วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม 2569

Login
Login

วิกฤติพัฒนาการเด็ก ‘Gen อัลฟา - Gen เบต้า’ การใช้ – เข้าใจภาษาน่าห่วงที่สุด

วิกฤติพัฒนาการเด็ก ‘Gen อัลฟา - Gen เบต้า’  การใช้ – เข้าใจภาษาน่าห่วงที่สุด

รายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาส 4และภาพรวมปี 2568 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) หรือสภาพัฒน์ ในมิติประเด็นสุขภาพและการเจ็บป่วย ไตรมาสสี่ ปี 2568 จ านวนผู้ป่วยโรคเฝ้าระวังโดยรวมเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2567 ราว98.5  % จาก 358,795 ราย เป็น 712,384 ราย

โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ โรคไข้หวัดใหญ่ จำนวน 558,368 ราย และโรคปอดอักเสบ จำนวน 120,163 ราย ขณะที่จำนวนผู้ป่วยโรคหัด โรคไข้เลือดออก และโรคบิด มีแนวโน้มลดลง

ภาพรวมปี 2568 พบผู้ป่วยโรคเฝ้าระวังจำนวน 1,813,651 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 2,750.8 รายต่อ ประชากรแสนคน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ราว 44.9 % โดยโรคที่พบผู้ป่วยมากที่สุด คือ โรคไข้หวัดใหญ่ เพิ่มขึ้น 80.4 %ขณะที่โรคปอดอักเสบ และโรคมือ เท้า ปาก ยังคงอยู่ในกลุ่มโรคที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

เสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าสูงขึ้น

สถานการณ์ด้านสุขภาพจิตของคนไทย จากข้อมูลการประเมินสุขภาพจิตของคนไทย (Mental Health Check In: MHCI) ไตรมาสสี่ ปี 2568 ซึ่งมีผู้เข้ารับการประเมินกว่า 180,000 ราย พบว่า ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้ามีสัดส่วนสูงที่สุด อยู่ที่ 6.6 % เพิ่มขึ้นจาก 5.3 % ในช่วงเดียวกันของปีก่อน รองลงมาเป็นผู้ที่ มีความเครียดสูง 6.0 % ผู้ที่มีภาวะหมดไฟ 4.5 %และผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย 3.6 %

ภาพรวมปี 2568 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปี 2567 ในทุกกลุ่มความเสี่ยง โดยผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า มีสัดส่วนสูงที่สุด อยู่ที่ 8.3 % รองลงมา ได้แก่ ผู้ที่มีความเครียดสูง ผู้ที่มีภาวะหมดไฟ และผู้ที่มีความเสี่ยงต่อ การฆ่าตัวตาย สะท้อนแนวโน้มปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หญิงไทยฝากครรภ์ครบ ต่ำสุดรอบ 8 ปี

ไม่เพียงเท่านี้ ประเทศไทยมีสถิติการฝากครรภ์ครบตามเกณฑ์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านสุขภาพมารดาและทารกเพิ่มขึ้น เช่น การแท้งบุตร การคลอดก่อนกำหนด และความผิดปกติของทารก ข้อมูลด้านส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม กลุ่มสตรีและเด็กปฐมวัย พบว่า ในปี 2568 มีหญิงตั้งครรภ์ได้รับ บริการฝากครรภ์ครบ 5 ครั้ง ตามเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข เพียง 62.0 % ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 8 ปี

ขณะที่อัตราการคลอดก่อนกำหนดอยู่ที่ 10.1 % (เป้าหมายของกระทรวงสาธารณสุขตั้งไว้ที่ 9.0 %) และอัตราส่วนการตายของมารดาไทยต่อการเกิดมีชีพแสนคน อยู่ที่ 19.9 ราย (เป้าหมายของกระทรวงสาธารณสุข ตั้งไว้ที่ 16 ราย)

สะท้อนความจำเป็นในการเร่งขยายการเข้าถึงบริการฝากครรภ์ อาทิ ผลักดันให้การลาไปฝากครรภ์ เป็นสิทธิที่พึงได้รับ ส่งเสริมให้ฝากครรภ์ที่หน่วยบริการปฐมภูมิใกล้บ้าน ใช้ระบบการแพทย์ทางไกลในพื้นที่ห่างไกล หรือกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำในการนัดหมายบางครั้ง และติดตามกรณีที่ไม่มารับบริการตามนัดอย่างทันท่วงที

วิกฤติพัฒนาการ Gen อัลฟา-เบต้า

ส่วนในเรื่องพัฒนาการของเด็กยุคใหม่ ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ โดย Gen Alpha (เด็กที่เกิดในช่วงปี 2553-2567) และ Gen Beta (เด็กที่เกิดตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป) ปัจจุบันมีอายุระหว่าง 0-16 ปี และมีสัดส่วนคิดเป็น 15.6 % ของโครงสร้างประชากรไทย ปี 2568 (สศช., 2562)

เด็กกลุ่มนี้เติบโตมาพร้อมกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี อาทิ ปัญญาประดิษฐ์และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตต้นทุนต่ำ ซึ่งเอื้อต่อการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะ และจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในอนาคต อย่างไรก็ตาม เด็กกลุ่มดังกล่าวกลับมีปัญหามีพัฒนาการต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลการสำรวจพัฒนาการเด็กปฐมวัย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า แม้เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการสมวัยเพิ่มขึ้นจาก 73.4 % ในปี 2553 เป็น  81.6 %  ในปี 2568 แต่ยังต่ำกว่าค่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่  85.018 %

 สะท้อนถึงความท้าทายด้านคุณภาพพัฒนาการเด็กที่ยังต้องได้รับการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า เด็กที่สงสัยพัฒนาการล่าช้าสูงสุดอยู่ที่ด้านการใช้ภาษา 75.3 % รองลงมา คือด้านการเข้าใจภาษา 61.3 % ซึ่งทั้งสองด้านเป็นรากฐานสำคัญของการสื่อสารและการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม จึงอาจเกี่ยวข้องกับการแสดงพฤติกรรมบางประการที่มีลักษณะใกล้เคียงภาวะออทิสติก หรือภาวะออทิสติกเทียม (Pseudo-autism)19 เช่น ไม่ค่อยสบตา และตอบโต้น้อย

ปัจจัยที่ส่งผลต่อพัฒนาการเด็กไทยยุคสังคมดิจิทัล

 ทั้งนี้ งานศึกษาของ Heffler et al. (2022) ระบุว่า การใช้สื่อดิจิทัลตั้งแต่วัยทารกมีความสัมพันธ์กับพัฒนาการล่าช้าและพฤติกรรมลักษณะดังกล่าว สะท้อนว่า ปัญหาพัฒนาการไม่สมวัยในปัจจุบันอาจเชื่อมโยงกับบริบทการเลี้ยงดูในสังคมดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญ

ปัจจัยที่ส่งผลต่อพัฒนาการเด็กไทยในยุคสังคมดิจิทัลสามารถสรุปได้ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่

1.พฤติกรรมการใช้เวลาหน้าจอที่ไม่เหมาะสมกับช่วงวัย ข้อมูลการสำรวจสถานการณ์เด็ก และสตรีในประเทศไทย ปี 2565 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า เด็กไทยเริ่มใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเด็กอายุ 0-1 ปี 27.0 % เล่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และในกลุ่มนี้ 44.1 % ใช้เวลาหน้าจอเกินวันละ 1 ชั่วโมง

ขณะที่เด็กอายุ 2-4 ปี มีสัดส่วนการเล่นอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์สูงถึง 80.4 % และในกลุ่มนี้ 72.6 % ใช้เวลาหน้าจอเกินวันละ 1 ชั่วโมง ซึ่งสูงกว่าข้อแนะน าขององค์การอนามัยโลก ที่ระบุว่าเด็กอายุ 1-4 ปี ควรใช้เวลาหน้าจอไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง

ปัจจัยดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงที่เด็กจะเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม และอาจสัมพันธ์กับพัฒนาการ ที่ไม่สอดคล้องกับช่วงวัย หรือการแสดงพฤติกรรมบางประการที่คล้ายภาวะออทิสติก ซึ่งหากไม่ได้รับการสังเกตอย่างใกล้ชิด ไม่มีการติดตามพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง และให้การช่วยเหลือที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและศักยภาพการเรียนรู้ในระยะยาว

คลิปสั้นส่งผลพฤติกรรมขาดสมาธิสูงขึ้น

งานศึกษาของ Wannapaschaiyong et al. (2023) พบว่า เด็กปฐมวัยไทยเกือบ 1 ใน 4 มีภาวะบกพร่องด้านความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรม (Executive Function) ซึ่งเชื่อมโยงกับการรับชมสื่อที่มีคุณภาพต่ำเป็นเวลานาน และการใช้สื่อร่วมกับผู้ดูแล (Co-viewing) ในระยะเวลาที่น้อยลง

ขณะเดียวกันงานวิจัยของ Chiencharoenthanakijet al. (2025) พบว่า เด็กไทยวัยเรียนอายุ 6-12 ปี ที่ใช้สื่อวิดีโอรูปแบบสั้น เช่น TikTok, YouTube Shorts และ Reels เป็นประจำมีแนวโน้มจะแสดงพฤติกรรมขาดสมาธิสูงขึ้น ถึงแม้จะควบคุมปัจจัยอื่นแล้ว เช่น ระยะเวลาการใช้ หน้าจอ รูปแบบการเลี้ยงดู และสุขภาพจิตของผู้ปกครอง

ผลกระทบดังกล่าวพบเด่นชัดมากขึ้นในเด็กที่อายุน้อย เนื่องจากสมองส่วนหน้าซึ่งมีหน้าที่ควบคุมสมาธิและการยับยั้งชั่งใจยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทั้งนี้ ทั้งสองการศึกษาชี้ตรงกัน ว่าปัญหาดังกล่าวไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการใช้หน้าจอเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับลักษณะและรูปแบบของ สื่อที่เด็กได้รับด้วย

และ 2.การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างครัวเรือนที่เด็กไม่ได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ รายงานสถานการณ์ เด็กและครอบครัว ปี 2566 ระบุว่า เด็กไทยใน 1.8 ล้านครัวเรือน หรือ 26.5 %ของครัวเรือนที่มีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ หากแต่อยู่ในครัวเรือนข้ามรุ่นที่มีผู้สูงอายุเป็นผู้ดูแลหลัก ซึ่งมักเผชิญข้อจำกัดด้านสุขภาพและกำลังในการดูแล

ทำให้การดูแลเด็กวัยที่มีพลังงานสูงและต้องการการกระตุ้นพัฒนาการอย่างใกล้ชิดทำได้ไม่เต็มที่ ขณะเดียวกัน ต้นทุนการเข้าถึงอุปกรณ์ดิจิทัลที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ เกมคอมพิวเตอร์ และสื่อดิจิทัลรูปแบบต่าง ๆ ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยดูแลและจัดการพฤติกรรมเด็กในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเพื่อดึงความสนใจหรือทำให้ เด็กอยู่นิ่ง

เร่งออกมาตรการกำกับการใช้สื่อหน้าจอของเด็ก

การแก้ไขปัญหาจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน  โดยในต่างประเทศ มีแนวทางที่หลากหลายในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กควบคู่กับการกำกับการใช้สื่อดิจิทัล ตัวอย่างเช่น

  • สิงคโปร์ ออกคำแนะนำ เด็กอายุต่ำกว่า 18 เดือน หลีกเลี่ยงการใช้สื่อหน้าจอทุกประเภท
  • ญี่ปุ่น  Protection of Children Online ออกแบบเทคโนโลยีปลอดภัยตั้งแต่ต้นทางสำหรับเด็ก
  • สหราชอาณาจักร บังคับใชเกฎหมาย Online Safety Act 2023 และแนวทางการใช้มือถือในโรงเรียน 

สำหรับประเทศไทยควรเร่งกำหนดนโยบายและมาตรการที่ชัดเจนในการกำกับการใช้สื่อหน้าจอของเด็ก เพื่อลดความเสี่ยงต่อพัฒนาการล่าช้าในระยะยาว โดยนำแนวทางที่ประสบผลสำเร็จจากต่างประเทศมาปรับใช้ในการสื่อสารให้เข้าใจง่ายและเหมาะสมกับบริบทครอบครัวไทย

ควบคู่ไปกับการพัฒนาแพลตฟอร์มหรือสื่อสาธารณะที่รวบรวมความรู้ด้านพัฒนาการเด็ก การรู้เท่าทันสื่อ และแนวปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อให้ผู้ปกครองและผู้ดูแลมีเครื่องมือที่ใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรมในการดูแลเด็ก