วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม 2569

Login
Login

เอ็กซเรย์ ‘ยาและเวชภัณฑ์’  เพียงพอ 3 เดือน ขออย่ากักตุน-สต็อกเกินจำเป็น

เอ็กซเรย์ ‘ยาและเวชภัณฑ์’  เพียงพอ 3 เดือน ขออย่ากักตุน-สต็อกเกินจำเป็น

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569  ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมการด้านยา เวชภัณฑ์ในวิกฤติสู้รบตะวันออกกลางว่า  นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข และนพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ให้ความสำคัญกับเรื่องความมั่นคงทางยาและเวชภัณฑ์ในช่วงวิกฤติสงครามเป็นอย่างยิ่ง โดยได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นหน่วยกลางในการมอนิเตอร์และติดตามสถานการณ์ยา เวชภัณฑ์ และสินค้าสุขภาพอื่น ๆ อย่างใกล้ชิด

จัดตั้งวอร์รูม รายงานข้อมูลทุกสัปดาห์

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา ได้หารือกับผู้ประกอบการกลุ่มผู้ผลิตและนำเข้ายาที่จำเป็นและมีความเสี่ยงสูง เช่น ยาช่วยชีวิตในห้องผ่าตัดหรือห้องฉุกเฉิน น้ำยาล้างไต น้ำเกลือ และยามะเร็ง ซึ่งถือเป็นความสำคัญลำดับแรก ๆ ที่ต้องติดตาม มีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 350 ท่าน รวมทั้งสมาคมต่าง ๆ ซึ่งทุกคนพร้อมใจกันช่วยกันเพื่อไม่ให้ประเทศขาดแคลน  โดยได้มีข้อตกลงให้ผู้ประกอบการรายงานสถานการณ์ยาที่สำรองไว้ ทั้งยาสำเร็จรูปและวัตถุดิบสำคัญ (API) โดยเฉพาะกลุ่มยาสำคัญประมาณ 60 รายการ ได้จัดตั้งวอร์รูม (War Room) เพื่อรายงานข้อมูลทุกสัปดาห์

ต้นทุนปรับเพิ่มแล้ว 10-15 %

ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นเรื่องต้นทุนที่แพงขึ้น จากค่าขนส่ง ค่าระวางเรือ ค่าประกันต่างไ และค่าน้ำมัน นอกจากนี้ระยะเวลาการส่งมอบจากต่างประเทศยังนานขึ้น และผู้ผลิตบางรายอาจไม่สามารถการันตีเวลาส่งมอบได้ตามสัญญา  ซึ่งตามข้อมูลที่ได้รับจากผู้ประกอบการมีการปรับเพิ่มสูงขึ้นแล้วประมาณ 10-15%  ส่งผลกระทบให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระ โดยอย.จะนำข้อมูลนี้ไปปรึกษาผู้บังคับบัญชากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางดูแล 

“ปัจจุบันสถานการณ์ยา เวชภัณฑ์ยังไม่มีปัญหาผิดปกติ ประเทศไทยมีสำรองเพียงพออย่างน้อย 3 เดือน โดยยาที่นำเข้าเป็นสัดส่วนที่มากเป็ฯยารักษาโรคร้ายแรงบางอย่าง เช่น ยารักษามะเร็ง แต่ยาพื้นฐาน เช่น แก้ปวด รักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (โรคNCDs)ไทยผลิตได้ ”ภก.สุภัทรากล่าว 

ทั้งนี้ แม้มีการผลิตในประเทศก็จะต้องมีการนำเข้าวัตถุดิบที่เป็นยาออกฤทธิ์ API จากต่างประเทศ เช่น ยุโรป อเมริกา อินเดีย และจีน เป็นต้น รวมถึง วัคซีนส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศที่ไม่มีการสู้รบ

แต่การสู้รบในขณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศที่เป็นฐานใหญ่ในการผลิตยาสำเร็จรูปหรือผลิตวัตถุดิบยา แต่อาจมีปัญหาขลุกขลักในการขนนส่ง ต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้น  และทั่วโลกกำลังอาจจะเกิดภาวะวิตกกังวล จนอาจจะมีการกักตุนยา ซื้อไปสำรองในประเทศตัวเอง ทำให้เรื่องดีมาน ซัพพลาย แปรปรวน

ขออย่ากักตุนยา

“ยืนยันสถานการณ์ยา เวชภัณฑ์ในประเทศไทยควบคุมได้ ไม่ได้วิกฤติ การซื้อกักตุนแล้วไม่ได้ใช้จนยาหมดอายุ จะทำให้ผู้ป่วยที่มีความจำเป็นจริๆงไม่ได้ยา ส่วนสถานพยาบาล โรงพยาบาล คลินิก ก็ขอให้สั่งซื้อตามภาวะปกติ อย่าสต็อกเกินความจำเป็น เพื่อไม่ให้เกิดความผันผวนผิดธรรมชาติ หากพบการกักตุนเพื่อโก่งราคา อย.จะประสานงานกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป”ภญ.สุภัทรากล่าว 

รัฐอาจจะต้องช่วยสินเชื่อผู้ประกอบการ

ถามว่าหากการสู้รบยืดเยื้อเกิน 3 เดือน ภญ.สุภัทรา ย้ำว่า ถ้าสถานการณ์สู้รบไม่ได้ขยายขอบเขตไปยังประเทศที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการผลิต ก็ไม่ได้กระทบในต้นตอการผลิต  แต่อาจจะเกิดความล่าช้าในการขนส่ง  ระยะเวลาขนส่งนานขึ้น เพราะฉะนั้น การวางแผนในเรื่องของการสั่งซื้อ  บริษัทจะต้องมามอนิเตอร์ใหม่ เช่น เมื่อก่อนมีสต็อกถึงระดับนี้แล้วค่อยสั่ง ก็ต้องคำนึงถึงระยะเวลาการส่งของที่นานมากขึ้น และค่าใช้จ่าย ซึ่งอย.รับข้อมูลเรื่องของผู้ประกอบการแบกรับต้นทุนมากขึ้น   

“รัฐอาจจะต้องมาช่วยเรื่องของสินเชื่อผู้ประกอบการ เพื่อให้มีเงินสำรองในการนำเงินไปซื้อ วัตถุดิบ หรือยาสำเร็จรูปที่ราคาสูงขึ้น และเรื่องกระแสเงินสด (Cash Flow) ที่สถานการณ์อาจทำให้ไม่ดีเหมือนอดีต”ภญ.สุภัทรากล่าว

กระทบบรรจุภัณฑ์น้ำเกลือ-น้ำยาล้างไต

ภญ.สุภัทรา กล่าวด้วยว่า  สิ่งที่ส่งผลกระทบเป็นเรื่องของภาชนะบรรจุที่เป็นพลาสติก ในส่วนของน้ำเกลือและน้ำยาล้างไตที่ประเทศไทยมีการใช้ต่อวันจำนวนมาก  ปัญหาที่มีความเป็นห่วงขณะนี้ ไม่ได้เกิดจากตัวยาหรือวัตถุดิบยา แต่เกิดจากพลาสติก ที่ใช้ทำภาชนะบรรจุ เนื่องจากพลาสติกผลิตจากปิโตรเคมี ซึ่งต้องนำเข้าวัตถุดิบจากบางประเทศในแถบตะวันออกกลางที่มีสถานการณ์สู้รบ

“บรรจุภัณฑ์พลาสติกไม่ได้ใช้เฉพาะยาเท่านั้น แต่ยังใช้ในผลิตภัณฑ์อื่นๆด้วย สธ.ก็จะนำเสนอข้อมูลในกรณที่หากมีความจำเป็นต้องมีการจัดสรรโควตาพลาสติก ขอให้คำนึงถึงกลุ่มยาและเวชภัณฑ์ก่อนเป็นอันดับต้น ๆ เพราะจำเป็นต่อชีวิตผู้ป่วย”ภญ.สุภัทรากล่าว 

ส่วนกรณีที่เกิดปัญหาวิกฤติจริงๆในอนาคต  อาจต้องพิจารณาเรื่องการ Reuse หรือการนำแกลลอนเดิมกลับมาใช้ใหม่ แต่ต้องได้มาตรฐานและมีความปลอดภัย มีวิธีการทำความสะอาดที่ถูกต้องตามมาตรฐาน เพื่อป้องกันการติดเชื้อ และอย.จะต้องมั่นใจในคุณภาพก่อนออกตัวมาตรการนี้ อย่างไรก็ตาม ปกติการ Reuse จะมีต้นทุนสูงกว่าการซื้อใหม่เพราะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวด

หาแหล่งวัตถุดิบสำรอง

ภญ.สุภัทรา กล่าวด้วยว่า  ขณะนี้ซัพพลายเออร์กำลังหาแหล่งวัตถุดิบสำรอง (Second Source) โดยอย. ได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือ เช่น การผ่อนปรนให้เปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบจากประเทศที่มีปัญหาไปยังแหล่งอื่นได้รวดเร็วขึ้นผ่านช่องทาง Fast Track 

เอ็กซเรย์ ‘ยาและเวชภัณฑ์’  เพียงพอ 3 เดือน ขออย่ากักตุน-สต็อกเกินจำเป็น

รวมถึง กรณียาสำเร็จรูป และวัตถุดิบยา ที่จะต้องหารือเป็นรายกรณีเกี่ยวกับแหล่งที่มาได้มาตรฐานขนาดไหน เอกสารต่างๆที่ต้องใช้ประกอบ เพื่อทำให้การมาขึ้นทะเบียน Second Source แล้วอย.จะอนุมัติได้ในเวลารวดเร็วนั้น  ต้องพิจารณาเป็นรายๆไป ซึ่งอย.มีการมอนิเตอร์เรื่องนี้เพื่ออำนวยความสะดวกอย่างใกล้ชิด

ยาจิตเวชไม่ขาด

ส่วนข้อกังวลเรื่องยาจิตเวชขาดแคลน ภญ.สุภัทรา กล่าวว่า  ยาในกลุ่มจิตเวช โดยเฉพาะยารักษาภาวะสมาธิสั้นในเด็ก ยังอยู่ในภาวะที่ควบคุมได้และไม่มีปัญหาขาดแคลน เนื่องจาก อย. เป็นผู้ดำเนินการซื้อและขายยาในกลุ่มวัตถุออกฤทธิ์นี้เอง  มีการมอนิเตอร์อย่างใกล้ชิด หากคลินิกใดระบุว่ายาขาด ขอให้ติดต่อมาที่ อย. เพราะในคลังไม่มีตัวไหนขาดสต๊อก และขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวทางการจ่ายยา (Guideline)

ยังไม่ได้จำกัดการส่งออก

 ภญ.สุภัทรา กล่าวอีกว่า สถานการณ์ยาและเวชภัณฑ์ไม่ได้มีการจำกัดการส่งออก แต่มีการแย่งซื้อจากประเทศอื่นๆ เพื่อสำรองในประเทศตัวเอง จนทำให้ต้นทุนสูงขึ้นจากการต่อรองของผู้ซื้อและผู้ขายด้วย เช่นเดียวกับ ยาที่ผลิตในประเทศไทยยังไม่ได้มีการจำกัดการส่งออก แต่หากเกิดกรณีร้ายแรงสุดๆ จึงจะนำมาตรการนี้มาใช้ 

แผนสร้างความมั่นคงทางยา

สำหรับแผนสร้างความมั่นคงทางยาของประเทศไทยในระยะยาว ภญ.สุภัทรา กล่าวว่า  โลกมีภัยพิบัติเกิดขึ้นทั้งสงคราม โรคระบาด น้ำท่วม แผ่นดินไหว  อย.มีการปรับบทบาทไม่ได้เป็นผู้กำกับ(Regulator)อย่างเดียว แต่เป็นผู้สนับสนุน (Supporter/Facilitator) โดยร่วมมือกับนักวิจัยเพื่อนำงานวิจัยจาก "หิ้งสู่ห้าง" ต่อยอดเชิงพาณิชย์ รวมถึง สนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้มีศักยภาพผลิตยาบางอย่างเพื่อรองรับวิกฤติ ,เปิดให้นักลงทุนต่างประเทศที่มีศักยภาพ เทคโนโลยี  องค์ความรู้เข้ามาดำเนินการร่วมกับบริษัทไทย เพื่อยกระดับความสามารถ

นอกจากนี้ ในช่วงที่ราคาสินค้าแพงขึ้น น้ำมันหายากขึ้น อาจจะเดินทางไปรพ.หรือร้านยายไม่สะดวก อย.กำลังจัดทำคู่มือการใช้ สมุนไพรในบ้าน ดูแลตัวเองและรักษาอาการเบื้องต้น เช่น เสลดพังพอน ว่านหางจระเข้ หรือเกลือรักษาแผลในปาก พลู  เป็นต้น 

ส่วนยามสมุนไพรสำเร็จรูป  มีการมอบหมายให้กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ผลิตเพิ่ม และประสานกับผู้ผลิตยาสมุนไพรว่ามีตัวยาใดที่สามารถผลิตและทดแทนยาแผนปัจจุบันในช่วงเวลาวิกฤติได้ เพื่อลดการพึ่งพิงวัตถุดิบจากต่างประเทศ