วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

พร้อมใช้ 'ยาสมุนไพร' 32 รายการทดแทน ถ้าสู้รบยืดเยื้อกระทบ 'ยาแผนปัจจุบัน' 

พร้อมใช้ 'ยาสมุนไพร' 32 รายการทดแทน ถ้าสู้รบยืดเยื้อกระทบ 'ยาแผนปัจจุบัน' 

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569  นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์กรณีที่ภาคอุตสาหกรรมยาต้องการให้ภาครัฐเร่งชำระหนี้ค้างค่ายาราว 60,000ล้านบาทหรือนานเกิน 10 เดือน ว่า ในส่วนของภาครัฐการชำระเงินต่างๆยายามบริหารจัดการให้มีความคล่องตัวได้มากที่สุด แต่ด้วยภาวะตึงตัวหลายๆอย่างๆ ทำให้การบริหารจัดการยากขึ้น ซึ่งได้หารือกับปลัดกระทรวงสาธารณสุขทุกๆ 2 วัน ตรวจสอบไปยังรพ.ภายใต้สังกัดของรัฐว่า รพ.ใดมีความต้องการการสนับสนุนเรื่องใดหรือไม่

“ยืนยันว่ามอนิเตอร์ใกล้ชิด และจะไม่ทำให้ปัญหาทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการหรือรพ.ต้องทำงานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นทีมไทยแลนด์ด้วยกัน เน้นการส่งเสริมการพูดคุยกันให้มากขึ้น  โดยเฉพาะการจัดหายาจากแหล่งอื่นทดแทน ได้หารือกับเลขาธิการอย.พิจารณาเรื่องการส่งเสริมการขึ้นทะเบียนยาและเวชภัณฑ์ หากต้องจัดหาแหล่งทดแทน เพื่อบริหารจัดการสต็อกยา ขอให้คุยกับอย.โดยตรงถึงความจำเป็น ก็จะร่วมกันทำให้ยาและเวชภัณฑ์ประชาชนไม่ขาดแคลน”นายพัฒนากล่าว 

ถามย้ำว่าภาคอุตสาหกรรมยาต้องการให้รัฐเร่งชำระค่ายาที่ค้างเพื่อเพิ่มความคล่องตัวกระแสเงินสด นายพัฒนา กล่าวว่า พยายามบริหารจัดการใกล้ชิด เข้าใจว่าเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องหันหน้าคุยกัน ว่าทำอย่างไร จะสามารถบรรเทา เพราะฉะนั้น ต้องหันหน้ามาคุยกัน ซึ่งภาครัฐพร้อมสนับสนุนภาคเอกชนอยู่แล้ว

ด้านนพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า โดยปกติรพ.จะจ่ายค่ายาไม่ให้ค้างชำระเกิน 3-6 เดือนตามสัญญา แต่ที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องรพ.ขาดทุนทำให้มีการค้างชำระนานขึ้น อย่างไรก็ตาม  รมว.สาธารณสุขได้มอบหมายให้กำชับลงไปแล้ว กรณีรพ.ที่ค้างชำระ 10 เดือนให้รีบจ่ายอย่างน้อย 4 เดือน เพื่อให้เหลือยอดค้างไม่เกิน 6 เดือน

นพ.สมฤกษ์  กล่าวอีกว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้กำชับเรื่องความมั่นคงทางยาและเวชภัณฑ์เพื่อไม่ให้กระทบต่อการบริการประชาชน โดยมอบหมายให้ อย. ติดตามดูแลระบบสำรองยาและเวชภัณฑ์ทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด

ล่าสุด อย.รายงานว่า วัตถุดิบและยาสำเร็จรูป รวมถึงเวชภัณฑ์ที่จำเป็นสำหรับช่วยชีวิต การผ่าตัดและฉุกเฉิน ยังไม่มีปัญหาขาดแคลน และมีปริมาณสำรองเพียงพอใช้อย่างน้อย 3 เดือน โดยได้จัดทำกรอบรายการยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น 63 รายการ ตามลำดับความสำคัญ เพื่อติดตามปริมาณคงคลังทุกสัปดาห์

พร้อมหาแหล่งวัตถุดิบยาและเวชภัณฑ์สำรองเพิ่มเติม เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งผลิตในพื้นที่ขัดแย้ง ทบทวนการกำหนดราคากลางยาจากการที่ต้นทุนราคายาเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งพิจารณาการใช้ภาชนะบรรจุชนิดอื่นทดแทนพลาสติก หรือหาวิธีฆ่าเชื้อ หากจำเป็นต้องใช้ภาชนะบรรจุซ้ำ เนื่องจากแหล่งผลิตวัตถุดิบพลาสติกส่วนใหญ่อยู่ในตะวันออกกลาง  

และอำนวยความสะดวกในการนำเข้ายาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็นขณะเดียวกันได้ขอความร่วมมือหน่วยบริการทุกแห่งไม่สั่งซื้อยาและเวชภัณฑ์เกินความจำเป็น และเร่งชำระหนี้เวชภัณฑ์ค้างจ่าย เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินในระบบ

“หากสถานการณ์ยืดเยื้อยาวนานจนส่งผลต่อยาแผนปัจจุบัน ให้พิจารณาใช้ยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร 32 รายการทดแทน ซึ่งครอบคลุมในหลายกลุ่มอาการ เช่น กลุ่มอาการไข้หวัด (ฟ้าทะลายโจร/มะขามป้อม) กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อ (เถาวัลย์เปรียง/ครีมไพล) กลุ่มอาการชาจากอัมพฤกษ์-อัมพาต (น้ำมันกัญชา/ตำรับยาทำลายพระสุเมรุ) และกลุ่มอาการนอนไม่หลับ (น้ำมันกัญชา/ศุขไสยาศน์) เป็นต้น”นพ.สมฤกษ์กล่าว 

นพ.สมฤกษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการรับมือวิกฤตพลังงานที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงในสถานพยาบาล ได้กำชับทุกหน่วยงานดำเนินการตามมาตรการประหยัดพลังงาน และให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศประเมินความเสี่ยงและผลกระทบจากวิกฤติน้ำมัน พร้อมจัดทำแผนความต่อเนื่องในการดำเนินการ (BCP) กรณีวิกฤตพลังงานของจังหวัด ตลอดจนเร่งรัดการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้จัดบริการผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง