สปสช.ปรับทิศทางเชิงนโยบาย ใช้งบฯด้านสุขภาพหนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ จัดแผนเพิ่มการใช้ “นวัตกรรมการแพทย์ไทยในระบบบัตรทอง” ตั้งเป้าปี 70-71 รวมมูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มการเข้าถึงการรักษา ลดการนำเข้า สร้างความยั่งยืนให้ระบบสุขภาพ
ในเวทีเสวนา “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยได้ประโยชน์ นวัตกรรมการแพทย์ไทยในระบบหลักประกันสุขภาพ” จัดโดยความร่วมมือกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (สทนว.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เมื่อเร็วๆนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในนวัตกรรมทางการแพทย์ฝีมือคนไทย พร้อมขับเคลื่อนระบบสุขภาพและเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน
นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันระบบสุขภาพไทยมีค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพึ่งพาการนำเข้ายาและเวชภัณฑ์จากต่างประเทศ สปสช.จึงปรับทิศทางเชิงนโยบายเพื่อใช้ งบประมาณด้านสุขภาพเป็นเครื่องมือสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
ผ่านการส่งเสริมการใช้สินค้าและนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ผลิตในประเทศมากขึ้น ไม่เพียงช่วยลดการไหลออกของงบประมาณไปต่างประเทศ แต่ยังเสริมสร้างความมั่นคงด้านเวชภัณฑ์ในยามวิกฤต รวมทั้งเปิดโอกาสให้ประเทศไทยพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์และเทคโนโลยีสุขภาพมูลค่าสูง ซึ่งจะเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญในอนาคต
แนวทางนี้สอดคล้องกับเป้าหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่มุ่งเพิ่มมูลค่าการผลิตสินค้าและบริการด้านสุขภาพให้สูงถึงประมาณ 300,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.7% ของ GDP พร้อมตั้งเป้าลดการนำเข้าเวชภัณฑ์จากต่างประเทศอย่างน้อย 20,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อให้เม็ดเงินดังกล่าวหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจของไทย เพื่อให้การดำเนินงานเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
เป้า 2 ปีใช้นวัตกรรมไทย 15,000 ล้าน
สปสช. ได้ร่วมมือกับหน่วยงานด้านวิจัยและนวัตกรรม ในการสร้างกลไกสนับสนุนผู้พัฒนาและผู้ผลิตนวัตกรรมไทย ผ่านช่องทางพิเศษที่เรียกว่า “Green Channel” ซึ่งจะช่วยให้ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไทยเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ได้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น
นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมการจัดซื้อเพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการไทยสามารถลงทุนวิจัยและพัฒนานวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่อง โดย สปสช. ตั้งเป้าขยายงบประมาณสนับสนุนนวัตกรรมไทยเป็น 5,000 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2570 และเพิ่มเป็น 10,000 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2571
ประเทศไทยมีตัวอย่างความสำเร็จของการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์หลายด้าน เช่น
- การผลิตน้ำยาล้างไตในจังหวัดระยองที่สามารถส่งออกไปยังหลายประเทศทั่วโลก
- การผลิตยาต้านไวรัสขององค์การเภสัชกรรมที่มีคุณภาพและราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้
และในระยะต่อไป ประเทศไทยยังมีศักยภาพในการพัฒนานวัตกรรมยาขั้นสูง เช่น ยารักษาโรคมะเร็ง หรือยากลุ่มภูมิคุ้มกันบำบัด ซึ่งกำลังอยู่ในกระบวนการวิจัยและพัฒนาโดยนักวิทยาศาสตร์ไทย ซึ่งการเปิดโอกาสให้นวัตกรรมไทยที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพของประเทศ ยังช่วยให้คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัยเพิ่มขึ้นในราคาที่เหมาะสม
“หนึ่งในนโยบายของ สปสช. คือการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้านสุขภาพ ในด้านสนับสนุนการลงทุนที่สร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ ผ่านนวัตกรรมทางการแพทย์ต่างๆ ครอบคลุมตั้งแต่เทคโนโลยีขั้นสูง อย่างปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ ไปจนถึงอุปกรณ์กายอุปกรณ์และอวัยวะเทียมต่างๆ ขณะเดียวกันก็เป็นการเพิ่มคุณภาพการดูแลที่ดีให้กับผู้ใช้สิทธิบัตรทอง” นพ.จเด็จ กล่าว
เกณฑ์นำนวัตกรรมใช้ในระบบบัตรทอง
ด้าน ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ภาครัฐได้ผลักดันการสนับสนุนนวัตกรรมไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการบรรจุผลิตภัณฑ์ใน บัญชีนวัตกรรมไทย ซึ่ง สปสช. ได้นำนวัตกรรมเหล่านี้มาใช้จริงในระบบบัตรทอง ทั้งในรูปแบบของยา วัคซีน และอุปกรณ์ทางการแพทย์
ได้แก่ แผ่นปิดกะโหลกศีรษะไทเทเนียมเฉพาะบุคคล ระบบปัญญาประดิษฐ์อ่านภาพเอกซเรย์ทรวงอก (AI Chest X-ray) รากฟันเทียม และเท้าเทียมไดนามิก เป็นต้น ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
การพิจารณานำนวัตกรรมไทยเข้าสู่ระบบบัตรทอง จะใช้หลักเกณฑ์สำคัญ 4 ประการ ได้แก่
1.เป็นผลิตภัณฑ์ในบัญชีนวัตกรรมไทยด้านการแพทย์
2.หากอยู่ในสิทธิประโยชน์หลักประกันสุขภาพแห่งชาติแล้ว สามารถสนับสนุนการใช้งานได้ทันที 3.หากเป็นสิทธิประโยชน์ใหม่ ต้องผ่านกระบวนการพัฒนาสิทธิประโยชน์และการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์
4.พิจารณาราคาที่เหมาะสมและความจำเป็น ผ่านคณะทำงานและคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง
ทพ.อรรถพร กล่าวว่า ระบบบัตรทองไม่ได้มีบทบาทเพียงการจัดบริการรักษาพยาบาลเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันนวัตกรรมทางการแพทย์ของประเทศ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีการรักษาที่มีคุณภาพ ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงให้กับระบบสาธารณสุขไทยในระยะยาว
“การผลักดันแนวคิด ไทยทำ ไทยใช้ ไทยได้ประโยชน์ จะช่วยสร้างโอกาสให้คนไทยเข้าถึงนวัตกรรมการแพทย์ที่มีคุณภาพ พร้อมทั้งสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมการแพทย์ไทย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต”ทพ.อรรถพรกล่าว





