เมื่อวันที่ 11 มี.ค.2569 นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ ให้สัมภาษณ์ว่า ในอดีตที่ผ่านมากรมการแพทย์เป็นผู้นำการแพทย์ขั้นสูงของกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) จะเห็นการแพทย์ระดับเชี่ยวชาญ เช่น ศูนย์โรคหัวใจ ศูนย์สมอง ศูนย์เด็ก ศูนย์มะเร็ง ศูนย์ผิวหนัง เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลง สิ่งที่กรมการแพทย์กำลังเดินหน้าด้วยการยกระดับระบบบริการทางการแพทย์ นำมาเพื่อบริการประชาชนามุ่งเป้าสู่ New S-Curve โดยเราจะต้องพัฒนาตนเองให้เก่งขึ้นและเก่งก่อนเพื่อเป็นรูปแบบให้กับหน่วยงานต่างๆ ของสธ. ได้แก่
1.การพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านจีโนมิกส์ไทยแลนด์ การแพทย์แม่นยำและผลิตภัณฑ์ยาขั้นสูง (Precision Medicine & ATMPs)
2.เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ(AI) ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างมากตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา และการทำนายโรคที่เกิดขึ้นในอนาคต
3.โรคมะเร็งที่จะต้องมุ่งสู่การแพทย์แม่นยำมากยิ่งขึ้น โดยการรักษาตั้งแต่ต้นเหตุก่อนที่จะเป็นโรค
4.การฟื้นฟู ซึ่งเป็นบทบาทสำคัญในการักษาส่วนหนึ่ง แต่ต้องใช้เวลาเพื่อให้ผู้ป่วยกลับสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งกรมจะพัฒนาศูนย์ฟื้นฟูระดับกระทรวงจนถึงระดับประเทศ
และ5.Medical Innovation ใหม่ ๆ อาทิ การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ (Robotic Surgery) การใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ขนส่งยา วัคซีนและเวชภัณฑ์ ข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังโรงพยาบาลห่างไกล หุ่นยนต์ผสมยาเคมีบำบัด รถฟอกไตเคลื่อนที่ เป็นการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงให้สมคุณค่าต่อผู้ป่วยและเศรษฐกิจสุขภาพ ต่อยอดการนำไปใช้ในระบบสุขภาพของประเทศ ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ
โดยการพัฒนาร่วมกับภาคีเครือข่าย ภาคเอกชน รวมถึงมหาวิทยาลัยเพื่อเป็นผู้พัฒนาและผู้ใช้เทคโนโลยีตลอดจนจัดทำเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ใหม่ ๆ ของประเทศ รวมทั้งการพัฒนา Digital Health การเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพระหว่างสถานพยาบาล เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพได้สะดวก รวดเร็ว และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น
พัฒนาบุคลากรรองรับATMPs
เมื่อถามถึงความคืบหน้าของ ATMPs ในส่วนการดำเนินการของกรมการแพทย์ นพ.ณัฐพงศ์ กล่าวว่า กรมดำเนินการร่วมกับสธ.และมหาวิทยาลัย โดยสธ.เป็นประธาน กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์รับผิดชอบด้านห้องปฏิบัติการ ส่วนกรมการแพทย์ดูแลบทบาทด้านการรักษา มีความก้าวหน้า 4 กลุ่ม โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ รพ.ราชวิถี สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี โดยเฉพาะกลุ่มโรคเลือด มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาบุคลากรเพื่อให้สามารถการรักษาได้ โดยใช้ผลิตภัณฑ์ของมหาวิทยาลัยที่สามารถผลิตได้
“แต่เทคโนโลยีการรักษา การดูแลต่อ เป็นการทำงานร่วมกับสถาบันของกรมการแพทย์ในการดูแลคนไข้ โดยจะใช้ข้อมูลการวิจัยร่วมกันที่จะดูแล ยังมีอีกหลายโรคที่ดำเนินการร่วมกัน เช่น ต่อมน้ำลายแห้งจากการฉายแสง ยังมีรพ.เมตตาประชารักษ์หรือวัดไร่ขิง เป็นเรื่องของการใช้สเต็มเซลล์ในการทำกระจกตา เป็นต้น”นพ.ณัฐพงศ์กล่าว
ขยายบริการหุ่นยนต์ผ่าตัด
นพ.ณัฐพงศ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับการใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดที่รพ.ราชวิถีมีหุ่นยนต์ผ่าตัดมา 5-6 ปีแล้ว เป็นตัวแรกและตัวเดียวของสธ. ขณะนี้ได้ขยายบริการไปที่รพ.นพรัตน์ราชธานี เปิดให้บริการแล้ว และกำลังจะติดตั้งที่รพ.สงฆ์ สถาบันโรคทรวงอก และ รพ.เลิดสิน โดยมีรพ ราชวิถีดำเนินการเป็นพี่เลี้ยงถ่ายทอดให้กับหน่วยบริการในสังกัดกรมและจะถ่ายทอดไปยังแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในต่างจังหวัด เช่น รพ.มหาราชนครราชสีมา ซึ่งผ่าไป 20 ราย ปีถัดไปจะผ่าให้ได้หลายโรคมากขึ้น
“สิ่งสำคัญจะเสนอความคุ้มค่าคุ้มทุนกับสปสช. เนื่องจากเทคโนโลยีนี้มีค่าใช้สูง แต่เป็นการรักษาที่เสียเลือดน้อย บาดเจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว จะพยายามให้มีการบรรจุเป็นสิทธิประโยชน์ในบริการการรักษาที่จำเป็น เพื่อให้คนได้รับประโยชน์ในบริการที่ดีที่สุด จะต้องค่อยๆ เพิ่มในการรักษาหลากหลายสาขามากขึ้น”นพ.ณัฐพงศ์กล่าว
อบรมแพทย์เฉพาะทางตอบสนองต่อเขตสุขภาพ
นพ.ณัฐพงศ์ กล่าวด้วยว่า กรมการแพทย์มีสถาบันที่ฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางมา 50 กว่าปี มีสถาบันฝึกอบรมในสังกัดกรมการแพทย์ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค รวม 27 แห่ง มีหลักสูตรการเรียนการสอนแพทย์เฉพาะทาง จำนวน 99 สาขา 123 หลักสูตร มีผู้จบการฝึกอบรม เฉลี่ยปีละ 240 คน และยังมีการจัดอบรมหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทาง จำนวน 58 หลักสูตร เฉลี่ยปีละ 1,500 คน ตลอดจนหลักสูตรสหวิชาชีพทางการแพทย์ระยะยาว 5 หลักสูตร มีผู้จบการฝึกอบรม เฉลี่ยปีละ 80 คน
ส่วนระยะถัดไปจะมุ่งการอบรมแพทย์เฉพาะทางที่ตอบสนองต่อเขตสุขภาพ โดยจะพยายามดูว่าเขตไหน จังหวัดไหนที่ยังขาดแคลนแพทย์เฉพาะทางด้านไหน จะพยายามรับมาเป็นลำดับแรกที่จะได้รับการฝึกอบรมก่อน นอกจากนี้ จะมีระบบการปรึกษาทางไกลโดยอาจารย์แพทย์ที่ส่วนกลางสามารถเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำกับแพทย์ในพื้นที่ต่างจังหวัด ตลอดเวลา รวมถึงการฝึกอบรมพยาบาล โดยกรมตั้งเป้าจะเป็นสถาบันการแพทย์ขึ้นสูงที่มีทั้งการอบรมโดยสถาบันของกรมเอง และร่วมกับมหาวิทยาลัย และสถาบันพระบรมราชชนก ในการอบรมและผลิตบุคลกรทางการแพทย์สาขาต่างๆ ให้มากขึ้น





