วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

เปิดแฟ้มคดีทางการแพทย์ อีพี 2 ‘เสียงที่แหบแห้ง’ ความจริงที่ถูกกรีดและอำพราง

เปิดแฟ้มคดีทางการแพทย์ อีพี 2 ‘เสียงที่แหบแห้ง’ ความจริงที่ถูกกรีดและอำพราง

คอลัมน์ “เปิดแฟ้ม คดีทางการแพทย์” โดยทีมข่าว Health & Wellness กรุงเทพธุรกิจ นำเสนอเรื่องราวคดีความทางการแพทย์ที่สิ้นสุดในชั้นศาลฎีกาแล้ว จากข้อมูลการรวบรวมของกลุ่มระงับข้อพิพาททางการแพทย์ กองกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) เพื่อเป็นข้อเรียนรู้ให้กับประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์  โดยนำเสนอเป็นประจำเดือนละ 1 ครั้ง

คดีที่ 2 ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ชื่อตอนว่า “เสียงที่แหบแห้ง” ความจริงที่ถูกกรีดและอำพราง  ซึ่งความเห็นของศาลที่ตัดสินในครั้งนี้ ไม่ตรงกับความเห็นของสภาวิชาชีพ โดยศาลจะใช้ดุลยพินิจพิจารณาจากพยานหลักฐานต่างๆ โดยเฉพาะประวัติผู้ป่วยหรือเวชระเบียน ถือเป็นหลักฐานสำคัญมากในคดี

จินตนาการถึงวันที่เสียงซึ่งเคยใช้สื่อสาร กลายเป็นเพียงลมปากที่แหบพร่า การพูดคุยกับคนรอบข้างกลายเป็นความทุกข์ทรมานที่ต้องใช้ความพยายามอย่างมหาศาล นี่คือฝันร้ายที่เกิดขึ้นจริงกับผู้ป่วยรายหนึ่งที่เดินเข้าโรงพยาบาลด้วยความหวังในการรักษาโรคไทรอยด์เป็นพิษ

เสียงมีปัญหา หลังผ่าตัดต่อมไทรอยด์ 

เหตุการณ์เกิดขึ้น เมื่อราว 25 ปีก่อน  โจทก์ซึ่งมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ และรักษากับนายแพทย์ท่านหนึ่งใน โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ต่อมาเมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2544  นายแพทย์ท่านนี้เจาะเอาเนื้อเยื่อในคอไปตรวจ แล้วแจ้งว่า “ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ และผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อที่ไม่พึงประสงค์ออก” เมื่อวันที่ 21พฤศจิกายน 2544

หลังผ่าตัด 1 เดือน เสียงของโจทก์แหบแห้งไม่มีเสียงเหมือนคนปกติทั่วไป นายแพทย์ท่านนั้น แจ้งว่าจะมีเสียงเป็นปกติภายใน 2 เดือน หลังจากผ่าตัด 2 เดือน เสียงโจทก์ยังแหบแห้งเหมือนเดิมและยังมีอาการแทรกซ้อนเวลาพูดนานประมาณ 1 นาที จะมีอาการชาตามตัว เวียนศีรษะ เสียงจะขาดหายไปเป็นช่วง ๆ ไม่สามารถควบคุมสระและพยัญชนะ

ผ่าตัดครั้งที่ 2 จึงรู้ว่า มีการใส่ซิลิโคนไว้ที่เส้นเสียง

เมื่อไปรับบริการตรวจรักษากับ นายแพทย์อีกรายที่เป็นแพทย์เฉพาะทาง แจ้งว่าเส้นประสาทเสียงถูกตัดขาด เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2545 จึงส่งโจทก์ไปรักษากับนายแพทย์อีกท่าน ที่อีกโรงพยาบาล โดยได้มีการผ่าตัดอีกครั้งหนึ่ง  แล้วแพทย์พบว่ามีการใส่ซิลิโคนไว้ที่เส้นเสียงที่เป็นอัมพาตจากการที่เส้นเสียงถูกตัดขาด โดยก่อนหน้านี้โจทก์ไม่ได้ผ่าตัดต่อมไทรอยด์ครั้งอื่นอีกนอกจากครั้งแรก 

หลังผ่าตัดครั้งที่ 2 เสียงของโจทก์ไม่ดีขึ้นและแพทย์แจ้งว่า สายเสียงถูกตัดขาดไม่สามารถกลับมาใช้เสียงตามปกติได้ แต่เสียงจะดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยใช้เวลา 3-4 ปี

ฟ้องหลัง 3-4ปีอาการไม่ดีขึ้น 

จนเวลาผ่านไป 3-4 ปี เสียงของโจทก์แหบแห้งลงกว่าเดิม จนถึงเดือนกันยายน 2549 โจทก์แน่ใจว่านายแพทย์ท่านแรกที่ผ่าตัดให้นั้น ผ่าตัดด้วยความประมาทเลินเล่อทำให้เส้นสายเสียงถูกตัดขาด จนส่งผลให้เสียงแหบแห้งไม่สามารถใช้เสียงตามปกติได้

ต้องใช้ความอดทนอย่างมากในการเปล่งเสียงออก พูดเหนื่อยง่าย ผู้ฟังไม่ได้ยินเท่าที่ควร ไม่เข้าใจในสิ่งที่โจทก์พูด

โจทก์สูญเสียอวัยวะสำคัญ การกระทำของนายแพทย์ท่านแรกนั้น  เป็นแพทย์ทดลองงานยังไม่มีความเชี่ยวชาญเท่าที่ควร แต่โรงพยาบาลก็อนุญาตให้ผ่าตัดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ชดใช้เงินจำนวน 10 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

แม้เวลาผ่าน 3-4 ปี แต่ไม่ขาดอายุความ 

ส่วนจำเลยต่อสู้ว่า แพทย์ได้บอกถึงภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นว่าอาจมีอาการเสียงแหบ แต่มีโอกาสน้อย และผ่าตัดด้วยความระมัดระวังตามขั้นตอนและวิธีการของการแพทย์และมาตรฐานวิชาชีพแพทย์โดยไม่ได้ตัดเส้นประสาทเสียงของโจทก์ แต่ที่เสียงของโจทก์แหบแห้ง เป็นภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ จากการผ่าตัด เพราะเส้นประสาทเสียงอยู่ติดกับต่อมไทรอยด์และเกิดการกระทบกระเทือนในการผ่าตัดได้

แม้เวลาหลังการผ่าตัดจนถึงว่านที่ยื่นฟ้องจะผ่านมา 3-4 ปี แต่ศาลมองว่า “ไม่ขาดอายุความ”  เนื่องจากผู้ป่วยได้รับคำแนะนำจากแพทย์มาตลอดว่า "อาการจะดีขึ้นภายใน 3-4 ปี" ย่อมทำให้ผู้ป่วยเกิดความหวังและยังไม่ทราบแน่ชัดว่าตนเองถูกละเมิดหรือได้รับความเสียหายอย่างถาวร ดังนั้น จะถือว่าผู้ป่วยรู้ถึงการละเมิดตั้งแต่วันที่ผ่าตัดไม่ได้

“แต่อายุความควรเริ่มนับเมื่อผู้ป่วยแน่ใจแล้วว่าอาการไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้ตามระยะเวลาที่แพทย์เคยบอกไว้”

ศาลพบข้อเท็จจริง "เส้นประสาทเสียงถูกตัดขาด"

จุดชี้ขาดสำคัญของคดีนี้ไม่ได้อยู่ที่คำให้การของแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และการบันทึกในเวชระเบียน แม้ทางฝ่ายแพทย์จะอ้างว่าได้ระมัดระวังอย่างเต็มที่และอาการเสียงแหบเป็นเพียงภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้แม้ทำตามมาตรฐานแล้วก็ตาม

แต่ศาลกลับพบข้อเท็จจริงจากการผ่าตัดครั้งที่สองว่า "เส้นประสาทเสียงถูกตัดขาด" จริง ซึ่งตามวิสัยของศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะต้องทราบดีว่าเส้นประสาทเสียงตั้งอยู่จุดใดและต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้อุปกรณ์ไปโดน การที่เส้นประสาทขาด จึงไม่ใช่เรื่องของภาวะแทรกซ้อนที่เกิด แต่เป็นความประมาทเลินเล่อจากการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการระมัดระวังที่พึงมี

อาจเป็นการปกปิดอำพรางข้อเท็จจริง

นอกจากนี้ ศาลยังตั้งข้อสังเกตถึงการบันทึกเวชระเบียนของแพทย์ที่ระบุรายละเอียดเพียงน้อยนิดว่า "ลงมีด ผ่าตัด และเย็บปิด" โดยไม่มีการระบุถึงสภาพของเส้นประสาทเสียงหรือรายละเอียดการระวังภัยใดๆ กลายเป็นช่องโหว่ทำให้คำอธิบายของแพทย์ในภายหลังขาดความน่าเชื่อถือ

ศาลอุทธรณ์ภาคถึงกับระบุว่า การที่แพทย์ไม่บันทึกความจริงว่าเส้นประสาทขาดระหว่างผ่าตัด อาจเป็นการปกปิดอำพรางข้อเท็จจริง ส่งผลให้ในที่สุดศาลตัดสินยืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหาย 3 แสนบาท และศาลฎีกาไม่รับฎีกา