เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ที่กระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายด้านโรคมะเร็งระดับชาติว่า คณะกรรมการนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ทุกหน่วยงานที่เดี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งทั้งภาครัฐและเอกชน เข้ามาแชร์ข้อมูลและกำหนดการดำเนินงานร่วมกัน
ในเรื่องของกรรมวิธีการรักษา ,การลงทุนเทคโนโลยี รวมถึง บุคลากร ดำเนินการในลักษณะของทีมไทยแลนด์ โดยมีการแต่งตั้ง 4 อนุกรรมการ ได้แก่ คณะอนุกรรมการด้านยุทธศาสตร์เพื่อการบริการและการลงทุน ,คณะอนุกรรมการด้านบุคลากร ,คณะอนุกรรมการด้านพัฒนาสิทธิประโยชน์และการเบิกจ่ายชดเชย และคณะอนุกรรมการด้านการศึกษาเพื่อจัดทำพ.ร.บ.โรคมะเร็งแห่งชาติ
เพิ่มการเข้าถึงเครื่องฉายแสง
ทั้งนี้ มีความคืบหน้าส่วนของคณะอนุกรรมการด้านยุทธศาสตร์เพื่อการบริการและการลงทุน ในส่วนของเครื่องฉายแสงรักษามะเร็ง ภาพรวมทั้งประเทศมีจำนวน 138 เครื่อง ในเบื้องต้นจำเป็นต้องมีการทดแทนเครื่องเก่าประมาณ 50 เครื่อง ซึ่งจะต้องทำแผนระยะ 4 ปี ว่าควรเพิ่มพื้นที่ใด แต่เบื้องต้นพบว่า พื้นที่กรุงเทพมหานคร มีเครื่องฉายแสง กว่า 50 เครื่อง คิดเป็นจำนวน 1 ใน 3 ของภาพรวมทั้งประเทศ เป็นการกระจุกตัวค่อนข้างสูง ที่เหลือเฉลี่ยจังหวัดละ 1 เครื่อง แต่เมื่อดูในรายละเอียด พบว่า มี 33 จังหวัดที่ไม่มีเครื่องฉายแสงมะเร็ง รวมถึง เรื่องบุคลากรจะประสานงานกันในเรื่องการผลิตนักฟิสิกส์ และนักรังสีวิทยา เป็นต้น
“ถ้ามีเครื่องฉายแสงราวๆ 138 เครื่อง 77 จังหวัดก็เฉลี่ยจังหวัดละเกือบ 2 เครื่อง แต่ถ้าตัดจำนวนเครื่องในกรุงเทพมหานครออกไป ก็จะหายไป 50 เครื่อง เท่ากับเหลือแค่ 1.2- 1.3 เครื่องต่อจังหวัดเท่านั้น อาจจะเข้าถึงได้ แต่ว่าการกระจายตัวไม่ดี ซึ่งต่อไปก็ต้องมาพิจารณาว่าจุดไหนที่จะต้องเพิ่มเครื่องฉายแสงลงไป และกรณีจะให้รพ.ลงทุนเครื่องเองหรือเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมบริการ ทั้งหมดอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทาง”นายพัฒนากล่าว
ตั้งทีมศึกษาพ.ร.บ.โรคมะเร็ง
สำหรับเรื่องการศึกษายกร่างพ.ร.บ.โรคมะเร็ง นายพัฒนา กล่าวว่า ในประเทศยังไม่มีพ.ร.บ.เกี่ยวกับเรื่องมะเร็งมีแต่เรื่องนโยบาย ขณะที่ในช่วงระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา ผู้ป่วยมะเร็งมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้มะเร็งบางชนิดอัตราลดลง บางชนิดเพิ่มขึ้น แต่ภาพรวมยังเพิ่มขึ้น โดยมีผู้ป่วยรายใหม่ 140,000 คนต่อปี เสียชีวิต 86,000 คนต่อปี โดยเฉพาะ 5 มะเร็งที่มีอัตราป่วยสูง ได้แก่ มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งปอด ดังนั้น จึงได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการฯดำเนินการศึกษาเพื่อยกร่างพ.ร.บ.ขึ้น
พ.ร.บ.จะทำให้เกิดการบูรณาการการทำงานเกี่ยวกับโรคมะเร็งให้มีความครอบคลุมและครบวงจร จากที่ปัจจุบันมีการกระจายตัวของเรื่องข้อมูลวิธีการรักษา รวมไปถึงมาตรฐานของราคา โดยเมื่อประชาชนมีอัตราป่วยเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้ต้นทุนการรักษาสูงไปด้วย เช่น การแยกการจัดซื้อจัดจ้าง ทำให้ต้นทุนต่างๆสูงขึ้น หรือแม้กระทั่งการฉายแสงที่เกี่ยวกับแร่ต่างๆ ไม่ว่าจะในขั้นตอนการซื้อ การใช้งานและการกำจัด
ลดป่วย -เพิ่มเข้าถึงรักษา-ลดต้นทุน
“มะเร็งมองเห็นว่าเป็นปัญหาที่ใหญ่ ซึ่งเป้าหมายของการออกพ.ร.บ.โรคมะเร็ง จะดำเนินการตั้งแต่เรื่องการส่งเสริมป้องกันทำให้ประชาชนรู้และเข้าใจถึงต้นเหตุของการเกิดโรค ซึ่งมะเร็งหลายชนิดหากมีการตรวจพบได้เร็ว ก็สามารถรักษาได้เร็ว ก็จะทำให้ต้นทุนในการรักษาลดลง และหากสามารถขยายความครอบคลุมได้ ก็เชื่อว่าปลายทางงบประมาณที่นำมาใช้ก็มีแนวโน้มที่จะลดลง”นายพัฒนากล่าว
เมื่อถามว่า หากออกเป็นพ.ร.บ.แล้ว ค่ารักษาที่ลดลง จะครอบคลุมถึงค่าบริการของรพ.เอกชนด้วยหรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องไปศึกษา และขอความร่วมมือ
ถามต่อว่าในพ.ร.บ.จะมีกรณีผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทำให้เกิดโรคเอง เช่น มะเร็งปอด จากการสูบบุหรี่ต้องจ่ายค่ารักษาบางส่วนเองด้วยหรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการพูดคุยไปถึงขั้นนั้น เรื่องนี้เพิ่งมีการตั้งอนุกรรมการฯขึ้นมาเพื่อศึกษา
ตปท.มีกฎหมายมะเร็ง
ด้าน นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ประเทศไทยไม่เคยมีกฎหมายที่บังคับใช้ด้านโรคมะเร็งเลย ขณะที่ในต่างประเทศมีอยู่ ซึ่งสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้ไปศึกษาข้อมูลทั้งในประเทศตะวันตกและประเทศญี่ปุ่นมีการบังคับใช้กฎหมายนี้ ตั้งแต่สิ่งที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง เช่น อาหาร มีการบังคับที่เป็นข้อห้ามต่างๆ เรื่องการดูแลรักษาจะต้องมีการเสียภาษีอย่างไร แม้แต่เรื่องข้อมูลข่าวสาร
แต่ประเทศไทยข้อมูลข่าวสารก็ยังไม่ได้ เรื่องกระบวนการรักษาก็ไม่ได้ และเรื่องของภาษีก็ไม่ได้ อย่างกรณีเก็บภาษีน้ำตาล เพื่อลดผู้ป่วยเบาหวาน ส่วนเกี่ยวกับโรคมะเร็งไม่มีอะไรเลย เพราะฉะนั้น หากจะลดผู้ป่วยและดูแลได้ครบวงจร จึงควรมีกฎหมายสักฉบับที่ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำให้ได้ โดยเน้นในเรื่องที่สามารถดำเนินการได้ อาทิ ส่งเสริมสุขภาพเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็ง จะต้องดำเนินการอะไรบ้าง และส่งเสริมเรื่องการใช้ข้อมูลสุขภาพ เป็นต้น





