วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม 2569

Login
Login

รพ.รัฐค้างค่ายา 6 หมื่นล้าน อุตฯ ยาจี้เร่งเคลียร์ ช่วยกระแสเงินสด หลังต้นทุนพุ่ง 20%

รพ.รัฐค้างค่ายา 6 หมื่นล้าน อุตฯ ยาจี้เร่งเคลียร์ ช่วยกระแสเงินสด หลังต้นทุนพุ่ง 20%

ภก.สุรชัย เรืองสุขศิลป์  ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมการรับมือวิกฤติการสู้รบในตะวันออกกลาง ที่จะส่งผลต่อการผลิตยาว่า  อุตสาหกรรมยากำลังเผชิญกับภาวะต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นรอบด้าน 20% โดยเฉพาะต้นทุนด้านโลจิสติกส์ที่พุ่งสูงขึ้น ทั้งการขนส่งวัตถุดิบสารตั้งต้นผลิตยาหรือ API (Active Pharmaceutical Ingredients) จากต่างประเทศ เช่น จีน อินเดีย 

รวมถึง ต้องเผชิญกับการแข่งขันสูง ต้องแย่งชิงภายใต้ต้นทุนที่สูงขึ้นเพื่อให้ได้ของ อีกทั้ง ต้นทุนการขนส่งสินค้าสำเร็จรูปภายในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากราคาเชื้อเพลิง และเรื่องบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติก ซึ่งเป็นผลพวงจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเชื้อเพลิงที่ได้รับผลกระทบจากสู้รบ

รพ.รัฐค้างค่ายา 60,000 ล้าน

ภก.สุรชัย กล่าวด้วยว่า  สิ่งที่ต้องการให้ภาครัฐช่วยเร่งดำเนินการคือ การชำระเงินค่ายาของภาครัฐ ที่ส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดของภาคอุตสาหกรรม โดยมูลค่าการค้างชำระน่าจะประมาณ 60,000 ล้านบาท หากคำนวณจากยอดขายเฉลี่ยของผู้ผลิตภายในประเทศที่มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 80,000 ล้านบาทต่อปี แต่ในขณะนี้ภาครัฐมีการค้างชำระเงินเกินกว่า 10 เดือนแล้ว

“ระยะเวลาการชำระเงินตามปกติที่ภาคธุรกิจสามารถรับได้ และดำเนินกิจการต่อได้ควรจะอยู่ภายใน 240 วัน หรือประมาณ 8 เดือน แต่สถานการณ์จริงในปัจจุบัน พบว่า มีการจ่ายเงินล่าช้าไปกว่า 340 วัน” ภก.สุรชัย กล่าว 

ขอเร่งเคลียร์หนี้ ช่วยกระแสเงินสดอุตฯ

ภก.สุรชัย ย้ำว่า สิ่งที่กลุ่มอุตสาหกรรมยาต้องการไม่ใช่มาตรการสินเชื่อหรือการทำแฟคตอริ่ง(Factoring) ที่เป็นการนำใบเสร็จรับเงินไปค้ำประกันเงินกู้ ซึ่งจะเป็นการซ้ำเติมต้นทุนของผู้ประกอบการให้ย่ำแย่ลงไปอีก แต่สิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการคือ การให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ยาที่ผลิตในประเทศ และเร่งชำระเงินตามปกติให้เท่าเทียมกับที่จ่ายให้กับบริษัทต่างชาติ เพื่อคืนกระแสเงินสดให้ผู้ผลิตนำไปหมุนเวียนและจัดซื้อวัตถุดิบใหม่

“ผู้ผลิตต้องใช้เงินสดในการจอง และจ่ายล่วงหน้า เพื่อให้ได้สินค้ามาผลิตยาให้ต่อเนื่อง  ถ้าไม่มีกระแสเงินสด ก็คงจะไม่มีเงินไปจองวัตถุดิบใหม่ ซึ่งตอนนี้ของที่ผลิตขึ้นมาขายให้กับรัฐ แต่ไม่มีเม็ดเงินคืนกลับมาให้ผู้ผลิตเกิน 3 รอบ  สมมติว่ารอบปกติ 90 วัน แต่ตอนนี้เกิน 270 วันหรือมากกว่า 300 วัน ทำให้ภาคเอกชนมีความลำบากมากในการทำการจัดหาของ เพราะต้องใช้เงินสดในการจอง และจ่ายเงินสดล่วงหน้า เพื่อให้ได้โควตาวัตถุดิบมาผลิตยา”ภก.สุรชัย กล่าว   

ขอ อย.ผ่อนปรนกฎระเบียบ

 ทางกลุ่มอุตสาหกรรมยาได้ยื่นเรื่องต่อภาครัฐ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมอาหารและยา(อย.) เพื่อขอผ่อนปรนกฎระเบียบในการเปลี่ยนแหล่งกำเนิดสารตั้งต้น (API Source) ในช่วงเวลาวิกฤติ เพื่อให้ผู้ผลิตสามารถเปลี่ยนไปซื้อวัตถุดิบจากแหล่งอื่น ที่หาได้ง่ายกว่ามาทดแทนแหล่งเดิม ที่อาจประสบปัญหาการขนส่งหรือสงคราม ซึ่งมาตรการนี้จะช่วยให้ยาเข้าสู่ตลาดได้ทันเวลา และไม่เกิดการขาดแคลน

มั่นใจรักษาราคายาไม่เกินเพดานราคากลาง

ภก.สุรชัย กล่าวอีกว่า  สำหรับสถานการณ์สต๊อกยา  ประชาชนยังไม่ต้องตระหนก เนื่องจากอุตสาหกรรมยังมีความสามารถในการซัพพลายยาได้ต่อเนื่องประมาณ 120 วัน โดยแบ่งเป็นยาสำเร็จรูปที่พร้อมใช้ 60 วัน และสต๊อกวัตถุดิบ API ที่สามารถนำมาผลิตต่อได้อีก 60 วัน อย่างไรก็ตาม กลุ่มน้ำเกลือ และน้ำยาล้างไตอาจมีวงจรสต๊อกที่สั้นกว่าเพียง 90 วัน เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีปัญหา  

“ในส่วนของราคายา อาจจะต้องมีการปรับขึ้นจากต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ผู้ผลิตยังคงพยายามรักษาความมั่นคง ไม่ให้เกินกว่าเพดานราคากลางที่ภาครัฐกำหนดสำหรับยาสามัญทั่วไป แต่ในกลุ่มน้ำเกลือ อาจมีความจำเป็นต้องขยับราคาหากต้นทุนการผลิตพุ่งสูงจนเกินกว่าเพดานราคากลางที่กำหนดไว้”ภก.สุรชัย กล่าว 


หากห้ามส่งออกยา ยิ่งซ้ำเติม

ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมยาไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามที่จะดูแลซัพพลายเชนให้มียาออกสู่ตลาด และมีการประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ภายใน 30 วันข้างหน้า หากพบว่าเหตุการณ์ความไม่สงบระหว่างประเทศส่งผลรุนแรงขึ้น อุตสาหกรรมยาพร้อมดำเนินการจะยกระดับมาตรการขั้นสูงสุด เพื่อให้สามารถมียาใช้ภายในประเทศ จึงไม่อยากให้ประชาชนตกใจ
ถามถึงหากมีการขอให้ชะลอหรือส่งออกยาที่ผลิตในประเทศชั่วคราว ภก.สุรชัย กล่าวว่า  การสั่งห้ามส่งออกยาแบบเหมารวม จะส่งผลเสียต่อประเทศในการสูญเสียรายได้ และเงินทุนหมุนเวียนน้อยลงไปอีก ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้มีคำสั่งหรือข้อกฎหมายออกมาให้ระงับการส่งออกแต่อย่างใด

ควรสนับสนุนผลิต APIในประเทศ

ท้ายที่สุด วิกฤติครั้งนี้เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างความมั่นคงทางยาอย่างยั่งยืน โดยรัฐบาลควรให้ความสำคัญ และสนับสนุนการผลิตสารตั้งต้นทางยาหรือ API ภายในประเทศ แม้ว่าในช่วงแรกอาจมีต้นทุนที่สูงกว่าการนำเข้า แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ถือว่า คุ้มค่าหากเกิดภาวะขาดแคลนยาในระดับโลก

“ไม่มีใครที่จะรัก และดูแลคนไทยได้เท่ากับคนไทย  การสนับสนุนยาที่ผลิตภายในประเทศจึงเป็นรากฐานสำคัญในการฟันฝ่าทุกวิกฤติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต”ภก.สุรชัย กล่าว 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์