วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

คนไทย 88 % บริโภคโซเดียมต่อวันทะลุเพดาน คลอด 'ภาษีความเค็ม' ลดบริโภค ลดป่วย

คนไทย 88 % บริโภคโซเดียมต่อวันทะลุเพดาน คลอด 'ภาษีความเค็ม' ลดบริโภค ลดป่วย

รายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 (พ.ศ.2567-2568) โดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ร่วมกับ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ในประเด็น “การบริโภคโซเดียม” จากผลการตรวจปริมาณโซเดียมในปัสสาวะ 24 ชั่วโมงของประชากรกลุ่มตัวอย่างอายุ 15 ปีขึ้นไป พบว่า 

บริโภคโซเดียมกระฉูด – โรค NCDs พุ่ง

  • ค่าเฉลี่ยการบริโภคโซเดียมต่อวันของประชาชนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีค่าเฉลี่ยรวม 3,650 มิลลิกรัม (ชายมีค่าเฉลี่ย 3,689 มิลลิกรัม และ หญิงมีค่าเฉลี่ย 3,615 มิลลิกรัม)
  • กลุ่มอายุ15-44 ปีเป็นกลุ่มอายุที่มีค่าเฉลี่ยการบริโภคโซเดียมต่อวันสูงที่สุด ( 3,866 มิลลิกรัม)
  • การบริโภคโซเดียมในเขตเทศบาลและนอกเขตเทศบาลไม่แตกต่างกัน
  • ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีค่าเฉลี่ย การบริโภคโซเดียมต่อวันมากที่สุดเท่ากับ 3,728 มิลลิกรัม รองลงมาคือ ภาคกลาง 3,701 มิลลิกรัม กทม. 3,540 และภาคใต้(ค่าเฉลี่ยเท่ากับ, และ 3,398 มิลลิกรัม
  • ประชาชนไทยอายุ15 ปีขึ้นไป  88.2 % บริโภคโซเดียมต่อวัน เกินคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน

ขณะเดียวกัน แนวโน้มความชุกของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (โรค NCDs) มีแนวโน้มเพิ่มสูง โดยโรคเบาหวานจากปี 2547 อยู่ที่ 6.6% เพิ่มขึ้นเป็น 10.6% ในปี 2568 ภาวะคอเลสเตอรอลสูง จากปี 2547 อยู่ที่ 15.5% เพิ่มเป็น 19.8% ในปี 2568 โรคอ้วน จากปี 2547 อยู่ที่ 28.6% เพิ่มเป็น 45% ในปี 2568 และโรคความดันโลหิตสูง จากปี 2547 อยู่ที่ 22% เพิ่มขึ้นเป็น 29.5% ในปี 2568 ซึ่งโรคความดันโลหิตสูงหากเทียบกับผลสำรวจเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ยังพบว่าคนไทยเป็นความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นถึง 4 ล้านคน

และจากผลการศึกษาเผยแพร่โดย สวรส. พบว่า ประเภทอาหารที่คนไทยได้รับโซเดียมสะสมต่อวันมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่

  • อาหารกึ่งสำเร็จรูป เช่น บะหมี่ โจ๊ก เป็นต้น โดยสูงถึง 971 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน
  • รองลงมาเป็น อาหารพร้อมทาน เช่น อาหารกระป๋อง อยู่ที่ 506 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน
  • และเครื่องปรุงรส อยู่ที่ 215 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน

เป้าลดบริโภคเกลือและโซเดียมลง 30 %

การบริโภคโซเดียมและเกลือเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ที่ทำให้คนป่วยด้วยโรค NCDs จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินมาตรการให้คนไทยลดปริมาณการบริโภคลง 

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีการยุทธศาสตร์ลดการบริโภคเกลือและโซเดียม(SALTS)  พ.ศ. 2559 – 2570 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายลดการบริโภคเกลือและโซเดียมลง 30 % หรือบริโภคเกลือและโซเดียม ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบกับเกลือแกงไม่เกิน 1 ช้อนชา เพื่อให้คนไทยสุขภาพดี ห่างไกลโรค NCDs มี 5 ยุทธศาสตร์ ดังนี้

1.) การสร้าง พัฒนา และขยายเครือข่ายความร่วมมือ (S: Stakeholder network) โดยร่วมกับภาคีเครือข่ายขยายพื้นที่มาตรการเฝ้าระวังและลดการบริโภคเกลือและโซเดียมครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมถึง กทม. 

2.) การเพิ่มความรู้ ความตระหนักและเสริมทักษะประชาชน ชุมชน ผู้ผลิต/ผู้ประกอบการ บุคลากรวิชาชีพที่เกี่ยวข้องและผู้กำหนดนโยบาย (A: Awareness) โดยประชาสัมพันธ์นโยบายสุขภาพ เช่น นโยบายการจัดหาอาหารเพื่อการบริโภคที่ดีต่อสุขภาพ นโยบายภาษีโซเดียมและกำหนดเพดานปริมาณโซเดียม สร้างกระแสสังคมลดการบริโภคเกลือและโซเดียม ผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์

3.) การปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการผลิต ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และเกิดผลิตภัณฑ์ที่มีโซเดียมต่ำ รวมทั้งเพิ่มทางเลือกและช่องว่างทางการเข้าถึงอาหารปริมาณโซเดียมต่ำ (L: Legislation and environmental reform) โดยบังคับใช้ฉลากโภชนาการแบบ GDA กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารที่มีเกลือเป็นส่วนประกอบ การใช้สัญลักษณ์โภชนาการ “ทางเลือกสุขภาพ หรือ “Healthier Logo” และส่งเสริมการปรับสูตรผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นลดโซเดียม (OTOP) 

4.) การพัฒนางานวิจัยและองค์ความรู้และการนำไปสู่การปฏิบัติ (T: Technology and Innovation) โดยวิจัยปรับสูตรอาหาร

และ 5.) การพัฒนาระบบเฝ้าระวังติดตามและประเมินผล เน้นตลอดกระบวนการผลิตและผลลัพธ์ (S: Surveillance, monitoring and evaluation) โดยพัฒนาแอปพลิเคชัน ThAI Salt Survey และสำรวจปริมาณโซเดียมในอาหารด้วยเครื่องวัดความเค็ม (Salt meter) ทุกจังหวัด รวมถึงกทม.

เก็บภาษีโซเดียม ผู้บริโภคลด ผู้ผลิตปรับสูตร

จะเห็นได้ว่า "นโยบายภาษี" เป็นหนึ่งในเรื่องที่จัดอยู่ในยุทธศาสตร์ลดการบริโภคฯ ในยุทธศาสตร์เพิ่มความรู้ ความตระหนักและเสริมทักษะประชาชน ชุมชน ผู้ผลิต/ผู้ประกอบการ บุคลากรวิชาชีพที่เกี่ยวข้องและผู้กำหนดนโยบาย

ฉะนั้น หากกรมสรรพสามิตสามารถคลอดภาษีความเค็ม หรือภาษีโซเดียม ออกมาได้สำเร็จหลังจากมีการผลักดันมานาน ในมุมเชิงสุขภาพแล้วจะส่งผลดีอย่างมาก 

คนไทย 88 % บริโภคโซเดียมต่อวันทะลุเพดาน คลอด 'ภาษีความเค็ม' ลดบริโภค ลดป่วย

ผศ.ดร.ปภัศร ชัยวัฒน์ นักวิชาการจากศูนย์ศึกษานโยบายเพื่อการพัฒนา คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว่า ผลการศึกษาความยืดหยุ่นของอุปสงค์ของอาหารที่มีโซเดียมสูงในตลาดประเทศไทย ปี 2568 พบว่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและขนมขบเคี้ยวเป็นกลุ่มสินค้าที่ผู้บริโภคมีความอ่อนไหวต่อราคา เมื่อราคาสูงขึ้นจากมาตรการภาษี ผู้บริโภคมีแนวโน้มลดการบริโภคอย่างมีนัยสำคัญ จึงเป็นแรงจูงใจให้ผู้ผลิตปรับสูตรเพื่อลดภาระภาษี

“การออกแบบภาษีโซเดียมอย่างเหมาะสม จะช่วยลดการบริโภคเค็มโดยไม่สร้างภาระเกินจำเป็น และยังป้องกันการผลักภาระไปยังผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางได้ สนับสนุนการใช้มาตรการภาษีควบคู่กับมาตรการอื่นๆ เช่น การปรับสูตรอาหาร การติดฉลาก และการสื่อสารสาธารณะ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมไทยสู่การลดเค็มลดโรค”ผศ.ดร.ปภัศรกล่าว

เก็บภาษีโซเดียม ลดคนป่วยรายใหม่

ผศ.ดร.พจนา หันจางสิทธิ์ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เด็กและเยาวชนเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากอาหารโซเดียมสูง โดยเฉพาะขนมขบเคี้ยวและอาหารสำเร็จรูป ซึ่งผลการศึกษา เรื่อง การคาดประมาณผลของการดำเนินมาตรการจัดเก็บภาษีตามปริมาณโซเดียม ปี 2567 ของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม พบว่า

หากมีการดำเนินมาตรการภาษีโซเดียมในขนมขบเคี้ยวที่มีปริมาณโซเดียมสูง ควบคู่กับการกำหนดเกณฑ์ให้ผู้ผลิตปรับสูตรลดโซเดียมตามสัญลักษณ์โภชนาการทางเลือกสุขภาพ (Healthier Choice Logo) จะช่วยลดการบริโภคโซเดียมในเด็กและเยาวชนได้อย่างมีนัยสำคัญ และสามารถลดจำนวนผู้ป่วยความดันโลหิตสูงในภาพรวมได้กว่า 31,000 ราย จากกลุ่มขนมขบเคี้ยวเพียงอย่างเดียว จากที่ปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงกว่า 84,000 คน

คาดการณ์จัดเก็บภาษีตามปริมาณโซเดียมใน 10 ปีแรก  ประมาณการว่าจะสามารถป้องกันคนป่วยรายใหม่ โดยป้องกันโรคหลอดเลือดสมองได้ 54,000 คน ป้องกันการเสียชีวิต 5,000 คน ป้องกันไตเรื้อรัง 51,000 คน ป้องกันการเสียชีวิต 2,500 คน และป้องกันโรคหัวใจ 49,000 คน ป้องกันการเสียชีวิต 2,800 คน รวมกว่า 1.6 แสนคน

“ปัจจุบันพบแนวโน้มความดันโลหิตสูงและภาวะเสี่ยงในเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้น ซึ่งเชื่อมโยงกับพฤติกรรมการกินเค็มตั้งแต่วัยเด็ก หากไม่เริ่มป้องกันตั้งแต่วันนี้ เด็กกลุ่มนี้จะกลายเป็นผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไม่ติดต่อในอนาคต ดังนั้น มาตรการภาษีโซเดียมมีความสำคัญต่อการปกป้องสุขภาพเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรมบริโภคขนมขบเคี้ยวและอาหารสำเร็จรูปสูงอย่างต่อเนื่อง”ผศ.ดร.พจนากล่าว