วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม 2569

Login
Login

สปสช.เปิดแผน 2 ปี ใช้นวัตกรรมไทยระบบบัตรทอง 1.5 หมื่นล้าน

สปสช.เปิดแผน 2 ปี ใช้นวัตกรรมไทยระบบบัตรทอง 1.5 หมื่นล้าน

สปสช. กางแผนสนับสนุนนวัตกรรมไทยฝีมือคนไทย ตั้งเป้าปี 70-71 หนุนงบ 1.5 หมื่นล้านบาท ร่วมยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางการแพทย์มูลค่าสูง

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สปสช. มีความมุ่งมั่นในการผลักดันนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ผลิตในประเทศไทยให้เป็นกลไกหลักของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยในช่วงปีงบประมาณ 2568 - 2569 สปสช. ได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนผลิตภัณฑ์ในบัญชีนวัตกรรมไทย รวมกว่า 2,900 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมทั้งกลุ่มยา วัคซีน และอุปกรณ์ทางการแพทย์ อาทิ รากฟันเทียม ถุงทวารเทียม และระบบ AI อ่านผลเอกซเรย์ทรวงอก

นอกจากนี้ สปสช. ยังได้วางแผนเชิงรุกในระยะยาว โดยตั้งเป้าหมายขยายงบประมาณสนับสนุนนวัตกรรมไทยให้ก้าวกระโดดสู่ระดับ 5,000 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2570 และ 10,000 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2571 เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีให้ตอบโจทย์ระบบสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง 

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่มุ่งเน้นการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง โดยรัฐบาลมีเป้าหมายระดับชาติในการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าและบริการสุขภาพให้ถึงร้อยละ 1.7 ของ GDP และที่สำคัญคือ การลดมูลค่าการนำเข้าครุภัณฑ์ทางการแพทย์จากต่างประเทศลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาทเมื่อสิ้นสุดแผน

"การเปลี่ยนงบประมาณรักษาพยาบาลให้เป็นการลงทุนในนวัตกรรมในประเทศ จะช่วยสร้างเศรษฐกิจใหม่ เพิ่มการจ้างงาน และทำให้เกิดความมั่นคงทางสุขภาพที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน"นพ.จเด็จกล่าว

ด้าน ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า สปสช. ได้ร่วมกับสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ สทนว. และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ในการทำลายข้อจำกัดด้านการรับรู้เกี่ยวกับคุณค่าของนวัตกรรมไทย โดยมุ่งเน้นการสื่อสารให้สังคมและบุคลากรสาธารณสุขเห็นถึงหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า ผลิตภัณฑ์ฝีมือคนไทยมีมาตรฐาน ความปลอดภัย และให้ผลลัพธ์การรักษาที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่าระดับสากล เพื่อให้เกิดการยอมรับและขยายผลการใช้งานจริงในหน่วยบริการทั่วประเทศอย่างเต็มศักยภาพ