วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

 ‘โดรนการแพทย์’ เร่งวางมาตรฐานใบอนุญาตบิน  ปี 70 ชงบรรจุสิทธิประโยชน์บัตรทอง

 ‘โดรนการแพทย์’ เร่งวางมาตรฐานใบอนุญาตบิน  ปี 70 ชงบรรจุสิทธิประโยชน์บัตรทอง

นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยความคืบหน้าการศึกษาวิจัยการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ขนส่งยา วัคซีนและเวชภัณฑ์ไปยังโรงพยาบาลห่างไกลว่า เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่กรมการแพทย์ได้ศึกษาวิจัยต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2566  โดยได้ทำการทดลอง 3 จังหวัดนำร่อง ประกอบด้วย จ.สตูลข้ามไปยังเกาะปูยู จ.กระบี่ไปเกาะลันตา และจ.พังงาไปยังเกาะยาว และกำลังศึกษาเพิ่มเติมบนเกาะปันหยีเป็นพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นอีกจุด

โดยทดสอบลำเลียงยาเวชภัณฑ์จากฝั่งที่มีแม่ข่ายคือรพ.ประจำจังหวัดไปยังพื้นที่เกาะที่มีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)หรือ โรงพยาบาลชุมชนในพื้นที่ และใช้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)เป็นไรเดอร์จัดส่งไปยังรพ.เป้าหมาย

ซึ่งได้ทดสอบจังหวัดละ 30 เที่ยว รวม 3 จังหวัด 90 เที่ยว เพื่อศึกษาความจำเป็นและความสำคัญในบริการให้ได้ข้อมูลครอบคลุมมากที่สุด ในการเสนอเป็นสิทธิประโยชน์ต่อคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ดสปสช.) เพื่อให้สปสช.ผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในบริการ

“อย่างที่สตูลระยะทางจากฝั่งข้ามไปยังเกาะปูยูประมาณ 15 - 20 กิโลเมตร ใช้เวลาขนส่งเวชภัณฑ์ทางเรือประมาณ 30 - 40 นาที แต่หากใช้โดรนขนส่งจะร่นเวลาเหลือเพียง 7-15 นาที และน้ำหนักการลำเลียงที่เราศึกษาสามารถบรรจุได้ถึง 10 กิโลกรัม หากถามถึงความคุ้มค่าถ้าเราคิดถึงชีวิตคนกับระบบฉุกเฉินในการส่งยาเวชภัณฑ์แค่ส่งเลือด 1 ถุงไปเติมเลือดให้ชาวบ้าน 1 คนที่เราสามารถช่วยชีวิตเขาได้ ผมก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว”นพ.ณัฐพงศ์กล่าว

อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวด้วยว่า การบินโดรนการแพทย์ ต้องศึกษาและคำนึง

1.ระเบียบการบิน ต้องขออนุญาตทำการบินเป็นกรณีพิเศษผ่านสถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) เนื่องจากมีระเบียบที่ต้องปฏิบัติ เช่น ห้ามบินผ่านที่อยู่อาศัย เป็นการบินนอกระยะสายตา หรือ Beyond Visual Line of Sight  จะต้องไม่กระทบสายการบินบนน่านฟ้า ห้ามบินสูงเกิน 90 เมตร

2.ต้องมีผู้ให้บริการ ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีผู้ให้บริการโดรนการแพทย์ที่มีมาตรฐานเทียบกับต่างประเทศ ขณะที่ประเทศสิงคโปร์ เกาหลี ญี่ปุ่น มีแล้วและดำเนินการเป็นเชิงการค้า อย่างที่สิงคโปร์มีบริการการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) บนเรือ และสั่งยาโดยใช้โดรนขนส่งยาและเวชภัณฑ์ไปลงบนเรือ

ซึ่งได้ศึกษาเทคโนโลยีและมาตรฐานของสิงคโปร์ที่นำแนวจากอังกฤษมาเป็นแนวทางวางมาตรฐานสำหรับการดำเนินการในประเทศไทยว่า ถ้าเดำเนินการจะต้องมีเรื่องอะไรบ้าง และต้องกำหนดมาตรฐานอย่างไร ที่สำคัญต้องมีมาตรฐานในการจัดเก็บยา เวชภัณฑ์ เลือด ที่ต้องควบคุมประสิทธิภาพในการขนส่งถึงปลายทาง

และ 3.การขนส่งแต่ละครั้งต้องมีค่าใช้จ่ายจำนวนไม่น้อย หากให้ชาวบ้านรับผิดชอบก็คงไม่ไหว เราจึงกำลังพิสูจน์ถึงความคุ้มค่า คุ้มทุน เพื่อเสนอเป็นสิทธิประโยชน์กับ สปสช. ถึงเส้นทางที่เปราะบาง เส้นทางที่ประชาชนเข้าไม่ถึงบริการสาธารณสุขแต่มีความจำเป็น เช่น เกาะที่มีชาวบ้านอยู่อาศัยจำนวนมาก

สามารถเปิดบริการนี้ให้กับชาวบ้านได้หรือไม่ ต้องเสนอให้เห็นข้อมูลเปรียบเทียบหากชาวบ้านนั่งเรือเข้ามารักษาบนฝั่งเอง ต้องเสียเวลาค่าใช้จ่ายรวมถึงมีผู้ติดตามอีก ไป-กลับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ต้นทุนทางอ้อมหรือ indirect cost ที่เกิดขึ้นเป็นเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับการใช้โดรนบิน 15 นาทีมันคุ้มกันหรือไม่

“จะเสนอสปสช.ให้เห็นถึง 3 ข้อสำคัญดังกล่าว คาดว่าจะใช้เวลาศึกษาวิจัยอีก 1 เดือน จากนั้นจะสรุปผลภายใน 2 เดือน เพื่อเสนอเข้าสู่การพิจารณาของบอร์ดสปสช.และผลักดันให้เป็นสิทธิประโยชน์ภายในปี 2570”นพ.ณัฐพงศ์กล่าว
 

นพ.ณัฐพงศ์ กล่าวอีกว่า หากโครงการดังกล่าวสามารถผลักดันได้สำเร็จก็จะขยายดำเนินการไปยังพื้นที่ภาคเหนือซึ่งเป็นพื้นที่สูงบนภูเขาเนื่องจากพบว่าชาวบ้านบางคนต้องเดินทางข้ามเขามารพ.สต.ใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมงแต่หากเราสามารถใช้โดรนทางการแพทย์เข้าไปส่งยาเวภัณฑ์วัคซีนให้หน่วยบริการในพื้นที่จะใช้เวลาเพียง 10 นาที

ขณะเดียวกันจะทำเป็นมาตรฐานการให้บริการที่กำหนดให้มีใบอนุญาตบินโดรนทางการแพทย์ ที่ผ่านมายังไม่มีใครทำเพื่อให้สถานประกอบการที่สนใจเข้ามาดำเนินการตามมาตรฐานที่เรากำหนด

“ขณะที่เราก็จะเป็นลูกค้าใช้บริการ เหมือนสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ). ที่มี Sky Doctor ขนผู้ป่วย แต่เรามีโดรนขนยาและเวชภัณฑ์ นอกจากนี้ยังสามารถขยายผลในการใช้โดรนช่วยชีวิตหรือโดรนกู้ภัย (Rescue Drone) กรณีเกิดเหตุนักท่องเที่ยวเรือล่มจมน้ำ สามารถใช้โดรนการแพทย์หย่อนชูชีพช่วยชีวิตได้”นพ.ณัฐพงศ์ กล่าว