อย.ชี้ฉลากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอ้างปริมาณ “โปรตีน” สูงกว่าความจริงมาก ผิดกฎหมายเข้าข่าย “อาหารปลอม” เตรียมเรียกข้อมูลผลตรวจปริมาณโปรตีนในผลิตภัณฑ์ที่ถูกกล่าวอ้าง มาตรวจสอบ
จากกรณีผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สุขภาพรายหนึ่งโพสต์เตือน “โปรตีนขายดีหลักแสนกระปุก แต่ผลตรวจพบโปรตีนเพียง 8.59” จนเพจ Drama-addict โพสต์เรื่องดังกล่าว พร้อมระบุว่า “อย.ควรตรวจสอบประเด็นนี้ เพราะอาจเข้าข่ายฉลากที่ระบุไว้ไม่ตรงกับปริมาณโภชนาการจริง”
เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ว่า ขอขอบคุณที่ผู้ประกอบการร่วมตรวจสอบผลิตภัณฑ์สุขภาพดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ขอให้ความมั่นใจกับผู้บริโภคว่า อย. มีระบบเฝ้าระวังและเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดเพื่อตรวจวิเคราะห์อย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ทั้งนี้ ในกรณีประเด็นโปรตีนผงที่กำลังเป็นข่าว อย.เตรียมประสานผู้เกี่ยวข้องเพื่อขอข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม และจะดำเนินการตรวจสอบตามขั้นตอน เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน และคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเป็นธรรมต่อไป
ภญ.สุภัทรา กล่าวอีกว่า กรณีที่มีการตรวจสอบโดยผู้ประกอบการหรือหน่วยงานอื่นนั้น อย.จะขอข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งวิธีการเก็บตัวอย่าง กระบวนการตรวจวิเคราะห์ และมาตรฐานที่ใช้ เพื่อพิจารณาว่าผลที่ออกมามีความน่าเชื่อถือและเป็นไปตามหลักวิชาการหรือไม่ รวมถึงต้องตรวจสอบว่าสินค้าที่นำไปตรวจเป็นของแท้จากแหล่งผลิตที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่อาจพบสินค้าปลอมหรือสินค้าที่ไม่ได้มาจากผู้ผลิตโดยตรง
“อย.มีข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาตทั้งหมดอยู่แล้ว ทั้งสูตร ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และสถานที่ผลิต ดังนั้นจะนำข้อมูลฝั่งผู้ประกอบการมาเทียบกับฐานข้อมูลของ อย. เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน” ภญ.สุภัทรา กล่าว
ภญ.สุภัทรา กล่าวด้วยว่า หากพบว่าปริมาณสารสำคัญ เช่น โปรตีน ไม่ตรงตามที่ระบุบนฉลาก จะเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย โดยหากมีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อย อาจเป็นความผิดเรื่องการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง หรือผิดมาตรฐาน แต่หากต่ำกว่าที่ระบุอย่างมีนัยสำคัญ อาจเข้าข่าย “อาหารปลอม” ซึ่งมีโทษตามกฎหมายที่รุนแรงกว่า
อย.ยืนยันว่า ดำเนินการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเข้มงวด ทั้งการสุ่มตรวจสินค้าในตลาด การตรวจสอบสถานที่ผลิตและนำเข้า รวมถึงการดำเนินคดีกับผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมาย พร้อมทั้งเผยแพร่ผลตรวจในกรณีที่พบความเสี่ยงหรือเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค
ภญ.สุภัทรา กล่าวด้วยว่า ยุคปัจจุบันมีสินค้าใหม่ๆ ออกมาสู่ท้องตลาด ซึ่ง อย.ฝั่งหนึ่งก็ต้องให้บริการผู้ประกอบการในการพัฒนา หรือผลิตสินค้าใหม่ๆ ที่เป็นนวัตกรรม เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าที่ปลอดภัย ดังนั้น เมื่อสินค้าใหม่ๆ ออกมาเยอะ การกำกับดูแลก็ตามมา ทางอย.ทำควบคู่บาลานซ์เรื่องนี้ตลอด ผู้ประกอบการดีๆก็มีเยอะ มีการผลิตสินค้าดีๆ มีคุณภาพ
ปัจจุบันคนไทยสนใจดูแลสุขภาพมากขึ้น ยิ่งตอนนี้เป็นสังคมสูงอายุ จึงต้องดูแลผลิตภัณฑ์สุขภาพมากขึ้น สินค้าใดที่เคลมอะไรก็ตาม อย.เราดูตามมาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องมือแพทย์ ฯลฯ เพื่อยืนยันว่าสินค้านั้นมีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ
“สินค้าที่ขออนุญาตเป็นอาหาร ทางอย.จะอนุญาตว่า กินได้ทุกวัน ไม่มีผลรักษาโรค หากสินค้านั้นรักษาโรคได้ จะถือว่าเป็นยา”ภญ.สุภัทรากล่าว
ส่วนหนึ่งที่เป็นประเด็น คือ การโฆษณา โดยขออนุญาต อย.เป็นอาหาร แต่เวลาโฆษณา กลับโอเวอร์เคลม เรื่องนี้ก็มีการตรวจจับ สิ่งสำคัญเรื่อง Health literacy ประชาชนต้องระวัง เพราะไม่มีอาหารที่กินแล้วเห็นผลในการรักษา อย.ไม่เคยอนุญาตในลักาษณะดังกล่าว จึงต้องตระหนักก่อนซื้อ
ที่ผ่านมาอย.ร่วมกับแพลตฟอร์ม หรือหน่วยงานที่ดูแลเรื่องโฆษณา เพื่อปิดกั้นเว็บไซต์ หรือเอาลงจากแพลตฟอร์ม เช่น ชอปปี้ ลาซาด้า ไลน์แมน แกร็ป Tiktok จะมี AI ในการตรวจจับ แต่ก็มีหลุดรอด ส่วนกรณีบุคลากรทางการแพทย์ ไปโฆษณานั้น ทางอย.ก็ส่งข้อมูลให้สภาวิชาชีพตรวจสอบอและดำเนินการเรื่องจริยธรรมและจรรยาบรรณด้วย
เมื่อถามว่ากรณีโฆษณา โบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ ผ่านป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ภญ.สุภัทรา กล่าวว่า กรณีโบท็อกซ์ เป็นยา ต้องขออนุญาตก่อน ถ้าฟิลเลอร์ เป็นเครื่องมือแพทย์ ต้องขออนุญาตเช่นเดียวกัน ส่วนผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หากไม่โฆษณาสรรพคุณ แค่มีภาพสินค้าวางไม่ต้องขออนุญาต แต่หากมีโฆษณาสรรพคุณ ต้องขออนุญาตโฆษณษก่อน หากเป็นเครื่องสำอางไม่ต้องขออนุญาตก่อน โฆษณาได้ แต่หากผิด อย.ก็ตามจับภายหลังได้





