ประเทศไทยประกาศความพร้อมในการก้าวสู่การเป็นฐานการวิจัยและผลิตผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (Advanced Therapy Medicinal Products: ATMPs) ที่ครบวงจรที่สุดในภูมิภาค มุ่งเป้าอนุมัติทะเบียนยาเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(อาเซียน)
ขณะที่ปัจจุบันการวิจัยพัฒนา เรื่อง ATMPs (ยีนบำบัด ,เซลล์บำบัด,วิศวกรรมเนื้อเยื่อ) มีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียนแพทย์ จนถึงขั้นการยื่นขอขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)แล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณา
ภายในการประชุมวิชาการคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.2569 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) เมื่อเร็วๆนี้ มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ : Catching the Global Trend of Health Innovation : เกาะกระแสโลกผลิตภัณฑ์สุขภาพ สาขายา เรื่อง “ครบเครื่องเรื่อง ATMPs”
จดสิทธิบัตร คาร์ซีดีไนน์ทีน (CAR CD19)
ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง อาจารย์ประจำสาขาวิชาโลหิตวิทยาและมะเร็งวิทยา คณะแพทยศาสตร์รพ.รามาธิบดี ม.มหิดล กล่าวว่า ATMPs มีที่เกี่ยวข้องมากมาย ไม่ใช่เฉพาะคาร์ ที-เซลล์(Car T-Cell)เท่านั้น เช่น Circular mRNA for Cancer treatment , Gene therapy in Thalassemia
ทั้งนี้ คาร์ที-เซลล์ เป็นการนำเม็ดเลือดขาวมาดัดแปลงพันธุกรรม โดยมหิดลมีการจดสิทธิบัตรที่เป็น คาร์ซีดีไนน์ทีน (CAR CD19) ครอบคลุมเกือบทั้งหมด หมายความว่า ถ้ามีใครสร้างคาร์นี้ขึ้นมานั้น ม.มหิดล ที่เป็นเจ้าของสิทธิบัตรนี้ ก็จะเป็นผู้ไปเคลมประโยชน์จากผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักรไทย
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะจดสิทธิบัตรได้ต้องพิสูจน์มาแล้วว่าการทำได้ผลจริง ซึ่งรพ.รามาฯมีการใช้ในคนไข้จริง โดยทำคาร์ ที-เซลล์ที่แตกต่างจากที่อื่น โดยเป็นการใช้เม็ดเลือดขาวของพี่น้อง หรือพ่อแม่ที่เข้ากันได้ แทนที่จะใช้เม็ดเลือดขาวของตัวเองซึ่งทั่วโลกขายอยู่เข็มละ 15 ล้านบาท
ใช้คาร์ ที-เซลล์ รักษาลิวคีเมีย
“วิธีการรักษาด้วยการใช้คาร์ ที-เซลล์นั้น ต้องเริ่มต้นจากคนไข้ที่วิธีการรักษาอื่นๆไม่ได้ผลมาหมดทุกอย่างแล้ว โดยคนไข้ที่ไม่เคยรักษาวิธีอื่นเลย แต่ไม่อยากได้เคมีบำบัดจะมาใช้คาร์ ที-เซลล์เลยได้หรือไม่ คำตอบ คือ ไม่ เพราะกระบวนการที่รามาธิบดีทดสอบนั้นเป็นการใช้ในคนไข้ที่รักษาวิธีการอื่นไม่ได้ผลมาทั้งหมดแล้ว”
อย่างคนไข้รายแรกนั้น รักษาไปแล้วแต่โรคกลับมาใหม่หลายครั้ง ซึ่งโดยทั่วไปหากเป็นเช่นนี้คนไข้อาจจะเสียชีวิตแล้ว จึงนำมาใช้คาร์ ที-เซลล์ ก็พบว่ามะเร็งเม็ดเลือดขาวในสมองหายไป มีการทำในคนไข้มะเร็งเม็ดเลือดขาวไขกระดูกก็หายไปหลังจากที่มีการให้คาร์ ที-เซลล์ ต่อมาก็ทำในคนไข้ทั้งหมด 11 ราย โดยมีแนวทางการพิจารณาที่จะให้คาร์ ที-เซลล์กับคนไข้ เพื่อที่จะให้ได้ประโยชน์ถึง 70 % และเป็นข้อมูลที่เท่ากับในต่างประเทศ
คนไข้มะเร็งที่จะใช้คาร์ ที-เซลล์รักษา
ศ.นพ.สุรเดช ย้ำว่า การใช้คาร์ ที-เซลล์ในการรักษามะเร็งไม่ได้ง่ายขนาดนั้น 1.เป็นคนไข้ที่ต้องรักษาวิธีการอื่นมาก่อนแล้วไม่ได้ผลทั้งหมด หากไม่ให้คาร์ ที-เซลล์คนไข้ก็จะมีโอกาสรอด 0 % จึงจะนำมาให้คาร์ ที-เซลล์ แต่ตอนนี้กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) มีการประเมินตัวเลขการใช้คาร์ ที-เซลล์ จากฐานของคนไข้มะเร็งที่ไม่ต้องรักษาด้วยวิธีการอื่นแล้วมาให้คาร์ ที-เซลล์เลย ซึ่งผิด
เพราะคนไข้ต้องรักษาวิธีการอื่นมาก่อนแล้วไม่ได้ผลทั้งหมดแล้ว ทั้งนี้ เมื่อประเมินตัวเลขแล้วแต่ละปีในไทยจะมีที่ต้องใช้คาร์ ที-เซลล์ในการรักษาไม่ถึง 100 คนเท่านั้น เพราะฉะนั้น จะไปสร้างโรงงาน 10 แห่งก็ไม่ใช่เรื่อง
และ2.ก่อนให้คาร์ ที-เซลล์ ไม่ใช่คนไข้ลิวคีเมียเต็มไขกระดูกแล้วให้คาร์ ที-เซลล์ ก็จะทำให้คนไข้เสียชีวิตเพราะความเป็นพิษ
“คาร์ ที-เซลล์ ทั่วโลกทำมา 10 กว่าปีแล้วมีการใช้เพียง 40,000 คน ถ้าประเทศไทยจะทำโรงงานคาร์ ที-เซลล์ ทั้งหมด 10 แห่ง จะมีคนใช้กี่คน เพราะฉะนั้น การเริ่มต้นจากการทำโรงงานอาจจะไม่ใช่คำตอบ”
ไม่ใช่แพทย์ทุกคนจะให้คาร์ ที-เซลล์ได้
ศ.นพ.สุรเดช กล่าวด้วยว่า ตอนนี้มีคนเข้าใจว่า การให้คาร์ ที-เซลล์นั้น แพทย์คนไหนก็ให้ได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะจะต้องให้โดยแพทย์เฉพาะทางโรคเลือด และเชี่ยวชาญเรื่องการปลูกถ่ายไขกระดูกด้วย ซึ่งได้บอกกระทรวงสาธารณสุขแล้วว่าแพทย์ที่เชี่ยวชาญปลูกถ่ายไขกระดูกในไทยมีนับนิ้วได้ สิ่งสำคัญในการรักษาด้วยคาร์ ที-เซลล์จึงต้องเตรียมเรื่องคนก่อน ให้รู้วิธีการใช้ที่ถูกต้อง
“ไม่ใช่แพทย์ทุกคนจะให้คาร์ ที-เซลล์กับคนไข้ได้ แม้แต่แพทย์โรคเลือดก็ต้องมาเรียนวิธีการให้ก่อน เพราะถ้าให้ผิดแม้ทำราคาได้ถูกลงเหลือ 2 ล้านบาท ก็เหมือนให้น้ำเปล่าเพราะให้ผิดวิธี”
คาร์ ที-เซลล์รักษามะเร็งต่อมน้ำเหลือง
นอกจากนี้ ได้ทำคาร์ ที-เซลล์ในมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma)ด้วย ซึ่งเป็นโรคที่มีทาร์เก็ตเดียวกัน คือ CAR CD19 T cell โดยตัวอย่างคนไข้ที่ให้นั้นมีโรคเต็มไปหมด ให้การรักษาวิธีอื่นๆแล้วโรคไม่สงบ ก็ให้คาร์ ที-เซลล์ไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ตอนนี้โรคก็สงบดี แสดงว่า คาร์ที่ให้ไปนั้นมีประสิทธิภาพ ส่วนอีกรายก็ให้คาร์ไปโรคสงบมาเกือบ 2 ปีแล้ว โดยมีการรักษาคนไข้ที่รักษาวิธีการอื่นไม่ได้ผลทั้งหมดแล้วไป 20 ราย ก็ได้ผล 80 %จากคนไข้ทั้งหมด 20 ราย
ยื่นขึ้นทะเบียนอย.แล้ว
ศ.นพ.สุรเดช กล่าวว่า จากที่ให้คาร์ในคนไข้ทั้งหมด รวม 41 ราย มีคาร์ที่ยื่นขอขึ้นทะเบียนอย. แล้ว และได้จดสิทธิบัตรในประเทศจีน และรอว่าประเทศในภูมิภาคอาเซียนจดสิทธิบัตรได้หรือไม่
ทั้งนี้ ตนได้แยกตั้งเป็นบริษัท บริษัท GENEPEUTIC BIO จำกัด โดยมีมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ถือหุ้นแบบไม่คิดค่าใช้จ่ายและยกเปอร์เซ็นต์ของผู้ก่อตั้งให้กับม.มหิดล เนื่องจากตนเองอยู่ภายตั้สังกัดของมหิดล ซึ่งความยั่งยื่นของโครงการ ไม่ใช่ตั้งบริษัทแล้วผลิตคาร์ ที-เซลล์ 1 ชนิดแล้วบริษัทจะยั่งยืน แต่จะต้องทำคาร์ ที-เซลล์ที่รักษาโรคอื่นๆอีก โดยทั้งหมดจดสิทธิบัตรให้หมดอยู่ภายใต้ม.มหิดล
ปัจจุบันมี CAR (คาร์) ที่จดสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรแล้ว คือ
- CAR GD2 สำหรับ เนื้องอกในสมอง (Brain Tumor) กำลังจะใช้ในคน
- CAR BCMA สำหรับ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดมัยอิโลมา (multiple myeloma)
- CAR CD 22 สำหรับมะเร็งเม็ดเลือดขาว/มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดบีเซลล์ (B cell leukemia/lymphoma) หากคนไข้ใช้คาร์ ซีดีไนน์ทีน(CD 19)แล้วไม่ได้ผล
- และ CAR CD 19,20,22 ที่เป็นทริปเปิ้ลคาร์ สำหรับมะเร็งเม็ดเลือดขาว/มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดบีเซลล์เช่นกัน
ขณะนี้ได้มีการเชิญผู้ลงทุนมาตั้งโรงงานสำหรับคาร์ ที-เซลล์อยู่ที่ Science Park ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐาน GPMจากอย.แล้ว โดยมีม.มหิดลไปถือหุ้นโดยไม่มีภาระผูกพัน (Liability) ตอนนี้ก็ทำเก็บเคสผู้ป่วย เพื่อให้ผ่านการขึ้นทะเบียนอย. เป็นกระบวนการที่ทำตามมาตรฐานของการขึ้นทะเบียนยา โดยมีโรงงานเป็นจีเอ็มพีฟาซิลิตั้ เพื่อที่จะกระจายใช้ในทั่วประเทศ และต่างประเทศ
“การทำแบบนี้ไม่ใช่เพียงให้บริการคนไทยในราคาถูก เนื่องจากมีโรงงานและสิทธิบัตร แต่เป็นสปอตต่างประเทศที่อยากทรานเฟอร์กับเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำมาถูกต้อง เพราะตั้งใจให้ผ่านอย.อย่างจริงจัง มีสิทธิบัตร แล้วต่างประเทศมารับใบอนุญาตเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยี”
ทั่วโลกกำลังมุ่งไปคาร์ เจนใหม่
ศ.นพ.สุรเดช กล่าวด้วยว่า นโยบายที่ทำในหมู่นักวิจัย คือ เน้นการจดสิทธิบัตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากจะไประดับโลก ถ้าไม่มีสิทธิบัตร ไม่มีใครมาคุยกับเรา เพราะฉะนั้น การที่จะลงทุนในประเด็น ATMPs โดยเน้นการสร้างโรงงานจะไม่ยั่งยืน เพราะค่าใช้จ่าย ATMPsแพง แต่คนใช้ไม่ได้มีจำนวนมาก การตั้งโรงงานจึงไม่ใช่คำตอบ ยิ่งตั้งมากยิ่งเสี่ยงเจ๊งเพราะแข่งกัน
“สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำคือการลงทุนกับงานวิจัยที่มีสิทธิบัตร มิเช่นนั้นจะไปต่อไม่ได้ รวมถึง จะต้องเน้นแพลตฟอร์มของ ATMPs ไม่ใช่โปรดักส์ การเน้นโปรดักส์ใดโปรดักส์หนึ่งนั้น ไม่ได้มีการใช้กันมาก”
ท้ายที่สุด ศ.นพ.สุรเดช ย้ำว่า ปัจจุบันมีการทำคาร์ รุ่นใหม่ ที่เริ่มจากการใช้แพลตฟอร์ม mRNA โดยรพ.รามาฯทำ Circular mRNA และจดสิทธิบัตรแพลตฟอร์มไป 1 ปีกว่าแล้วในหลายประเทศตั้งแต่ยุโรป อเมริกา ซึ่งสิ่งที่สนใจ คือ การนำมาใช้ในเรื่องรักษามะเร็ง ปัจจุบันทั่วโลกทำอยู่ทั้งประเทศจีน อเมริกาและยุโรป กำลังจะทำในเฟส 1 ,เฟส 2 ,เฟส 3 สำหรับรามาฯ คาดว่าจะเริ่มเฟส 1 ภายในปี 2570 หลังจากทำในหนูแล้วได้ผลดี





