จากกรณีนักวิชาการตรวจพบสารหนูเกินเกณฑ์มาตรฐานในเล็บและเส้นผมของชาวบ้าน 16 ราย จาก 90 ราย ใน 4 พื้นที่ลุ่มน้ำกก (เชียงใหม่และเชียงราย) และมีข้อเรียกร้องให้รัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ประกาศ "โรคพิษสารหนู" เป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดระบบการดูแลและป้องกันในพื้นที่
ล่าสุด เมื่อวันที่ 26 ก.พ.2569 ที่กระทรวงสาธารณสุข ภายหลังการประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมอนามัย กรมควบคุมโรค กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขเขตสุขภาพที่ 1 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ 1/1 เชียงราย โดยมีกรมควบคุมมลพิษร่วมให้ข้อมูล
นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เบื้องต้น หน่วยงานในพื้นที่ทุกภาคส่วนแจ้งผลการตรวจเฝ้าระวัง การปนเปื้อนของสารหนูในแม่น้ำกก และผลการตรวจเฝ้าระวังสารหนูในน้ำประปาหมู่บ้าน พบว่าระดับสารหนูยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน จึงมั่นใจได้ว่าประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้ปกติ ไม่ได้รับผลกระทบต่อสุขภาพ
ทั้งนี้ ต้องขอขอบคุณนักวิจัย อาจารย์ และหน่วยงานในพื้นที่ ที่ให้ความสนใจและติดตามผลกระทบทางสุขภาพของประชาชน ทำให้เกิดความตระหนักและมีการวางมาตรการ/กลไกเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อย่างเป็นรูปธรรม สธ.พร้อมและยินดีสนับสนุนการดำเนินงานที่เป็นการช่วยเหลือดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่
หากมีสิ่งผิดปกติหรือพบการปนเปื้อนของสารมลพิษในสิ่งแวดล้อมที่อาจจะเกิดผลกระทบต่อสุขภาพ สามารถประสานหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขในพื้นที่ ทั้ง รพ.สต. โรงพยาบาลชุมชน ศูนย์อนามัย ได้ทันที
ยังไม่พบสารหนูที่เป็นอันตราย
แม้สถานการณ์การปนเปื้อนสารหนูในสิ่งแวดล้อมจะยังไม่เกินค่ามาตรฐาน และอยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่ให้ไม่อยู่ในระดับที่กระทบต่อสุขภาพประชาชน รวมทั้ง มีการดำเนินการตามมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกันปัจจัยเสี่ยงสารมลพิษของจังหวัดอย่างต่อเนื่อง
ในส่วนสธ. ยังคงตรวจเฝ้าระวังคุณภาพน้ำบริโภค เฝ้าระวังการปนเปื้อนในอาหาร และตรวจสุขภาพกลุ่มเสี่ยงเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และปกป้องคุ้มครองสุขภาพประชาชน ให้สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ได้รับผลกระทบจากสารมลพิษปนเปื้อน โดยผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง กลุ่มเปราะบาง
“ขณะนี้ยังไม่พบสารหนูที่เป็นอันตรายต่อประชาชน แต่สาธารณสุข ได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ให้ทำแผนเฝ้าระวัง 5 ปี และหน่วยงานเกี่ยวข้องมาร่วมกันทำงาน เพื่อให้เป็นภาพที่อธิบายได้ครบทุกด้าน จากแผนรับมือดังกล่าว ขอให้มั่นใจ เรามีการเฝ้าระวังความเสี่ยงถึงสารหนู ไม่ให้กระทบต่อประชาชน” นพ.สมฤกษ์ กล่าว
ตรวจน้ำ 5 ครั้งล่าสุดแทบไม่พบสารหนู
นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า กรมควบคุมมลพิษ มีการตรวจสอบคุณภาพน้ำมาตั้งแต่เดือน มี.ค.2568 จนถึงขณะนี้รวมแล้ว 15 ครั้ง โดยมีการกำหนดจุดตรวจวัดทั้งหมด 27 จุดทั่วพื้นที่
จากผลการตรวจล่าสุด 5 ครั้งหลังสุด พบว่า ค่าสารหนูแทบจะไม่ปรากฏ โดยจุดที่ยังตรวจพบ ที่บริเวณท่าตอน ตรวจพบที่ระดับ 0.011 ถึง 0.012 มิลลิกรัมต่อลิตร ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานค่าอยู่ที่ 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร
นอกจากนี้ ผลการประเมินคุณภาพน้ำในภาพรวม พบว่า น้ำมีค่าความเป็นกรด-ด่างอยู่ที่ประมาณ 6.5 ถึง 7.8 ซึ่งจัดอยู่ในน้ำประเภทที่ 3 หมายความว่าหากจะนำมาอุปโภคบริโภคก็สามารถทำได้ โดยต้องผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อโรคและการกรอง ส่วนในด้านการเกษตรนั้นสามารถนำน้ำไปใช้ได้
ตรวจพบสารหนูในคน ส่วนใหญ่แบบไม่อันตราย
ดร.วิชาดา จงมีวาสนา ผู้อำนวยการสำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า กรมวิทย์ได้ร่วมกับส่วนภูมิภาค มีการเฝ้าระวังตั้งแต่ปี 2568 รวม 4 ครั้ง และปี 2569 สำรวจต่อเนื่องอีกทั้งหมด 12 ครั้ง ทั้งน้ำประปาหมู่บ้าน หรือพืชผักที่ปลูกบริเวณลุ่มน้ำ รวมถึงการตรวจปัสสาวะในคน
ผลการตรวจสอบทุกครั้ง จนถึงล่าสุดเดือน ม.ค.2569 พบว่า ปริมาณสารหนูในน้ำ พืชผักยังอยู่ในมาตรฐาน สำหรับการพบในปัสสาวะในคนอยู่ในระดับที่ติดตามแล้ว พบว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือการสัมผัสอย่างต่อเนื่อง
นายณัฐพงศ์ แหละหมัน กองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กล่าวว่า เมื่อปี 2568 กรมควบคุมโรค มีการเฝ้าระวังสุขภาพประชาชน 362 ราย โดยสัมพันธ์กับพื้นที่ที่กรมควบคุมมลพิษตรวจน้ำ โดย 7 รายที่ตรวจพบได้มีการยืนยันเป็นสารหนูแบบไม่อันตราย แต่มี 1 รายที่เกินมาตรฐาน จึงสอบสวนโรค โดยปี 2569 จะเก็บข้อมูลอาชีพอื่นๆที่เสี่ยงกับสารหนูด้วย
“ในส่วนแหล่งน้ำจะเฝ้าระวังต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี ตามที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ และในปี 2569 จะมีการขยาย 1,400 กว่าคน ครอบคลุมทุกแม่น้ำที่เกี่ยวข้องกับสารหนู รวมถึงกรมควบคุมโรคจะประสานกับอาจารย์ที่เป็นข่าวเกี่ยวกับงานวิจัยเพื่อทำงานร่วมกัน และประชาชนทั้ง 19 คนที่มีรายงานว่าตรวจพบสารหนูเข้ามาอยู่ในกลุ่มการตรวจสอบของกรมด้วยเพื่อตรวจยืนยัน”
อาการสัมผัสสารหนู ต้องรีบช่วยเหลือ
พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า แม้จะทราบคำยืนยันจากอธิบดีกรมควบคุมมลพิษแล้วว่า ณ ปัจจุบัน แม่น้ำกกยังปลอดภัย แต่ไม่ประมาท หากมีข้อมูลใดๆ สามารถประสานมายังทีมงานสาธารณสุขได้ อย่างไรก็ตาม กรมมีการสื่อสารถึงประชาชนว่า หากประชาชนมีอาการบ่งชี้ถึงปัญหารับสารหนูในปริมาณสูง เช่น
- คลื่นไส้อาเจียน
- ปวดท้อง
- ท้องเสีย
- เวียนศีรษะ
- อ่อนเพลีย
- ระคายเคืองผิวหนัง
- มีผื่นขึ้น
อาการเหล่านี้ค่อนข้างไม่จำเพาะ แต่หากมีประวัติสัมผัสสารหนู หรือตรวจปัสสาวะที่ไม่ปกติ ต้องรีบเฝ้าระวังและนำไปสู่การวินิจฉัยช่วยเหลือโดยเร็ว
ทั้งนี้ กรมอนามัยยังแนะนำให้ประชาชนใช้น้ำประปาของการประปาส่วนภูมิภาค หรือประปาหมู่บ้านที่มีระบบผลิตที่ได้มาตรฐาน เนื่องจากผ่านการตรวจสอบปรับปรุงแหล่งน้ำและมีความปลอดภัย โดยทีม SEhRT ของศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่ ยังคงลงพื้นที่ปฏิบัติการกับหน่วยงานระดับจังหวัด เพื่อสุ่มตรวจคุณภาพน้ำเบื้องต้น รวมทั้งเสริมความรู้ประชาชนในการดูแลป้องกันตนเองอย่างต่อเนื่องเพื่อความปลอดภัย
คนที่ตรวจพบสารหนู เป็นเกษตรกร
ผู้สื่อข่าวถามว่า กลุ่มประชาชนที่มีการตรวจพบสารหนู มีการรับมาจากแหล่งไหน นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า จากการพูดคุยกับอาจารย์ที่ทำการศึกษา พบว่าที่มีการตรวจพบค่าสูงนั้นเป็นการเกินที่ขยับจากเกณฑ์ขอบบนไปนิดหนึ่ง ส่วนการซักถามอาการก็เป็นการถามจากแบบสอบถาม และผลไม่ได้แมชกัน โดยคนที่มีอาการก็ไม่ได้ตรวจพบค่าที่สูง แต่ก็ไม่ก้าวล่วงในงานวิจัย
แต่ที่สธ.ดำเนินการและตรวจพบมี 2 ส่วน คือ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ตรวจปัสสาวะคนในพื้นที่เสี่ยง พบว่า ครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 มี 1 ราย แต่เป็นการเก็บส่งตรวจโดยไม่ได้เตรียมตัว ไม่ถูกต้อง เมื่อมีการตรวจซ้ำจึงไม่พบ ซึ่งการไม่ได้เตรียมตัวหมายความว่า อาจรับประทานอาหารทะเลเข้าไป มีโอกาสรับสารหนูเข้าไปแต่ร่างกายก็ขับออก จึงอาจทำให้พบสารหนูได้
และการตรวจของกรมควบคุมโรค ที่ผ่านมาพบ 7 ราย แต่มี 1 รายที่สารหนูสูงมาก ซึ่งทั้ง 7 รายเป็นเกษตรกร จะมีการใช้ยาฆ่าแมลง และสารหนู ที่เป็นความเสี่ยงชัดเจน ไม่ได้กระจายไปเป็นชาวบ้าน หรือคนที่รับประทานอาหาร
“จากข้อมูลทั้งหมด ณ สถานการณ์ปัจจุบัน ประชาชนปกติ ถ้าไม่ได้เสี่ยง โอกาสจะได้รับสารหนูจากเรื่องของข่าวว่าในพื้นที่มีน้ำสารหนูนั้น ขอให้มั่นใจว่า ไม่มี และทางกรมควบคุมมลพิษ ก็มอนิเตอร์ปริมาณสารหนูในสิ่งแวดล้อมเป็นประจำ” นพ.สมฤกษ์กล่าว
ตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยัน
ถามย้ำว่ากลุ่มที่พบสารหนู สาเหตุไม่ใช่จากแหล่งน้ำกก แต่เป็นอาชีพเสี่ยงใช่หรือไม่ นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า หากดูข้อมูลการเฝ้าระวังทางสิ่งแวดล้อมของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในแหล่งน้ำในพื้นที่ไม่พบค่าสูง แต่ที่สูงเป็นกลุ่มเกษตรกรที่มีความเสี่ยง ซึ่งข้อมูลสันนิษฐานจึงคิดว่า กลุ่มเสี่ยง คือ อาชีพเกษตรกร แต่จะมอบหมายให้กรมควบคุมโรคลงพื้นที่ไปติดตามเรื่องนี้ให้ข้อมูลอย่างละเอียดขึ้น
นายณัฐพงศ์ กล่าวเสริมว่า กรมควบคุมโรคได้ลงไปตรวจเยี่ยมบ้าน เพื่อดูว่ามีการใช้สารกำจัดศัตรูพืชอย่างไรบ้าง และไปดูข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตร พบว่า ประเทศไทยมีการใช้สารกำจัดศัตรูพืชหลายตัว รวมถึง ยังมีการใช้สารหนูอยู่ และยังไม่ยกเลิกการใช้ อย่างไรก็ตาม จำนวน 1 รายใน 7 ราย อาจยังมีข้อมูลไม่เพียงพอทางวิทยาศาสตร์ จึงต้องมีการติดตามกลุ่มเกษตรกรเพิ่มเติมในปี 2569 ว่าการพบสารหนู เกี่ยวข้องกับอาชีพหรือไม่
ตรวจปัสสาวะเพื่อดูปริมาณสารหนูสะสม
พญ.อัมพร กล่าวย้ำว่า สารหนูที่รับเข้าสู่ร่างกาย หลักๆจะรับมาจากอาหารและน้ำ แต่สารหนูไม่ใช่ว่าจะเป็นพิษเสมอไป อย่างเช่น สารหนูมากับอาหารทะเล จะเป็นฟอร์มที่ไม่เป็นพิษต่อร่างกาย ซึ่งก่อนตรวจปัสสาวะ จึงขอให้หยุดอาหารทะเลก่อนชั่วคราว 4-5 วัน เพื่อให้ทราบว่าหากตรวจพบสารหนูจะมาจากแหล่งอื่นๆหรือจากน้ำนั้น อาจจะเป็นพิษได้
“สารหนูเมื่อบริโภคไปในร่างกายจะถูกขับออกจากปัสสาวะ เป็นเหตุผลที่ตรวจปัสสาวะ ซึ่งสิ่งทีปรากฎในปัสสาวะจะทำให้ทราบว่า ในเลือดในร่างกายมีสารหนูมากน้อยแค่ไหน อย่างตรวจครั้งที่1 พบว่าสูง เมื่อติดตามแล้วหลายๆครั้งยังสูง แสดงว่ามีการสะสมในร่างกายมากแล้ว แต่หากไม่พบว่าสูงก็อาจเป็นไปได้ว่า ที่ตรวจพบสูงอาจเป็นผลลวง หรือสารหนูได้ถูกขับออกไปแล้ว หรืออาจเป็นสารหนูจากอาหารทะเล”
ความต่างตรวจสารหนูจากปัสสาวะ เล็บ เส้นผม
ถามถึงวิธีการตรวจที่แตกต่างกันจากปัสสาวะ เล็บ และเส้นผม นายณัฐพงศ์ กล่าวว่า การตรวจวิธีใดจะสะท้อนระยะเวลาการสัมผัส ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ที่กรมควบคุมโรคเลือกตรวจปัสสาวะ เพราะเป็นตัวมาตรฐานเพื่อแยกตัวสารหนูที่เป็นอันตรายหรือไม่อันตรายออกมาให้ชัดเจน และปัสสาวะจะสะท้อนการสัมผัสในช่วง 1-2 เดือนสอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อดูว่าช่วงเวลาของการตรวจพบสารหนูในคนสอดคล้องกับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นหรือไม่
ส่วนการตรวจเล็บ ตรวจเส้นผม จะใช้การสัมผัสเป็นเวลานานหลายปี และการไม่นิยมตรวจเส้นผม เพราะจะมีตัวสารหนูที่เกาะอยู่นอกเส้นผมได้ เช่น ย้อมผม เป็นต้น และไม่มีการแยกชนิดว่าสารหนูอันตรายหรือไม่อันตราย





