สธ.เผย ‘ยา เวชภัณฑ์ วัคซีน’ อยู่สภาวะปกติ ไม่ขาด ภาคเอกชน-ผู้นำเข้ายามีสต็อกปกติ 2 เดือน ส่วนใหญ่ย่สำเร็จรูปนำเข้าจากจีน อเมริกา ยุโรปเป็นหลัก
เมื่อวันที่ 6 มี.ค.2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม เตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข รองรับการดูแลคนไทยจากเหตุสู้รบในตะวันออกกลาง ว่า จากการหารือเรื่องผลกระทบด้านความมั่นคงทางยา เวชภัณฑ์ และวัคซีน หากการสู้รบมีการลากยาวออกไป
โดยประเมินว่าจะไม่มีการขาดยา แต่ก็จะต้องระมัดระวังเรื่องของโลจิสติกส์ เรื่องการขนส่ง ซึ่งอาจจะใช้เวลามากขึ้น สมมติปกติใช้เวลา 7 วัน อาจจะใช้เวลาเพิ่มเติมจากระยะทางที่ไกล เพราะการปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ฝั่งทะเลแดง
แต่ในส่วนของประเทศไทย ไม่ได้มียาที่มาจากโซนด้านนั้นมากนัก ส่วนใหญ่ยาสำเร็จรูป จะมาจากประเทศจีน อเมริกา และยุโรป อย่างไรก็ตาม สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) จะมีการหารือกับสมาคมผู้ประกอบการเรื่องยาและ เวชภัณฑ์ จะมีความชัดเจนเพิ่มมากขึ้น
“เบื้องต้นทราบว่าไม่ขาด โดยภาคเอกชนและผู้นำเข้ายาต่าง ๆนั้นตามปกติจะมีสต๊อก อยู่ประมาณ 2 เดือน ซึ่งยาแต่ละตัวอาจจะมีความยากง่ายที่จะจัดซื้อแตกต่างกัน แต่ก็ไม่อยากให้ตื่นตระหนก ยืนยันว่าเรื่องยา เวชภัฑ์ วัคซีนยังอยู่ในสภาวะปกติ หากสถานการณ์ไม่รุนแรงและแย่ลง คิดว่าน่าจะไม่มีข้อกังวลมากนัก”นายพัฒนากล่าว
สำหรับโรงพยาบาลต่างๆ ได้มีการแจ้งเตรียมความพร้อมและประเมินสถานการณ์ โดยอันดับแรก เรื่องการประหยัดทรัพยาการต่างๆทั้งพลังงาน ยา เวชภัณฑ์ ต้องมีการตื่นตัวต้องเห็นว่าอาจ จะมีความสลับซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นในการจัดซื้อ เรื่องระยะเวลาขนส่งและราคา ได้แจ้งไปทุกหน่วย ให้ระมัดระวัง แต่ระยะเวลาการจ่ายยาให้กับผู้ป่วยยังเหมือนเดิม
นายพัฒนา กล่าวด้วยว่า ประมาณ 5-6 วัน ที่มีการสู้รบที่ตะวันออกกลาง ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) มีการหารือและเตรียมความพร้อมมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนักท่องเที่ยวหรือประชาชนไทยที่ทำงาน หรืออาศัยอยู่ ที่โซนตะวันออกกลาง ที่มีความประสงค์จะกลับมาประเทศไทย ได้เตรียมความพร้อมเรื่องระบบการคัดกรองโรคต่างๆ อาทิ เมอร์ส ไข้เวสไนล์
โดยได้ประสานงานผ่านกระทรวงการต่างประเทศซึ่งเป็นหน่วยงานหลัก มีการเปิดช่องทางให้คำปรึกษาทั้งด้านร่างกายและจิตใจผ่านระบบออนไลน์และแอปพลิเคชันของกรมสุขภาพจิต รวมถึงระบบหมอพร้อม ที่สามารถทำเทเลเมดิซีนได้
“หากมีการอพยพแรงงานไทยกลับประเทศ ได้มีการเตรียมความพร้อมในการคัดกรองโรค ณ สนามบินหลัก 6 แห่ง ได้แก่ สุวรรณภูมิ, ดอนเมือง, บ.6 (กองทัพอากาศ), หาดใหญ่, อู่ตะเภา และภูเก็ต หากตรวจพบเชื้อหรือความเจ็บป่วยก็จะเข้าสู่กระบวนการรักษาตามโปรโตคอลทันที
นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้โรงพยาบาลต่าง ๆ เตรียมความพร้อมและระมัดระวังเรื่องการใช้ทรัพยากรและงบประมาณในการจัดซื้อเวชภัณฑ์ที่อาจมีความซับซ้อนขึ้นในอนาคต”นายพัฒนากล่าว





