รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ อายุรแพทย์โรคไต และประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวถึงความคืบหน้าของภาษีโซเดียม หรือภาษีความเค็มว่า กรมสรรพสามิต กำลังดำเนินการวางแผนอยู่ ว่าจะใช้เกณฑ์อะไร ซึ่งใช้ทั้งเกณฑ์วิชาการและเกณฑ์ความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ยังไม่มีเกณฑ์ตายตัว ต้องหารือก่อนว่าจะเก็บอย่างไร แต่มีการวางแผนจะทำเหมือนน้ำตาลที่เป็นขั้นบันได ยิ่งเค็มมากยิ่งโดนภาษีสูง
ทั้งนี้ จุดมุ่งหมายคือการปรับสูตรลงมาและไม่โดนภาษี ประชาชนก็จะกินอาหารที่โซเดียมต่ำ คุณภาพดี สุขภาพดีขึ้น แต่ไม่ได้หวังว่าจะเป็นการหารายได้ เพียงแค่ปรับสูตรลงมาให้ไม่โดนภาษี ซึ่งจะเป็นมาตรฐานเดียวกันทุกบริษัทไม่ว่าอาหารนำเข้าหรือผลิตในประเทศ เบื้องต้นจะมีเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลกว่า โซเดียมสูงสุดของแต่ละผลิตภัณฑ์ไม่ควรเกินเท่าไหร่ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จควรเท่านี้ ขนมกรุบกรอบควรเท่านี้ ถ้าเกินกว่านี้ก็จะเป็นเกณฑ์เริ่มเก็บภาษี
ควรจะเก็บเฉพาะท็อปเค็มสูงสุด 20%
สมมติการเก็บขนมกรุบกรอบที่มีความเค็ม 100 ผลิตภัณฑ์ หากดูความเค็มจาก 0-100 ควรจะเก็บเฉพาะท็อป 20% หรือ 20% ไทล์ คือตัวที่สูงมากๆ ที่เหลือไม่เค็มอย่าไปเก็บ ก็จะเปลี่ยนแปลงราคาโดยตัวที่เค็มจะราคาสูงขึ้น ตัวไม่เค็มก็จะราคาปกติ ประชาชนจะมีทางเลือกว่าของราคาถูก โซเดียมต่ำดีต่อสุขภาพ ก็จะปรับเปลี่ยนการกินจากอาหารที่เค็มมากมาเป็นเค็มน้อย
ระยะยาวผู้บริโภคกินอาหารดีขึ้น ผู้ผลิตก็พยายามจะเปลี่ยน เพราะไม่อยากอยู่ใน 20% เมื่อลดลงมาก็จะเกิดการปรับตัว ปรับสูตร ซึ่งช่วงแรกอาจจะยากลำบาก แต่เป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งการคิดค้นสูตรใหม่ของอาหารพร้อมบริโภคในอุตสาหกรรมเป็นเรื่องธรรมดาที่ออกสูตรใหม่ทุกเดือนอยู่แล้ว คิดว่าผ่านไป 1-2 ปี ทุกอย่างเริ่มเข้าที่และระยะยาวน่าจะดี
อย่างภาษีน้ำตาล เมื่อ 5 ปีที่แล้วกลัวว่าราคาน้ำอัดลมจะแพง ประชาชนจะไม่กิน ยอดขายบริษัทจะสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด แต่ตอนนี้พบว่า ยอดขายบริษัทหนึ่งมีทั้งสูตรปกติและหวานน้อย สูตรที่หวานน้อยกลับขายดี ยอดกำไรรวมไม่ลดแต่เพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ ระยะยาวไม่เสียตลาด หรือทางเศรษฐกิจ หรือรายได้ ประชาชนมีแนวโน้มกินอาหารที่ดีสุขภาพมากขึ้น หวานน้อยลง การบริโภคน้ำตาลก็น้อยลงหลังจากมีภาษี
“ระยะยาวสังคมได้ประโยชน์ ค่ารักษาพยาบาลก็น่าจะลดลง รัฐอาจจะมีรายได้เล็กน้อยซึ่งภาษีไม่ได้มากอะไร อุตสาหกรรมก็ไม่เสียรายได้ เพราะฉะนั้นภาษีไม่ได้กระทบหรือทำร้ายใครเลย" รศ.นพ.สุรศักดิ์กล่าว
บุฟเฟต์ กินชาบู หนุ่มสาวบริโภคโซเดียมฉ่ำ
สำหรับ สถานการณ์การบริโภคโซเดียมของคนไทยด้วยว่า องค์การอนามัยโลก กำหนดให้บริโภคโซเดียมไม่เกินวันละ 2,000 มิลลิกรัม ซึ่งแนวโน้มการบริโภคโซเดียมนั้นลดลงในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรคไต และอัมพาต คือกินเค็มน้อยลง เพราะตระหนักมากรู้ว่ากินเค็มแล้วโรคจะกำเริบ ความดันจะพุ่ง เรียกว่าคนไข้ลดเค็มลงได้แล้ว แต่คนหนุ่มสาวยังกินเค็มไม่แตกต่างจากเดิม คิดว่ายังมีความสุขกับการบริโภค เพราะยังไม่ป่วย ยังกินบุฟเฟต์ กินชาบู
"คนหนุ่มสาวต้องอาศัยมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมหรือกฎหมาย เพื่อชักจูงให้กินอาหารเค็มน้อยลง หากให้ความรู้ว่าอีก 10 ปีจะเป็นโรคไต ความดันโลหิตสูง ในคนอายุ 25 ปีกำลังทำงานมีความสุขกับการกินถือว่ายาก เพราะการกินเค็มหรือหวานเป็นความสุข เป็นการเสพติดอย่างหนึ่ง เพราะกินหวานกินเค็มมันอร่อย" รศ.นพ.สุรศักดิ์กล่าว
ออกกฎหมายที่เอื้อ อาหารเค็มน้อยราคาถูก
ถ้าเป็นไปได้คือ 1.มีกฎหมายที่เอื้อให้กินเค็มน้อยลง อาหารที่เค็มมีราคาแพง เค็มน้อยดีต่อสุขภาพราคาถูก 2.สิ่งแวดล้อม อย่างร้านก๋วยเตี๋ยวในตลาด ถ้าทุกร้านทำเค็มหมดไม่มีทางเลือกก็ต้องกินอาหารเค็มก็จะชิน ถ้าร้านไหนทำเค็มอาจมีป้ายเตือนว่าเค็มน้อยสั่งได้ เป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคอยากจะกินเค็มปกติหรือเค็มน้อย เหมือนเครื่องดื่มที่สั่งหวานกี่เปอร์เซ็นต์ เช่น 25% 50% 75% อยากให้ทำแบบนั้นให้เป็นนอร์มของประชาชน เพื่อให้ระยะยาวเขาปรับลิ้นให้ชินกับการกินเค็มน้อยแล้วอร่อย ไม่ใช่เค็มมากอร่อย
"ต้องค่อยๆ ปรับความเค็มลงทีละน้อย ปรับทั้งอุตสาหกรรมพยายามโน้มน้าวลดความเค็มโดยใช้ภาษีหรือเก็บมาตรฐานสูงสุด ซึ่งในต่างประเทศมีมาตรฐานโซเดียมสูงสุดในอาหารแต่ละผลิตภัณฑ์ หากเกินกว่านี้จะมีมาตรการที่มีคำเตือนหรือห้ามขาย" รศ.นพ.สุรศักดิ์กล่าว





