริการการแพทย์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะสถานีบริการน้ำมัน ที่อยู่ใกล้กับโรงพยาบาล หรืออยู่ในระดับ ตำบลควรสำรองน้ำมัน อย่างน้อย 50 - 100 ลิตร เพื่อเตรียมการสำหรับรถบริการการแพทย์ฉุกเฉินโดยเฉพาะ สำหรับใช้ในการปฏิบัติงานกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินเร่งด่วน

“รถฉุกเฉินทั่วประเทศขณะนี้มี จำนวน 14,213 คัน มีอัตราการใช้น้ำมันประมาณ 5 ลิตรต่อวันต่อคัน กรณีลำเลียงผู้ป่วย 1 เคสต่อคันต่อวัน เฉลี่ยระยะทางที่ใช้ 30 กิโลเมตรต่อเคส ดังนั้น มีความจำเป็นต้องใช้น้ำมันต่อวันประมาณ 71,065 ลิตรต่อวัน”นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า