เมื่อวันที่ 27 ก.พ.2569 ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ภายในการประชุมวิชาการคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.2569 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) มีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “Thailand’s Next Engine : ปั้นเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยสู่ขุมทรัพย์เศรษฐกิจยั่งยืน” ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า อย.ไม่เพียงดำเนินงานในเรื่องคุ้มครองผู้บริโภคเท่านั้น แต่จะต้องส่งเสริมเศรษฐกิจให้มากขึ้น ซึ่งภาพรวมของโลกเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เช่นเดียวกับประเทศไทยที่มีสัดส่วนผู้สูงวัย 20% ของประชากรทั้งหมด
เทรนด์ของพฤติกรรมผู้บริโภคไม่ได้เป็นเรื่องของการรักษาโรคแต่เป็นการดูแลสุขภาพที่ดี(Wellness) เพื่อมีอายุยืนยาวอย่างมากสุขภาพดี(Longevity) ซึ่งมูลค่าตลาดทั่วโลกของเวลเนสและลองจิวิตี้ในปี 2568 อยู่ที่ 6.62 แสนล้านบาท จึงเป็นโอกาสของประเทศไทยในเรื่องเศรษฐกิจ
โดยอย.จะเปิดฐานยกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพของไทยให้ปลอดภัยและกลายเป็นสินค้าไปสู่ตลาดโลกที่สามารถทำเงินให้กับประเทศได้มากขึ้น มีเป้าหมายผลักดันสินค้าไทยจาก Local to Global ที่โฟกัสในเรื่องสมุนไพรไทย ,นวัตกรรม ATMPs ,ผลิตภัณฑ์สุขภาพและการแพทย์
กลิ่นสมุนไพรไทย ดึงดูดตะวันออกกลาง
ภญ.สุภัทรา กล่าวด้วยว่า จากการเดินทางไปที่ดูไบเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่าตลาดตะวันออกกลางให้ความสนใจในผลิตภัณฑ์สมุนไพรของไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะจุดเด่นเรื่องกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว (Unique Scent) จึงอยากทำ MOU เพื่อมาสถานที่ผลิตสมุนไพรของประเทศไทยได้มาตรฐานตามสากลหรือไม่ เพื่อที่เมื่อนำเข้าไปขายที่ประเทศเขานั้น จะช่วยสร้างทางลัด (Shortcut) หรือ Fast Track ในการนำสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดดูไบได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ต้องเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม
“แสดงให้เห็นว่าที่สร้างความเชื่อมั่นหรือtrust ต่อผลิตภัณฑ์ให้ดีเป็นที่ยอมรับ ผลิตภัณฑ์สุขภาพของประเทศก็มีช่องว่างให้สามารถเติบโตไปได้ในตลาดโลก จะเน้นแต่ราคาถูกอย่างเดียวไม่ได้แล้ว เพราะมีคู่แข่งมาก แต่ต้องมุ่งตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) สร้างความแตกต่าง สร้างอัตลักษณ์ มีคุณภาพตามมาตรฐาน เป็นสิ่งที่จะทำให้โตไปได้อย่างยั่งยืน”
สิ่งสำคัญต้องเปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมไปสู่อุตสาหกรรมนวัตกรรม ยกตัวอย่างกรณี "ขิง" ที่หากขายเป็นเพียงขิงดิบจะมีราคาต่ำมาก แต่หากใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสกัดเป็นสารสำคัญจะมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างมหาศาล
เป็นจุดที่ อย. จะเข้าไปมีบทบาทในการช่วยลดช่องว่างตรงกลางนี้ ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงานและส่งเสริมการสร้างความแตกต่างและอัตลักษณ์ให้กับผลิตภัณฑ์ไทย เพื่อให้หลุดพ้นจากกับดักการเน้นขายสินค้าราคาถูกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มที่ยั่งยืน
อย. จะไม่เป็นเพียง Regulator ที่เป็นผู้อนุมัติ อนุญาตผลิตภัณฑ์สุขภาพเท่านั้น มิติใหม่จะเป็นทั้งผู้สนับสนุน (Supporter) , ผู้ประสานงาน (Coordinator) , และ Emotional Supporter ผ่านการดำเนินงาน “กลยุทธ์ 4T” สร้างมาตรฐานสากลเพื่อเปลี่ยนสินค้าสุขภาพให้กลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการปั๊มรายได้เข้าประเทศ ประกอบด้วย
- Trust คือ การสร้างความเชื่อถือผ่านมาตรฐานที่เท่าเทียมสากลและโปร่งใส
- Teamwork ที่หมายรวมถึงการทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ทั่วประเทศ
- Target ที่มุ่งเป้าจากท้องถิ่นสู่สากล
- และ Technology ที่จะเข้ามาเป็นตัวช่วยสำคัญในการขับเคลื่อนงาน
“อย. ยุคใหม่ที่จะนำพาผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยไปยืนหยัดในตลาดโลกได้อย่างภาคภูมิ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนให้หน่วยงานภาครัฐกลายเป็นแรงผลักดันหลักทางเศรษฐกิจ (Engine) โดยอาศัยความแข็งแกร่งของมาตรฐานที่ทั่วโลกให้การยอมรับ (FDA Recognition) มาเป็นใบเบิกทางในการส่งออก Soft Power ด้านสุขภาพของไทย และสร้างรายได้เข้าประเทศได้อย่างยั่งยืน” ภญ.บุญเสริมกล่าว
อุตฯสุขภาพตลาดเดียวยังแข็งแรง
ขณะที่นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(สอท.) กล่าวว่า สุขภาพเป็นตลาดเดียวในสภาอุตสาหกรรมที่ยังแข็งแรงอยู่ โดยกลุ่มอื่นๆโดนกระทบซ้าย กระทบขวาอยู่มาก แต่กลุ่มสุขภาพมีต้นทุนที่ดีตรงรากฐานประเทศไทยเป็นเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพที่ชัดเจน ซึ่งปัจจุบันภาพรวมของอุตสาหกรรมสุขภาพไทย มีความโดดเด่นอย่างมากในสายตาต่างชาติ
โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคชาวจีน ที่มีความเชื่อมั่นในมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าไทยเป็นอย่างสูง แม้วัตถุดิบบางอย่างจะส่งมาจากประเทศจีน แต่ผู้บริโภคยังเจาะจงเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศไทย เนื่องจากความเข้มงวดในการกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่ทำให้ธุรกิจอาหารและสุขภาพของไทยยังคงเติบโตและส่งออกไปได้ทั่วโลก
เร่งดันไทยผงาดเบอร์ต้นโลก
รวมถึง ระบบการขออนุญาตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและวิตามินในประเทศไทย ยังมีการพัฒนาไปอย่างมาก จากเดิมที่เคยมีความยุ่งยากและใช้ระยะเวลาในการพิจารณายาวนาน แต่ปัจจุบันมีการปรับตัวและนำระบบใหม่ ๆ เข้ามาช่วยทำให้การขออนุญาตทำได้ง่ายขึ้นและใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน ถือเป็นปัจจัยบวกที่เอื้อต่อการแข่งขันในตลาดโลกที่ปัจจุบันมีการเชื่อมโยงถึงกันหมด
“เป้าหมายสำคัญของไทย คือ การก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพอันดับต้น ๆ ของโลก เพื่อตอบรับกับกระแสตลาดสมัยใหม่ที่เน้น ของดีราคาถูก ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ผ่านการผลิตในจำนวนที่มากพอเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคในวงกว้าง”นายนาคาญ์กล่าว
ต้องยึดหัวหาดผู้ผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพ
สำหรับการวางยุทธศาสตร์เพื่อสร้างภาพจำให้กับสมุนไพรไทยในระดับสากลนั้น นายนาคาญ์ กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างเอกลักษณ์ให้ชัดเจน เช่นเดียวกับที่ญี่ปุ่นมีชาเขียว หรือเกาหลีมีโสม แม้ไทยจะมีความท้าทายจากการมีสมุนไพรที่หลากหลาย จนทำให้การเลือกตัวชูโรงทำได้ยาก
แต่สมุนไพรหลายชนิดมีศักยภาพสูงมากในตลาดต่างประเทศ เช่น กระชายดำ ที่ในไทยอาจเน้นเรื่องการบำรุงกำลังบุรุษ แต่ในญี่ปุ่นกลับมองเห็นศักยภาพในการนำไปใช้เพิ่มระบบเผาผลาญและดูแลรูปร่างสำหรับสตรี ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาดด้วยมุมมองใหม่ ๆ
ปัจจุบันประเทศไทยมีเทคโนโลยีการสกัดระดับสูงเทียบเท่าต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการทำนาโนเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมการสกัดอื่น ๆ แต่สิ่งที่ยังขาดคือการเชื่อมโยงความเข้าใจระหว่างนักวิชาการ ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคให้เป็นหนึ่งเดียวกัน หากสามารถรวมกลุ่มเทคโนโลยีและสร้างความเข้าใจที่ตรงกันได้
"ประเทศไทยก็จะสามารถยึดหัวหาดว่าเราเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพในระดับโลก โดยกำหนดตัวที่เลือกผลิตให้ชัดเจนแล้วผลิตในจำนวนมาก เพื่อซัพพลายให้ตลาดทั่วโลก เป็นเป้าที่ดีที่สุดที่ไทยควรจะต้องทำ”นายนาคาญกล่าว
สกสว.พร้อมหนุนงานวิจัย-นวัตกรรม
ด้านศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม(สกสว.) กล่าวว่า ประเทศไทยจะเปลี่ยนตัวเองจากที่มีคนบอกว่าเป็นคนป่วยของเอเชีย เป็นการมีโอกาสใหม่ เพราะระบบของต้นน้ำที่เป็นการพัฒนาคน และงานวิจัยอย่างสกสว.จะเป็นข้อต่อที่เป็นทีมไทยแลนด์ อยู่ในระบบนิเวศเดียวกัน ที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ไทยขึ้นไปอยู่ในระดับโลก โดยอาศัยวิจัยและนวัตกรรมซึ่งจะเป็นเครื่องยนต์ New Growth Engine
ทั้งนี้ สกสว.มีการสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศ(Ecosystem) ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ได้แก่ 1.การพัฒนาระบบการทำงานแบบคู่ขนานของอย. สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) เพื่อร่นระยะเวลาการนำเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
2.ระบบรับรองวัตถุดิบสมุนไพรและสารสกัด พัฒนาระบบที่ช่วยเร่งกระบวนการขึ้นทะเบียนผลิตภํณฑ์และเพิ่มความน่าเชื่อถือ
3.กลไกผลักดัน Food Ingredient และอาหารมูลค่าสูงสู่เชิงพาณิชย์
4.การสนับสนุนด้านมาตรฐานและความปลอดภัยผลิตภัณฑ์สุขภาพ
5.การเชื่อมโยงระบบข้อมูลสนับสนุนผลิตภัณฑ์สุขภาพ เพื่อสนับสนุนการขึ้นทะเบียน
6.กลไกหารคัดกรองโครงการและเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรวิจัย
และ7.แซนด์บ็อกซ์ขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพสูง การทดลองร่วมกันผลักดันผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีศักยภาพ ตั้วแต่ต้นจนถึงการขึ้นทะเบียนรับรองหน่วยงานใน Ecosystem





