วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

ไทยปรับเก็บ‘ภาษีบุหรี่อัตราเดียว’ เปิดผลลัพธ์ 3 ฉากทัศน์

ไทยปรับเก็บ‘ภาษีบุหรี่อัตราเดียว’ เปิดผลลัพธ์ 3 ฉากทัศน์

“ภาษีบุหรี่”เป็นมาตรการสำคัญตามที่กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก  (WHO FCTC)แนะนำว่าจะทำให้ลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ในประเทศนั้นๆลง โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ เก็บภาษีตามมูลค่า และเก็บภาษีตามปริมาณ  ทั้งนี้ ควรเป็น “ภาษีอัตราเดียว”

 สำหรับประเทศไทยตั้งแต่ปี 2560 มีการเปลี่ยนระบบการเก็บภาษีบุหรี่จากอัตราเดียว เป็นแบบ 2 อัตรา โดยเก็บตามมูลค่า แบ่งเป็น ขั้นต่ำ 25 %ของมูลค่า หากราคาขายปลีกไม่เกิน 72 บาท/ซอง และขั้นสูง 42 %ของมูลค่า หากราคาเกิน 72 บาท/ซอง นอกจากนี้ ยังเก็บภาษีตามปริมาณ 1.25 บาทต่อมวน  อย่างไรก็ตาม  กรมสรรพสามิตเตรียมที่จะเสนอรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อปรับภาษีบุหรี่กลับมาเป็นการเก็บแบบอัตราเดียว 

ปัญหาของระบบภาษีบุหรี่ 2 อัตรา

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ผศ.ดร.ถิรภาพ ฟักทอง คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) กล่าวว่า  การเก็บภาษีบุหรี่ 2 อัตรา สร้างปัญหาหลักในหลายมิติ ได้แก่ 

1. ระบบหลายอัตราทำให้โครงสร้างภาษีซับซ้อน ไม่สอดคล้องกับกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบฯ ที่แนะนำให้ใช้ระบบอัตราเดียว  เพื่อความโปร่งใส และประสิทธิภาพในการควบคุมการบริโภค

2.ระบบหลายอัตราทำให้โครงสร้างภาษีซับซ้อน ติดตามได้ยาก และรัฐคาดการณ์รายได้ล่วงหน้าได้ลำบากเนื่องจากรายได้มีความผันผวนสูง  โดยในอดีตรายได้ภาษีบุหรี่เคยอยู่ที่ประมาณ 66,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันแกว่งลงมาเหลือเพียง 30,000 กว่าล้านบาท

3.การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ทำให้เกิดกลยุทธ์การตัดราคา แทนที่จะแข่งกันที่คุณภาพของสินค้าเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่ชั้นภาษีที่ต่ำกว่า เพื่อหนีภาษีอัตราสูง เช่น การลดราคาลงมาเพื่อให้เสียภาษีในอัตราต่ำ ซึ่งปัจจุบันบุหรี่เกือบ 90% เป็นการเก็บภาษีขั้นต่ำ 25%

4.วิกฤติบุหรี่เถื่อน  ยิ่งระบบภาษีซับซ้อนและมีส่วนต่างราคาสูง บุหรี่เถื่อนยิ่งมีโอกาสแทรกซึม  โดยปัจจุบันบุหรี่เถื่อนมีสัดส่วนเกือบ 1 ใน 3 ของตลาดไทย

ฉากทัศน์ที่ผลลัพธ์ดีที่สุด

ผศ.ดร.ถิรภาพ  กล่าวอีกว่า ในช่วงกลางปี 2568 ถึงต้นปี 2569 จึงได้ทำการศึกษา เรื่อง “ผลกระทบของระบบภาษีสรรพสามิตบุหรี่แบบอัตราเดียวต่อเศรฐกิจและสังคมไทย” โดยใช้แบบจำลองคณิตศาสตร์ขั้นสูง ในการทำจำลองโลกเสมือนระบบเศรษฐกิจทั้งการผลิต นำเข้า บริโภค โดยเปลี่ยนนโยบายภาษี ใน 3 ฉากทัศน์ ได้แก่

1.เก็บอัตราเดียวตามมูลค่าที่ 25 % บวกกับปรับภาษีตามปริมาณเพิ่ม 0.05 บาททุก 2 ปี 
2.เก็บอัตราเดียวตามมูลค่าสูงขึ้นเล็กน้อยที่ 26 % บวกกับปรับภาษีตามปริมาณเพิ่ม 0.05 บาททุก 2 ปี 
3.เก็บอัตราเดียวตามมูลค่าที่ 25 % บวกกับปรับภาษีตามปริมาณเพิ่ม 0.05 บาททุก 2 ปี  และมาตรการปราบปรามบุหรี่เถื่อนให้ลดลง 1 % ทุก 2 ปี 

ผลการศึกษาพบว่าตัวเลขประมาณการผลลัพธ์ในอีก 20 ปีข้างหน้าหรือปี 2588 ตามฉากทัศน์ที่ 3 นั้น ดีที่สุดในทุกด้าน คือ 

  • รายได้ภาษีจะอยู่ที่  28,153 ล้านบาทต่อปี   หากเป็นระบบ2อัตราแบบเดิมจะอยู่ที่ 32,144 ล้านบาทต่อปี  ส่วนฉากทัศน์ที่  1 จะอยู่ที่ 28,062 ล้านบาท และฉากทัศน์ที่ 2 อยู่ที่ 28,759 ล้านบาท
  • บุหรี่ถูกกฎหมาย เพิ่มขึ้นเป็น 193.6 ล้านซองต่อปี  หากเป็นระบบเดิมจะอยู่ที่ 191.9 ล้านซองต่อปี  ส่วนฉากทัศน์ที่  1 จะอยู่ที่ 192 ล้านซองต่อปีและฉากทัศน์ที่ 2 อยู่ที่ 191.9 ล้านซอง ต่อปี
  • บุหรี่เถื่อนเหลือน้อยที่สุด 66.9 ล้านซองต่อปี  หากเป็นระบบเดิมจะอยู่ที่ 74.4 ล้านซองต่อปี  ส่วนฉากทัศน์ที่  1 จะอยู่ที่ 73.5 ล้านซองต่ออปีและฉากทัศน์ที่ 2 อยู่ที่ 73.9 ล้านซองต่อปี

“ศึกษาการเก็บอัตราเดียวที่ขั้นต่ำ 25 % เนื่องจากปัจจุบัน 90 %มีการเก็บอยู่ในอัตรานี้ และหากมีการกระโดดไปเก็บอัตราเดียวที่ขั้นสูงกว่า 40 %เลยนั้น แม้รายได้รัฐจะสูงขึ้นแต่ก็แลกมากับการที่บุหรี่เถื่อนจะพุ่งสูงขึ้นเช่นกัน เพราะคนจะหันไปหาบุหรี่ที่ราคาถูกกว่า”ผศ.ดร.ถิรภาพกล่าว 
 

ไทยปรับเก็บ‘ภาษีบุหรี่อัตราเดียว’ เปิดผลลัพธ์ 3 ฉากทัศน์

ข้อดีฉากทัศน์แบบ “แพ็คเกจนโยบาย”  

ผศ.ดร.ถิรภาพ กล่าวต่อว่า จากผลการศึกษานี้ ในเชิงนโยบายจึงควรเลือกฉากทัศน์ที่ 3 ซึ่งไม่ได้ปรับเรื่องภาษีเพียงด้านเดียว แต่เป็นแบบ “แพ็คเกจนโยบาย”  โดยปรับสู่ภาษีตามมูลค่าอัตราเดียวที่ 25% เหตุผลที่เสนออัตรา 25% เนื่องจากเป็นระดับที่บุหรี่ส่วนใหญ่ในตลาดเสียภาษีอยู่แล้ว การปรับให้เท่ากันหมดจะช่วยลดความซับซ้อน และทำให้การแข่งขันในตลาดเปลี่ยนจากสงครามราคาไปเป็นการ แข่งกันที่คุณภาพ  ร่วมกับการเพิ่มภาษีตามปริมาณ แบบ Roadmap ขั้นบันไดที่ชัดเจน  เช่น ปรับเพิ่มมวนละ 0.05 บาท ทุกๆ 2 ปี  และบวกด้วยมาตรการยกระดับการปราบปรามบุหรี่เถื่อนอย่างจริงจัง ให้ลดลงปีละ 0.5% - 1%

“การเลือกปรับตามฉากทัศน์ที่ 3 จะทำให้ในอีก 20 ปีข้างหน้า จำนวนผู้สูบบุหรี่ในประเทศไทยคาดว่าจะลดลงจากปัจจุบันที่มีประมาณ 10 ล้านคน เหลือเพียง 7.8 ล้านคน หรือต่ำกว่านั้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนทางสุขภาพของประเทศในระยะยาว ส่วนรายได้รัฐจะมีความสมูท ไม่แกว่งรุนแรงเหมือนในอดีต ทำให้การบริหารจัดการงบประมาณภาครัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น และด้านการแข่งขันเกษตรกรและผู้ผลิตยาสูบจะได้รับการส่งเสริมให้พัฒนาคุณภาพใบยา แทนที่จะแข่งขันกันที่การลดราคา”ผศ.ดร.ถิรภาพกล่าว

ต้องทำมาตรการอื่นๆควบคู่ด้วย

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอจากภาคสุขภาพนั้นต้องการให้รัฐปรับการเก็บภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียวตามปริมาณจะเกิดผลต่อการลดนักสูบมากกว่าการเก็บอัตราเดียวตามมูลค่า ผู้สื่อข่าวจึงถามว่า งานวิจัยนี้มีการศึกษาในกรณีเก็บอัตราเดียวตามปริมาณหรือไม่ ผศ.ดร.ถิรภาพ กล่าวว่า  ฉากทัศน์ 3 ที่นำเสนอซึ่งเป็นการเก็บอัตราเดียวขั้นต่ำ 25 %  เท่ากับภาษีตามมูลค่าแทบจะคงเดิมเพราะตอนนี้ 90 %ก็เก็บอัตรานี้อยู่แล้ว และปรับตามปริมาณด้วย ตามมวนค่อยๆขยับขึ้นด้วยทีละ 0.05 บาททุก 2 ปีเป็นขั้นบันได ก็ทำให้ผลลัพธ์ตรงกับที่ภาคสุขภาพและสาธารณสุขต้องการ คือ ยิ่งสูบมวนมากยิ่งโดนภาษีมากขึ้น    

ท้ายที่สุด ผศ.ดร.ถิรภาพ ย้ำว่า การเก็บภาษีบุหรี่เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องใช้ร่วมกับมาตรการทางสาธารณสุขอื่นๆ เช่น การจัดพื้นที่สูบบุหรี่ให้เป็นระเบียบ การไม่โฆษณาจูงใจ หรือการใช้ซองบุหรี่แบบเรียบเหมือนในประเทศอังกฤษ และรัฐบาลชุดใหม่ควรพิจารณานำข้อเสนอฉากทัศน์การเก็บภาษีอัตราเดียวจากงานวิจัยนี้ไปใช้เป็นแนวทาง  เพราะเป็นเครื่องมือสร้างผลลัพธ์ทางสังคมทั้งในมิติของรายได้รัฐ สภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เป็นธรรม ที่สำคัญสุขภาพของประชาชน

“การปฏิรูปภาษีบุหรี่ไม่ใช่เพียงการเพิ่มรายได้ให้รัฐเท่านั้น แต่ต้องมองเป็นเครื่องมือสร้างผลลัพธ์ทางสังคม การปรับสู่อัตราเดียว จึงเป็นความจำเป็นที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องมีความชัดเจนในการประกาศแผนการปรับภาษี (Roadmap) ล่วงหน้า เพื่อให้ทุกภาคส่วน ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิต จนถึงผู้บริโภค สามารถปรับตัวไปพร้อมกันได้”ผศ.ดร.ถิรภาพกล่าว